
“Child education society calling for support. About 1 out of every 8 children in the world is trapped in the most abhorrent forms of child labour. Help us to give them a better life.”
โดย The Greenroom ประเทศอินเดีย
เห็นโปสเตอร์อันนี้ แล้วนึกไปถึงเรื่องนี้เลย >>
onopen : ฉือจี้ “ยิ่งทำงาน ตัวตนยิ่งเล็กลง”
อันที่จริงชาวไทยพุทธก็สามารถบอกบุญหาเงินบริจาคกันได้มาก
แต่น่าเสียดายที่เงินส่วนใหญ่มักไปสร้างโบสถ์
วิหารขนาดใหญ่อลังการ มากกว่าจะมาสร้าง
โรงพยาบาล หรือโรงเรียนคนไทยหลายคนยังเชื่อว่าการทำบุญกับพระ
หรือทำบุญให้วัด ให้กับผู้มีบุญ จะช่วยส่งผลบุญ
ให้คนทำบุญ แต่หากไปให้ทาน หรือทำบุญกับ
คนยากคนจน คนเหล่านี้ไม่ใช่คนมีบุญ ทำบุญ
กับคนเหล่านี้จึงเรียกว่าทำบุญไม่ขึ้น สู้
ทำบุญกับพระกับวัดไม่ได้
โดยเฉพาะยิ่งอาทิตย์ก่อน ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Thai สักอย่าง fest
ที่ Thaipark ประจำกรุงเบอร์ลิน มีพระมาบิณฑบาตและมีคนไทยมาร่วม
ทำบุญร่วมถวายอาหารกันเยอะมากกกก
..ได้เห็นว่าคุณเพื่อนๆ ช่วงนี้นิยมไป
ทำสังฆทานเวลาไม่สบายใจ หรือมีปัญหา ฯลฯ
อืม! ไม่สบายใจ ก็ไปวัด ..
ไปวัดเพื่ออะไร
บริจาคคืออะไร
บริจาคเพื่ออะไร ??
ทำทุกอย่างเพื่อให้เราสบายใจ ??
นั่นคือจุดมุ่งหมายของการทำบุญอย่างแท้จริงรึเปล่า ??
การบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ถูก ที่ควร ??
สำหรับเรา มันคือ “ใช่” แต่อะไรที่มากเกินพอดี
มันเป็นบ่อเกิดของกิเลสรึเปล่า ??
แต่นั่นสิ ..เราจะรู้ได้ไงว่ามันมากเกินพอดี ??
เช่น การสร้างโบสถ์วัดไทยในต่างประเทศ
เพื่อให้คนไทยได้มาอาศัยใบบุญเวลาลำบาก
ได้เป็นศูนย์รวมในการเผยแพร่วัฒนธรรม ศูนย์รวมจิตใจคนไทย
มันก็เป็นการให้ทานต่อเนื่อง ..รึเปล่า ?
มันก็ใช่อยู่ ….
แต่ถ้าลองมองไปดูรอบข้างล่ะ
ยังมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่านั้นรึเปล่า ?
ถ้ามีอยู่แล้วล่ะ ? ยังจำเป็นต้องสร้างอีกรึเปล่า ?
โอ้ย งง!
เอาเป็นว่า “ทำแล้ว สบายใจ ..ก็พอ..ใช่ไม๊ (เหรอ) ?
