<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Anpanpon :P Blog not Bread !! &#187; book</title>
	<atom:link href="http://anpanpon.com/blog/on/book/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anpanpon.com/blog</link>
	<description>bread, blog, design, graphic design, politics, thai, environment, social, culture, art, media, movie, music, friends, tu, berlin, photography, travel, eat</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2011 19:07:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Aug 2010 11:01:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=469</guid>
		<description><![CDATA[เหตุการณ์เผาหนังสือไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนซ้ำรอยเดียวกัน สุดท้ายไม่ว่าห้องสมุดยิ่งใหญ่เพียงใดต้องถูกทำลายด้วยสงคราม
ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ

ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ

คนกับหนังสือ
เฟย์
www.faylicity.com



A  Universal History of the Destruction of Books (ค.ศ.๒๐๐๘) Fernando Baez  เขียน Alfred MacAdam แปลจากภาษาสเปน ๓๕๖ หน้า ราคา ๕๑๔ บาท

แผ่นดินเหนียวสุเมเรียน ๒,๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลประกาศขายทาสชาย และตึกในเมือง Shuruppak
ภาพ : Marie-Lan Nguyen
ที่มา : Wikimedia Commons
ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือเริ่มต้นตั้งแต่มนุษย์ค้นพบหนังสือเก่าแก่ ที่สุดในโลกที่เมืองซูเมอร์ ในดินแดนเมโสโปเตเมียหรืออิรักปัจจุบัน   นักโบราณคดีพบแผ่นดินเหนียวอายุ ๔,๑๐๐-๓,๓๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช  ในสภาพดีบ้าง แตกบ้าง ถูกเผาบ้าง  หนังสือโบราณย่อมเป็นหนังสือมือทำทุกเล่ม  ผู้คัดลอกหนังสือเป็นปราชญ์ในราชสำนักที่ต้องฝึกฝีมือนานปี   ภาษาสุเมเรียนใช้อักษรภาพที่ซับซ้อนประมาณ ๒,๐๐๐ ตัว เขียนจากมุมขวาบน  และมักเขียนจากบนลงล่าง
หัองสมุดยุคแรกกำเนิดขึ้นช่วง ๓,๓๐๐  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>เหตุการณ์เผาหนังสือไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนซ้ำรอยเดียวกัน สุดท้ายไม่ว่าห้องสมุดยิ่งใหญ่เพียงใดต้องถูกทำลายด้วยสงคราม</p></blockquote>
<p><a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&amp;op=viewarticle&amp;artid=1021" target="_blank">ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ</a></p>
<p><span id="more-469"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span><strong>ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ</strong></span></p>
<div style="text-align: left; font-weight: bold;">
<p style="margin-bottom: 0cm; text-align: left;"><span style="font-size: small;">คนกับหนังสือ<br />
เฟย์<br />
www.faylicity.com</span></p>
</div>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;"><br />
</span><img style="width: 286px; height: 400px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook01.jpg" alt="" /></p>
