October 27th, 2008 | anpanpon

“ที่ผ่านมาคนของเราไม่พอที่จะลงไปรับ ฟัง จากการพูดคุย เห็นชัดเลยว่า ทุกฝ่ายต้องการความเข้าใจ ซึ่งคนกลางอย่างเราช่วยเข้าไปทำความเข้าใจ แล้วก้าวต่อไปจากนั้น เราหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะรับฟังกันได้ เข้าใจกันได้ เห็นอีกคนเป็นเพื่อนมนุษย์”

“คนอาจจะนึกว่าทั้งสองฝ่ายแตกแยกกันไปแล้ว แต่สิ่งที่เราได้ยินซ้ำๆๆ หลายครั้งมากคือ อยากให้กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ถามว่ากลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนคืออะไร บางคนตอบว่า ไปบ้านไหนก็กินข้าวหม้อเดียวกันได้ หรือ ยิ้มให้กันได้ เป็นพี่เป็นน้องกันได้”

จุดประกาย : สันติวิธี D.I.Y.


สันติวิธี D.I.Y
แม้ทุกๆ 8 โมงเช้า เราจะต้องยืนตรงและร้องเพลงเฉกเช่นปกติ แต่รู้สึกบ้างไหมว่า ประโยค “ไทยนี้รักสงบ” รังแต่จะแผ่วลงเรื่อยๆ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ขณะเดียวกัน “แต่ถึงรบไม่ขลาด” กลับยิ่งดัง ในความหมายที่ผิดจากท่วงทำนองเดิมมากขึ้นทุกที

อาจจะจริง ถ้าเรายังเงี่ยหูฟังจากวิทยุ เฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ คลิกอ่านจากเว็บข่าว กระทั่งพลิกอ่านตามพาดหัวหนังสือพิมพ์ – ที่ล้วนต้องมี ‘ข่าวเด่น’ มาแข่งขันกัน

ประชาชนที่เคยมีจุดยืนอยู่ตรงกลาง เขยิบไป “เลือกข้าง” มากขึ้น (เอแบคโพลล์ เรื่อง ความคิดเห็นของสาธารณชนต่อการสลายม็อบพันธมิตร : 11 ตุลาคม 2551)

นั่นเป็นเพราะไม่มี “ทางออก” ที่ดีกว่านั้นสำหรับพวกเขาหรือเปล่า?

วันนี้ มีคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเสนอตัวมา “รับฟัง” ทุกๆ ฝ่าย แม้พวกเขาจะยังไม่กล้าบอกว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นทางออกของความขัดแย้ง แต่เท่าที่ฟัง มันก็คือ สันติวิธีแบบดีไอวาย – ใครๆ ก็ทำได้ถ้าใจพร้อม

รับฟัง หันหลังให้ความรุนแรง

เรากำลังพูดถึง “โครงการเพื่อนรับฟัง” อันเกิดจากกลุ่มเพื่อน คนรู้จักในแวดวงศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล รวมตัวกันไม่ถึง 10 คน เพื่อลงพื้นที่ไปรับฟังทุกฝ่าย ได้แก่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และ ตำรวจ ภายใต้จุดประสงค์เดียวกัน “สมานรอยร้าวในสังคม”

ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ ‘หลิน’ ตัวตั้งตัวตีโครงการ ที่พ่วงดีกรีทั้งนศ.ปริญญาเอก สาขาศาสนาและปรัชญา California Institue of Integral Studies และ ผู้ฝึกอบรมนักสื่อสารอย่างสันติ กับ ‘ท็อป’ นภนาท อนุพงษ์พัฒน์ อาสาสมัครคนแรกๆ – ทั้งคู่เพิ่งเสร็จจาก 2 พื้นที่ไปหมาดๆ คือ ทำเนียบรัฐบาล กับ ศาลฎีกา (วันตัดสินคดีอดีตทักษิณ ชินวัตร) มีเรื่องจากทั้ง 2 ฝั่งมาเล่าให้ฟัง

“คนจะคิดว่าพันธมิตรเกลียดตำรวจ ตำรวจก็เกลียดพันธมิตร แต่พอเราไปฟังพันธมิตร มีผู้หญิงคนหนึ่งคอยพูดกับเพื่อนๆ ว่า อย่าไปว่าตำรวจนะ อย่าไปด่าเขา เขาก็เป็นคน เขาก็โกรธได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าตำรวจจะไม่ดีไปซะทุกคน มีบางนายที่เข้ามาช่วยเหลือตอนเหตุการณ์ชุลมุน (7 ต.ค.)” เป็นข้อมูลที่หลินได้