one ton
วันชัย ตัน
ฉือจี้ “ยิ่งทำงาน ตัวตนยิ่งเล็กลง”
เป็นที่ทราบกันดีว่าหลังจากที่พายุไซโคลนพัดถล่มประเทศพม่า รัฐบาลทหารพม่าไม่อนุญาตให้องค์กรต่างประเทศเข้าไปช่วยเหลือเด็ดขาด
แต่ความจริงมีองค์กรต่างประเทศแห่งหนึ่ง ได้พูดจาทำความเข้าใจกับทางการพม่า จนสามารถเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยได้อย่างเงียบๆ เป็นรายแรก
หลายคนเคยอาจได้ยินชื่อมูลนิธิพุทธ “ฉือจี้” ในประเทศไต้หวัน
มูลนิธิพุทธฉือจี้เป็นขบวนการด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอาสาสมัครกระจายอยู่ทั่วโลกมากกว่า 5 ล้านคน คอยช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติ ตั้งแต่กรณีแผ่นดินไหวในประเทศจีน หรือผู้ประสบภัยจากเหตุสึนามิ ในเอเชีย ไปจนถึงการไปช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับผู้หิวโหยในทวีปแอฟริกา และในทวีปอเมริกาใต้ จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นองค์กรระดับโลกรองๆ จากองค์การกาชาดสากลเลยทีเดียว
ทุกวันนี้มูลนิธิพุทธฉือจี้มีอาสาสมัครตั้งแต่เศรษฐีหมื่นล้าน ไปจนถึงชาวบ้านที่พร้อมจะใช้เวลาว่างมาใช้แรงงาน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่นับรวมการบริจาคเงินที่ทำให้มีเงินบริจาคจากทั่วโลกปีละหลายหมื่นล้านบาท คนเหล่านี้มีทั้งผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ นายธนาคาร วิศวกร นายแพทย์ ผลัดกันมาทำงาน เป็นที่ปรึกษาให้กับมูลนิธิแห่งนี้ จนทำให้มูลนิธิสามารถดำเนินกิจการได้อย่างก้าวหน้า และมีการจัดการอันทันสมัยระดับโลก
แต่ในขณะเดียวกัน อาสาสมัครเหล่านี้จะมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน มาทำงานอย่างเงียบๆ และกลับไปอย่างเงียบๆ ไม่หวังลาภยศสรรเสริญ หรือเหรียญตราอันใด
เพราะความสุขอันแท้จริงของเขาคือได้ช่วยเหลือผู้อ่อนด้อยกว่าในสังคม ตามคำสั่งสอนของพุทธมหายาน ที่เชื่อว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ยากคือภารกิจสำคัญของชาวพุทธ
อาสาสมัครเหล่านี้หลายคนพกพาสปอร์ตติดตัวเสมอ เผื่ออาจจะต้องเดินทางทันทีเมื่อเกิดเหตุร้ายในโลกนี้
ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปดูงานมูลนิธิแห่งนี้ที่ประเทศไต้หวัน ทำให้รู้ว่าก่อนที่มูลนิธิฉือจี้จะออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในต่างประเทศนั้น มูลนิธิแห่งนี้ได้ช่วยเหลือคนยากคนจนในไต้หวันมาตลอดระยะเวลา 40 ปี โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล ให้การศึกษาแก่ผู้ยากไร้ และมีสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง
เราพบว่ามูลนิธิแห่งนี้ได้ก่อตั้งโรงพยาบาลทันสมัยขนาดพันเตียงขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ และก่อตั้งมหาวิทยาลัย มีคณะแพทยศาสตร์คอยผลิตแพทย์ที่สอนให้เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก ปฏิบัติกับคนจนไม่ต่างจากคนรวย ในขณะเดียวกันก็ได้ชื่อว่าเป็นคณะแพทย์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยแห่งหนึ่งในเอเชีย
ไม่น่าเชื่อว่ามูลนิธเแห่งนี้เกิดจากคนตัวเล็กๆ ไม่กี่คน
เมื่อสี่สิบปีก่อน ภิกษุณีท่านหนึ่งชื่อ ท่านธรรมาจารย์ “เจิ้งเหยียน” ได้พบกองเลือดระหว่างทาง จึงสอบถามชาวบ้านว่าเป็นเลือดผู้ใด ได้รับคำตอบว่าเป็นเลือดของหญิงชาวเขาคนหนึ่งที่แท้งลูกตาย เพราะเจ็บท้องใกล้คลอด ต้องเดินทางไกลมาโรงพยาบาล แต่หมอไม่ยอมรักษา เพราะคนป่วยไม่มีเงิน จึงเดินทางกลับและแท้งลูกกลางทาง
ท่านเจิ้งเหยียนได้ฟังด้วยความเวทนา จึงตั้งปณิธานว่าจะสร้างโรงพยาบาลเพื่อคนจนขึ้นมาให้ได้ โดยร่วมมือกับแม่บ้านแถวนั้นอีก 30 คน เที่ยวไปบอกบุญขอรับบริจาคเงินจากประชาชน จากปากต่อปากเป็นเวลาหลายปี ผู้คนได้เห็นความตั้งใจจริงของท่านเจิ้งเหยียนและขบวนการแม่บ้าน จนสามารถสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ขึ้นสำเร็จเป็นแห่งแรก และสร้างต่อมาอีก 4 แห่ง