<div style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;">A  Universal History of the Destruction of Books (ค.ศ.๒๐๐๘) Fernando Baez  เขียน Alfred MacAdam แปลจากภาษาสเปน ๓๕๖ หน้า ราคา ๕๑๔ บาท</span></p>
<p><img style="width: 400px; height: 387px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook02.jpg" alt="" /><br />
<span style="font-weight: bold;">แผ่นดินเหนียวสุเมเรียน ๒,๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลประกาศขายทาสชาย และตึกในเมือง Shuruppak</span><br />
ภาพ : Marie-Lan Nguyen<br />
ที่มา : Wikimedia Commons</div>
<p style="text-align: left;">ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือเริ่มต้นตั้งแต่มนุษย์ค้นพบหนังสือเก่าแก่ ที่สุดในโลกที่เมืองซูเมอร์ ในดินแดนเมโสโปเตเมียหรืออิรักปัจจุบัน   นักโบราณคดีพบแผ่นดินเหนียวอายุ ๔,๑๐๐-๓,๓๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช  ในสภาพดีบ้าง แตกบ้าง ถูกเผาบ้าง  หนังสือโบราณย่อมเป็นหนังสือมือทำทุกเล่ม  ผู้คัดลอกหนังสือเป็นปราชญ์ในราชสำนักที่ต้องฝึกฝีมือนานปี   ภาษาสุเมเรียนใช้อักษรภาพที่ซับซ้อนประมาณ ๒,๐๐๐ ตัว เขียนจากมุมขวาบน  และมักเขียนจากบนลงล่าง</p>
<p>หัองสมุดยุคแรกกำเนิดขึ้นช่วง ๓,๓๐๐  ปีก่อนคริสตกาล โดยเก็บทะเบียนการค้าขาย รายการพืช สัตว์ และแร่  ต่อมาพบบทกวีและบทคาถาอาคมในห้องสมุด รวมทั้งพจนานุกรมภาษาสุเมเรียน-เอบลา   มีบันทึกประวัติศาสตร์แบ่งเป็นเล่ม ๑ และ ๒   เริ่มมีการเขียนชื่อผู้เขียนที่ด้านบนของแผ่นดินเหนียว   มีการจัดทำรายการหนังสือของห้องสมุดในช่วง ๒,๐๐๐-๑,๐๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช  โดยบันทึกชื่อเรื่องและบรรทัดแรก</p>
<p>ในปี ค.ศ. ๑๒๕๘  หลานของเจงกิสข่านบุกกรุงแบกแดดและทิ้งหนังสือทั้งหมดลงแม่น้ำไทกริส  ในปี  ๒๐๐๓ เมื่ออเมริกาโจมตีอิรัก ประชาชนบุกรุกพิพิธภัณฑ์  หอสมุดแห่งชาติและหอสมุดต่าง ๆ เพื่อขโมยหนังสือ  อิรักสูญหนังสือถึง ๑ ใน ๔  โดยเฉพาะหนังสือเก่าแก่มีค่าซึ่งถูกนำไปขายในตลาดมืด  อนิจจา  นี่หรือสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหนังสือ</p>
<p><span style="font-style: italic;">“เขาเผาหนังสือที่ไหน เขาจะลงเอยด้วยการเผาคน” </span></p>
<div style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;">ไฮน์ริช ไฮเนอ (Heinrich Heine)</span></div>
<p style="text-align: left;">ห้องสมุดโบราณมักสร้างโดยกษัตริย์ให้อยู่ในวัดหรือวัง  หนังสือถูกยกย่องให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจควรเคารพบูชา   ห้องสมุดแรกที่มีหนังสือทั้งหมดทำด้วยปาปิรัส  คือห้องสมุดของกษัตริย์รามเสสที่ ๒ ในอียิปต์ที่สร้างขึ้นราว ๑,๓๐๐  ปีก่อนคริสต์ศักราช เก็บม้วนหนังสือเกี่ยวกับยา   ห้องสมุดโบราณเหล่านี้ล้วนแต่ถูกทำลายจากสงครามและเพลิงไหม้</p>
<p>ชาวกรีกโบราณนิยมอ่านออกเสียง  มือขวาถือม้วนกระดาษปาปิรัสและมือซ้ายคลี่กระดาษ   มีหนังสือวางขายในตลาดตั้งแต่ศตวรรษที่ ๕ ก่อนคริสต์ศักราช   นักคัดลอกหนังสือกรีกมักเป็นทาสและเป็นแรงงานราคาถูกซึ่งมิได้คัดลอกหนังสือ ตรงตามต้นฉบับเสมอไป  ถ้าหนังสือใครถูกนำมาอ่านในที่สาธารณะ  ไม่ว่าจะโดยผู้เขียนหรือคนอื่นก็ตาม ถือว่าหนังสือนั้นตีพิมพ์แล้ว  หลังอ่านหนังสือจบจะเปิดโอกาสให้ผู้ฟังตั้งคำถาม</p>