แล้วพอข้ามฝั่งไปฟังคนชุดสีกากีบ้าง…ตอนนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากท็อป

“เขาบอกว่า ญาติพี่น้องเขาก็อยู่ในพันธมิตร ผมไม่อยากทำร้ายอะไรเขาหรอก อยากจะให้เหตุการณ์นี้จบเร็วๆ ผมเองก็อยากจะกลับบ้าน” ตำรวจนายหนึ่งที่มาจากต่างจังหวัด

ก่อนการลงพื้นที่ ทั้งหลิน ท็อป และเพื่อนอาสาสมัครไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากมาย เลือกเสื้อผ้าง่ายๆ ใส่สีอะไรก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องมีคือ ใจที่พร้อมรับฟัง ฟังแบบไม่ได้ตัดสินถูก-ผิด มองทุกคนในฐานะเพื่อนมนุษย์ พร้อมๆ กับตั้งคำถามอย่างห่วงใยว่า ความทุกข์ ความสุข และความหวังของคนๆ นั้นคืออะไร

ลงพื้นที่ครั้งแรก ณ ทำเนียบรัฐบาล หลินกับเพื่อนมีเวลา 2 ชั่วโมง คุยกันเบื้องต้นว่า แต่ละคนน่าจะรับฟังได้คนละ 7 คน แต่พอเอาเข้าจริง ปรากฏว่า 120 นาที คนเดียวก็ยังฟังไม่หมดเลย

“เราก็เข้าไปแนะนำตัวตรงๆ เลยว่า เป็นใคร มาจากไหน มาเพื่ออะไร พอเขารู้ปุ๊บ โอ้โห แต่ละคนคุยเยอะมาก พูดๆๆ มีทั้งเรื่องไม่พอใจ โกรธเคือง ผิดหวัง มีหลายคนที่พร้อมจะฟังคนอื่น แม้กระทั่งฝ่ายตรงข้าม เขาเองก็อยากรู้ว่าคิดอะไรกันอยู่ เพียงแต่ที่ผ่านมา เขาไม่สามารถก้าวข้ามภาพที่มันถูกสร้างขึ้นมาได้ ตอนนี้มันมีความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นนะ จนคนไม่กล้าก้าวข้ามไป” ท็อปวิเคราะห์

ที่ท็อปคิดเช่นนั้น เพราะเขาผ่านการฟังมาแล้วทั้ง 2 ฝ่าย

ยกตัวอย่างครั้งที่ลงไปสนทนากับสุภาพ สตรีใส่เสื้อสีแดง ที่หนีบลูกสาวตัวเล็กไปด้วย เธอบอกว่า จริงๆ ไม่ได้อยากมาร่วมชุมนุม แต่ที่ใส่เสื้อสีนี้เพราะรักอดีตนายกรัฐมนตรี

“แล้วพอใส่เสื้อสีแดงพาลูกไปหาหมอ โดยไม่รู้ว่าหมออยู่กับพันธมิตร เจอหมอถามว่า ใส่เสื้อสีนี้ อยู่ฝั่งนี้ใช่ไหม พอพยักหน้าตอบกลับไป หมอเลยบอกว่า อย่างนี้ต้องรักษาแบบสังข์ทอง เป็นที่ไหนตัดที่นั่น พี่ผู้หญิงคนนี้เลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เลยลุกขึ้นมาพาลูกไปม็อบ” ท็อปบอกอีกว่า ใจจริงแล้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้รักความรุนแรง แต่ที่พาลูกไปก็เพื่อความปลอดภัย

“แต่ถ้าแกนนำจะเคลื่อนขบวนไปไหน เขาก็ไม่ไปด้วยหรอก” ชายหนุ่มถอดความมา

ด้านหลิน ก็ยกประสบการณ์จะฝั่งพันธมิตรมาแลกเปลี่ยน

“รายนี้พามาทั้งครอบครัว เขาบอกว่าที่เลือกมาทำเนียบฯ เพราะฝั่งนี้มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยลงคะแนนเสียงให้พรรคพลังประชาชนด้วยซ้ำไป ซึ่งถ้านปช.มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ เขาก็พร้อมที่จะฟัง”