ไม่เท่านั้นท่านยังสร้างโรงเรียน มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่โต มีคุณภาพสูงหลายแห่ง เพื่อให้การศึกษากับบุตรหลาน ให้เป็นคนดีมีคุณธรรมในสังคม
อันที่จริงชาวไทยพุทธก็สามารถบอกบุญหาเงินบริจาคกันได้มาก แต่น่าเสียดายที่เงินส่วนใหญ่มักไปสร้างโบสถ์ วิหารขนาดใหญ่อลังการ มากกว่าจะมาสร้างโรงพยาบาล หรือโรงเรียน
คนไทยหลายคนยังเชื่อว่าการทำบุญกับพระหรือทำบุญให้วัด ให้กับผู้มีบุญ จะช่วยส่งผลบุญให้คนทำบุญ แต่หากไปให้ทาน หรือทำบุญกับคนยากคนจน คนเหล่านี้ไม่ใช่คนมีบุญ ทำบุญกับคนเหล่านี้จึงเรียกว่าทำบุญไม่ขึ้น สู้ทำบุญกับพระกับวัดไม่ได้
แต่พอไปดูสำนักหรืออารามฉือจี้ที่เมืองฮวาเหลียน กลายเป็นสำนักเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตสมฐานะ เหมือนเจ้าอาวาสวัดในบ้านเรา เตียงนอนของท่านเจิ้งเหยียนก็เป็นเตียงไม้เก่าๆ ที่ใช้งานมาสี่สิบกว่าปี
ที่สำคัญคือบรรดาภิกษุณีหรือผู้ปฏิบัติธรรมในอารามต้องตื่นแต่เช้ามาทำงาน ปลูกผัก ปลูกข้าว กันเอง ตามคติของท่านเจิ้งเหยียนที่ว่าไม่ทำงาน ก็ไม่มีกิน
ส่วนเงินบริจาคนับหมื่นล้านในแต่ละปี จะตรงไปสู่การทำกุศลทั้งสิ้น จะมีการทำบัญชีชัดเจนว่าใช้ในกิจการสังคมสงเคราะห์งานใด
รายได้ไม่มีการแบ่งประเภทวัดครึ่ง กรรมการครึ่งแบบบ้านเราเด็ดขาด
วันต่อมาผมไปดูศูนย์เก็บขยะรีไซเคิล และนับถือใน “จิตอาสา” ของชาวไต้หวัน ยิ่งนัก
แต่ละวันจะมีอาสาสมัครขับรถบรรทุกออกไปเก็บขยะตามจุดต่างๆ ที่คนไต้หวันนำมาทิ้ง แต่เขาจะมีกติกาว่าทุกคนต้องแยกขยะก่อนนำมาทิ้ง และเขาจะรู้กันว่าวันไหนรถขยะจะมาเก็บขยะประเภทใด อาทิ วันจันทร์เก็บเฉพาะขยะพลาสติค วันพุธเก็บเฉพาะกระดาษ ฯลฯ
หลังจากนั้นรถบรรทุกจะเอาขยะมากองไว้ที่ศูนย์เก็บขยะ อันเป็นที่ดินที่มีคนบริจาคให้กับมูลนิธิฉือจี้ และจะมีอาสาสมัครตั้งแต่เด็กๆ คนทำงานบริษัท แม่บ้าน เอามือมาช่วยแยกขยะอย่างไม่รังเกียจ เพื่อนำไปขายต่อให้กับพ่อค้าเพื่อนำไปรีไซเคิลต่อไป
เชื่อไหมว่ารายได้จากกองขยะเหล่านี้ที่กระจายอยู่ทั่วไต้หวัน สามารถนำมาเป็นเงินทุนส่วนหนึ่งที่สร้างสถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย ของมูลนิธิพุทธฉือจี้ได้สำเร็จ เป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลสูงสุดแห่งหนึ่งเมื่อเทียบกับสถานีโทรทัศน์นับร้อยช่องในประเทศ และออกอากาศผ่านดาวเทียมไปทั่วโลก
อาสาสมัครที่มาแยกขยะ เชื่อมั่นว่างานที่เขาทำ ไม่ใช่งานอันต่ำต้อย ช่วยทำให้เกิดรายการดีๆ ให้คนในโลกดู เป็นการให้การศึกษาที่กว้างไกลที่สุด
คณะที่เดินทางร่วมไปไต้หวัน มีอาสาสมัครฉือจี้ที่เป็นคนไทยด้วย ผมมาทราบตอนหลังว่า อาสาสมัครท่านนี้เป็นนักธุรกิจระดับพันล้านในเมืองไทย เคยชอบเล่นการพนัน ท่านบอกว่าแต่ก่อนเป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่เคยยอมใคร ไม่เคยไหว้ใครก่อนตามวิสัยผู้มีอำนาจวาสนา แต่วันหนึ่งได้ดูรายการโทรทัศน์ของฉือจี้ผ่านดาวเทียม เห็นกิจกรรมที่ทำแล้วน่าสนใจ จึงเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยทำงาน ผ่านไปได้หลายปี ตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนไปแล้ว เลิกเล่นการพนัน ใจเย็นขึ้น สามารถยกมือไหว้ผู้ต่ำต้อยกว่าได้สนิทใจ
ชาวพุทธฉือจี้ถือคติที่ว่า “ยิ่งทำงานหนัก ตัวตนยิ่งเล็กลง”
สวนทางกับชาวไทยที่ “ยิ่งทำงาน ตัวตนยิ่งใหญ่ขึ้น”
จนใหญ่คับบ้านคับเมืองกันให้วุ่นวายถึงทุกวันนี้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 2551

July 7th, 2008 at 7:37 am
เป็น anpanpon.com แล้วนะคร้าบ อัพเดทบุ๊กมาร์กด้วย~
http://anpanpon.com/
July 11th, 2008 at 5:30 pm
โห ย้ายบ้านก็ไม่บอก!