กระทั่งการ์ดที่ผูกผ้าสีเหลือง ก็ยอมรับว่า บางจังหวะ เขาก็ไม่อยากถืออาวุธ เพียงแต่สถานการณ์มันเลยเถิดไปถึงจุดที่ไม่รู้จะวางอาวุธลงอย่างไร

หลิน ยังเล่าต่อไปว่า กลุ่มคนรักษาความปลอดภัยกลุ่มนี้ ก็มีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับทุกฝ่าย

มีเหตุการณ์วัดใจอยู่ครั้งหนึ่ง การ์ดคนที่หลินนั่งฟังอยู่นี้ เกิดไปเห็นคนฝั่ง นปช.เข้ามาในทำเนียบ…รู้ไหม เขาทำอย่างไร

“เขาจำหน้าได้ ก็ให้เข้ามา ถ้าอยากจะมาฟังจริงๆ คือเขาอยากให้ฟังด้วยซ้ำเผื่อจะได้เข้าใจและปรับเปลี่ยนความคิด วันนั้นคนที่พูดถึง ใส่เสื้อแดงแจ๋มาเลย เขา(การ์ด) ก็บอกให้ไปเปลี่ยนเสียก่อน เดี๋ยวโดนรุมสกรัม”

นั่นเป็นความอัดอั้นตันใจที่ทุกฝ่าย ต่างพรั่งพรูออกมา ถัดจากนั้นคือการตั้งถามต่อความทุกข์ ความสุข และความหวัง เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าถอดเสื้อออกไปแล้ว “ข้างใน” ของแต่ละคนล้วนเหมือนกัน

ถอดเสื้อออกไป ข้างในก็เหมือนกัน

เสร็จสิ้นจากการลงพื้นที่แล้ว นักฟังแต่ละคนก็เอาผลงานมาเสนอกัน และต่างก็พบว่า ลึกๆ แล้ว “ผู้พูด” ต่างกันแค่สีเสื้อ

“จุดร่วมของทุกคนอยู่ที่ ความต้องการพื้นฐานของความเป็นมนุษย์หรือคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เหมือนๆ กัน” หลิน ในฐานะผู้ฝึกอบรมการสื่อสารอย่างสันติ ประมวลผล

เริ่มจาก ความยุติธรรม ที่ต้นทางบอกว่า ต้องเผื่อแผ่ไปถึงคนทุกระดับชั้น

 ต่อมาคือ ความเข้าใจ

“ที่ผ่านมาคนของเราไม่พอที่จะลงไปรับ ฟัง จากการพูดคุย เห็นชัดเลยว่า ทุกฝ่ายต้องการความเข้าใจ ซึ่งคนกลางอย่างเราช่วยเข้าไปทำความเข้าใจ แล้วก้าวต่อไปจากนั้น เราหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะรับฟังกันได้ เข้าใจกันได้ เห็นอีกคนเป็นเพื่อนมนุษย์”

ต่อด้วย ความต้องการคุณภาพชีวิต ท็อปบอกว่า ทั้งสองฝ่ายมีปัญหาเรื่องการรักษาพยาบาลและการศึกษา ที่สำคัญ ทุกคนห่วงอนาคตของลูกหลาน อยากให้ทุกอย่างดีกว่านี้

จุดร่วมถัดมาซึ่งทำให้อาสาสมัครหลายคนพากันแปลกใจคือ ความสงบสันติ

“ถ้าเรามองจากภาพข้างนอก ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการความรุนแรง แต่เครื่องมือหรือวิธีที่ใช้อาจแตกต่างกัน พอเราถามเจาะลึกลงไป ก็พบว่าเป้าหมายคืออยากเห็นสังคมไทยสงบ จบอย่างสันติ”

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ

“คนอาจจะนึกว่าทั้งสองฝ่าย แตกแยกกันไปแล้ว แต่สิ่งที่เราได้ยินซ้ำๆๆ หลายครั้งมากคือ อยากให้กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ถามว่ากลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนคืออะไร บางคนตอบว่า ไปบ้านไหนก็กินข้าวหม้อเดียวกันได้ หรือ ยิ้มให้กันได้ เป็นพี่เป็นน้องกันได้”

หลินมองว่า ถ้าเอา “ข้อความ” เหล่านี้ไปสื่อสารกับทุกๆ ฝ่ายว่า “เราต่างก็ต้องการเหมือนกัน” ความเครียด ความคลางแคลงใจ ความขัดแย้ง ก็จะเบาบางลง

เพราะที่ผ่านมา พูดจาธรรมดาแล้วไม่มีใครยอมรับฟังกัน ภาษาที่ใช้จึงต้องเพิ่มดีกรีความรุนแรง เพื่อให้คนหันมาสนใจ แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า การฟังยิ่งน้อยลง

“รุนแรงเท่าไหร่ คนก็ฟังน้อยลงเท่านั้น” หลินสรุป

สื่อ

หรือนี่เป็นความรับผิดชอบของสื่อด้วยหรือไม่? ไปช่วยโหมไฟแทนที่จะหาทางดับร้อน

ทั้งหลินและท็อปนิ่งคิดไปสักครู่ ก่อนที่ฝ่ายชายจะรับบทเป็นคนตอบ

“ผมไม่แน่ใจนะ มันขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการตั้งคำถามด้วย คือ เรามีกรอบชัดเจนว่าเราอยากเห็นอะไร แล้วคำถามที่ใช้หรือท่าทีที่เข้าหา มันบ่งบอกหรือทำให้เขา(แหล่งข่าว) กล้าพูดด้วยหรือเปล่า อีกแง่หนึ่ง ผมก็เข้าใจนะว่าสื่อก็ต้องทำงาน ให้ได้ข่าว ให้ได้ประเด็นเพื่อเอาไปพาดหัว ขณะเดียวกัน ข่าวอย่างนี้ (โครงการเพื่อนรับฟัง) มันขึ้นหน้า 1 ไม่ได้ไง มันเล็กไป” ชายหนุ่มหัวเราะแห้งๆ

หากประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือการหา ตัวคนกลาง และต้องเป็นคนกลางที่ไม่ใช่ออกมาบอกให้หยุดตี หยุดชุมนุม แล้วกลับบ้าน….คนกลางแบบนี้ไม่มีใครต้องการ

แต่คนกลางที่สังคมกำลัง ต้องการตอนนี้ คือ คนธรรมดาที่พร้อมจะรับฟัง ไม่ว่าจะในบ้าน รถแท็กซี่ โรงเรียน โรงพยาบาล เวทีสาธารณะ ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นผูกตัวเองไว้แค่แลนด์มาร์คทางการเมือง

“ไปไหนก็ฟังได้ ไปรพ.ก็ฟังหมอ ขึ้นแท็กซี่ก็ฟังคนขับ แล้วรู้เลยนะ ไม่ว่าจะสีอะไร เขาก็ต้องการทำมาหากินที่คล่อง ใครๆ ก็อยากหาเลี้ยงครอบครัว นี่แหละคือความเป็นมนุษย์”

ในแง่ของอาสาสมัครเอง แม้จะลงพื้นที่ใหญ่ๆ มาแค่ 2 ครั้ง แต่มันก็สร้างความหวังและกำลังใจให้คนทำงานไม่น้อย

“อย่างน้อย เราเห็นคนที่มีน้ำใจต่อกัน อาสาสมัครพูดตรงกันเลยว่า ภาพที่มีอยู่ในหัวกับสิ่งที่เจอมันต่างกัน มันไม่ได้เลวร้ายหรือรุนแรงตามภาพที่สื่อออกมา มันเป็นประสบการณ์สอนเราเลยว่า ถ้าวันข้างหน้ามีปัญหาอย่างนี้อีก มันไม่ได้มีแต่ความขัดแย้งนะ แต่เพราะที่ผ่านมา สังคมไทยอาจจะใช้ยังวิธีรับฟังกันน้อยอยู่  คนก็เลยมืด หาทางออกไม่เจอ งงๆ ว่าสันติวิธีเป็นอย่างไร ไม่เคยลอง ไม่เคยใช้ และใช้ไม่เป็น” ท็อป สรุป

กระทั่งความขัดแย้งระดับใต้หลังคา เรือน เช่น พ่อแม่ทะเลาะกัน ลูกก็เลื่อนขั้นมาเป็นคนกลาง รับฟังทั้งสองฝ่าย แล้วเอาข้อมูลที่ได้ไปส่งมอบให้ทั้งสองฝ่ายรับรู้กันอีกรอบ – ความบาดหมางอาจคลี่คลาย