เข้าไม่ได้ตั้งนานแก
งอน ดีปะ
July 20th, 2008 at 4:15 am
โด่เอ้ยยย อันนี้นี่เอง -”-
เรื่องแบบนี้ก็พูดยากนะ มันขึ้นอยู่กับศรัทธาของแต่ละคนว่ะแก บางคนก็อาจจะบริจาคเพื่อหน้าตา โอเค บุญก็ได้ด้วย แต่ว่า การได้มีชื่ออยู่บนศาลาก็คงจะเป็นเกียรติอย่างนึงที่ไม่ว่าเราจะอย่บนโลกนี้หรือไม่ ชื่อเราก็ยังอยู่บนศาลาวัด
บางคนไม่สบายใจก็ขออยู่เงียบ ๆ บางคนก็สวดมนต์ บางคนก็ขอไปบริจาคโลงศพ บางคนต้องเข้าวัดสงบจิตใจ บางคนก็ต้องโทรไประบายให้เพื่อนฟัง มันขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละคนนะเราว่า หลายครั้งที่เราไม่สบายใจก็ต้องหาเรื่องทำบุญ ลึก ๆ แล้วก็เป็นการทำบุญหวังผลของเราเองแหละ เพราะเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าเราได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น หรือได้ตัดความอยากมีอยากได้โดยการบริจาคของออกไป หรือไม่ก็ซื้อของให้ป๊าม๊า (หาเรื่องใช้ตังค์คลายเครียด) เราก็รู้สึกดีขึ้นจริง ๆ เหมือนเห็นค่าของตัวเองมากขึ้น ได้ทำประโยชน์ให้คนอื่นมันดีจริง ๆ นะแก
ตราบใดที่การบริจาคของเราไม่ได้เดือดร้อนใครและถ้าเราทำแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ เพราะศาสนามุ่งจะสอนให้เราเป็นคนดี และสอนให้ถึงทางดับทุกข์ ส่วนวิธีการก็ทางใครทางมัน
July 29th, 2008 at 4:22 am
ชอบอ่านเมลของพี่ค่ะ
เผอิญว่าหนูเป็นกองบก.สำนักพิมพ์ สนใจอยากชวนพี่มาเขียนหนังสือ
ได้เขียนอีเมลมาคุยกับพี่เมื่อ 3 วันก่อน
ที่ anpanpon@hotmail.com แต่ยังไม่เห็นพี่ตอบกลับเลยไม่แน่ใจว่า
พี่ใช้อีเมลนี้อยู่หรือเปล่าคะ ถ้ายังไง พี่ยังไม่เห็นอีเมลของหนูหรือพี่เปลี่ยนแปลงอีเมล
ช่วยตอบกลับมาด้วยได้ไหมคะ ที่
whydoes_rain@hotmail.com
ขอบคุณค่ะ
พิ้งค์
August 1st, 2008 at 3:05 pm
to คุณ Anpanpon
ทำบุญต้องทำให้เหมือนหยอดกระปุกครับ
มีน้อย, มีมากก็ทำได้เมื่อมีโอกาสเหมาะๆ
จะทำบุญต้องมีจิตใจเบิกบานครับ ทั้ง 3 กาล
คือ ก่อนทำ, ขณะทำ และหลังทำ
ให้ทำด้วยจิตที่เป็นกุศล อย่าสงสัย
พวกที่อ่านหนังสือเยอะจะสงสัยเยอะ
เช่น อ่านเจอว่าทำบุญกับพระสงฆ์ที่ดีถือว่าได้ทำกับเนื้อนาบุญ
แต่ก็โลภบุญที่ทำด้วย
อย่างนี้จิตเป็นอกุศลครับ
แต่ถ้าทำบุญกับคนจน
ด้วยจิตที่เป็นกุศล อยากให้เค้าอยู่ดีกินดี
ไม่ได้หวังผล (เพราะเค้าไม่มีผลอะไรให้หวังอยู่แล้ว)
อย่างนี้ถือว่าได้บุญเต็มที่ครับ
อย่าไปหวังผลบุญที่จะเกิดกับกาย, การได้มาซึ่งวัตถุครับ
ผลของบุญจากการให้โดยไม่หวังอะไร
ที่ได้ทำให้จิตเบิกบานได้ครับ