เช่นเดียวกัน ทั้งหลิน ท็อป และเพื่อนๆ ต่างก็มุ่งหวังว่า ข้อมูลภาคสนามที่ได้ จะนำไปสู่การเผยแพร่ จัดเวทีคุย และส่งต่อไปยังขั้วตรงข้าม เพื่อที่สุดท้ายแล้ว เหลืองกับแดง หรือสีใดๆ ก็ตาม จะได้มานั่งฟังกันเอง โดยไม่ต้องมีคนกลางเป็นทางผ่านอีกต่อไป

เข้าคอร์ส การสื่อสารอย่างสันติ

เจ้าของหลักสูตรนี้เป็นชาวสหรัฐชื่อ อลิซาเบธ โรเบิร์ต และ อิไลแอส อไมดอน ที่เริ่มปฏิบัติการสันติวิธี ณ ประเทศอิรัก ด้วยการเข้าไปรับฟังคนใต้ปกครองของซัดดัม ฮุสเซน ว่าจริงๆ แล้ว อยากหรือคิดเหมือนผู้นำทุกคนหรือเปล่า

“เขาก็มีครอบครัว มีลูก มีความรัก มีความทุกข์ความสุข ไม่อยากมีสงคราม นี่คือสิ่งที่ชาวอิรักอยากจะสื่อสารให้ชาวอเมริกันได้รับรู้ หรือสงครามอิสราเอล ปาเลสไตน์ อาจารย์ทั้งสองท่าน ลงพื้นที่ไปรับฟัง จนมีการชักนำคนอิสราเอลให้เข้าไปนั่งฟังชาวปาเลสไตน์ได้” หลินอธิบาย

จนมาถึงเมืองไทย ไม่กี่ปีมานี้ แนวทางการศึกษาและอบรมสันติวิธีเกิดขึ้นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาหรือองค์กรทางสังคมต่างๆ

และ ไพรินทร์ หรือ หลิน ก็เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของ โรเบิร์ตและอไมดอน ซึ่งรับเอาหลักสูตรของทั้งสองท่านมาถ่ายทอดต่อ

“คนที่มาเป็นอาสาสมัคร อันดับแรก ต้องอยากเห็นความสงบ และสันติเกิดขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเห็นหรือเชื่อในสิ่งเดียวกับคนที่จะเข้าไปรับฟัง เราก็จะอบรมทักษะการรับฟังให้ หลักการพื้นฐานอยู่ที่การฟังในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง”

- เป็นตัวกลางในการสื่อสารให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนร่วมกัน

- ช่วยให้คู่ขัดแย้งเกิดการตระหนัก คิดพิจารณาและหาทางออกที่เป็นความต้องการหรือข้อตกลงร่วมกัน

- จะต้องรู้เท่าทันสถานการณ์ความขัดแย้งและรู้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุดจากทั้ง 2 ฝ่าย

- ต้องรู้ว่าแต่ละฝ่ายมีความเข้าใจต่อความขัดแย้งอย่างไรและมีอารมณ์เป็นอย่างไร

- ต้องเข้าใจถึงจุดยืนหรือท่าทีในการแก้ไขความขัดแย้งและข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่าย

- ช่วยลดแรงปะทะ  คลี่คลายอารมณ์ ให้เกิดความสงบและเห็นใจกัน

- ช่วยประสานให้เกิดการจัดเวทีในการเจรจาร่วมกัน

ส่วนคุณสมบัติที่จำเป็นของผู้ไกล่ เกลี่ย จะต้องมีความเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย  มีความจริงใจในการช่วยแก้ปัญหา  มีท่าทีสุภาพ  ,  นุ่มนวล  ,   ใจเย็นและควบคุมอารมณ์ตนเองได้  เข้าใจกระบวนการไกล่เกลี่ยและมีทักษะในการสื่อสารที่ดีเช่นการรับฟัง  การตั้งคำถาม ฯลฯ

เหล่านี้เป็นหลักสูตรฉบับย่อที่ ไพรินทร์ บอกว่า “ใครๆก็ทำได้”

(หมายเหตุ : สนใจเป็นอาสาสมัครโครงการเพื่อนรับฟัง ติดต่อได้ที่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล 02-849-6072-5)

:ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ

ภาพ : วัชรชัย คล้ายพงศ์



Author: anpanpon
Time: Monday, October 27th, 2008 at 11:28 am

Comments: You can leave a response, or trackback from your own site.
RSS: You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed.

Navigation:

Leave a Reply

Powered by WP Hashcash