<p>ห้องสมุดอะเล็กซานเดรียอันโด่งดังของโลกกำเนิดขึ้นเมื่อ ๓๐๖  ปีก่อนคริสต์ศักราช ตามคำแนะนำของ ดีมีทริอุส ฟัลรีอุส  ให้กษัตริย์ปโตเลมีแห่งอียิปต์สะสมและอ่านหนังสือเรื่องกษัตริย์  เพราะมิตรจะไม่กล่าวถึงสิ่งที่มีในหนังสือต่อหน้าพระองค์  อีกทั้งการรวบรวมหนังสือดีจะทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์รวมปัญญาชน   ห้องสมุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง  กษัตริย์ปโตเลมีทุ่มเงินมหาศาลเพื่อหาหนังสือ “ทุกเล่มในโลก” อย่างน้อย ๕  แสนม้วนเข้าห้องสมุด  มีวิธีเจ้าเล่ห์แสนกลในการแสวงหาหนังสือ เช่น  ยืมหนังสือจากเมืองอื่นแล้วไม่คืนต้นฉบับ คืนแต่ฉบับคัดลอก  หรือออกกฎให้ทุกคนที่เข้าห้องสมุดอะเล็กซานเดรียต้องสำแดงหนังสือเพื่อนำไป คัดลอก ซึ่งเจ้าของจะได้ฉบับคัดลอกคืน</p>
<p>กษัตริย์เพียงองค์เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจแต่งตั้งผู้อำนวยการห้องสมุดอะ เล็กซานเดรีย ซึ่งต้องเป็นพระ  ตำแหน่งนี้ใคร ๆ  ก็อยากเป็นเพราะได้อยู่สุขสบายในวัง ไม่ต้องเสียภาษี  ได้เงินเดือนมากพอจนไม่ต้องกลัวว่าจะรับสินบนใคร</p>
<div style="text-align: left;"><img style="width: 400px; height: 287px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook03.jpg" alt="" /><br />
<span style="font-weight: bold;">ปาปิรัสโบราณในอียิปต์</span><br />
ที่มา : http://relfactoid.files.wordpress.com/2008/07/papyrus.jpg</div>
<p style="text-align: left;">ห้องสมุดอะเล็กซานเดรียถูกโจมตีเรื่อยมา นับแต่ จูเลียส ซีซาร์  ทำลายฝูงเรืออียิปต์   จนป่านนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าใครเผาห้องสมุดจนวอดวาย จะเป็นชาวโรมัน  ชาวคริสต์ หรืออาหรับกันแน่  รู้แต่ว่าสุดท้ายแล้ว หนังสือของนักเขียนดัง ๆ  อย่างเพลโต เฮสิออด แซปโฟ ถูกใช้เป็นเชื้อไฟของโรงอาบน้ำสาธารณะนานถึง ๖  เดือน</p>
<p>ทุกวันนี้เราได้เห็นเพียงเศษเสี้ยวผลงานของอริสโตเติล  เพราะข้อเขียน จดหมาย และบทกวีไม่หลงเหลือแล้ว   อริสโตเติลเป็นนักสะสมหนังสือคนแรก ๆ  เป็นผู้สอนวิธีจัดห้องสมุดแก่กษัตริย์อียิปต์<br />
เขามีหนังสือในห้องสมุดไลเซียมซึ่งเปิดเป็นโรงเรียนในช่วง ๓๓๕  ปีก่อนคริสต์ศักราช   น่าเสียดายที่ผู้ดูแลรุ่นสุดท้ายประมูลหนังสือไปขายเพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย</p>
<p>ขณะที่ห้องสมุดอะเล็กซานเดรียรวบรวมหนังสือ  จิ๋นซีฮ่องเต้สั่งเผาหนังสือทุกเล่มยกเว้นด้านกสิกรรม การแพทย์  และการพยากรณ์ ตามคำแนะนำของเสนาบดีหลี่ซือ   หนังสือจีนยุคนั้นทำจากแถบไม้ไผ่ เขียนแนวตั้งเรียงจากขวาไปซ้าย  แล้วมัดติดกันด้วยเชือกให้ม้วนได้  หนังสือจีนในช่วง ๑๓๐  ปีก่อนคริสต์ศักราชทำจากไหม ต่อมาในปี ค.ศ. ๒๐๕  จึงมีผู้คิดวัสดุราคาถูกกว่าใช้แทนเป็นสิ่งคล้ายกระดาษที่ใช้กันทุกวันนี้</p>
<p>หนังสือในจีนเสียหายหนักอีกครั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  จากการโจมตีของญี่ปุ่น  ประเทศจีนออกกฎหมายในปี ค.ศ. ๑๙๐๙  ให้หัวเมืองใหญ่ทุกเมืองมีห้องสมุด จีนจึงมีห้องสมุดถึง ๔,๐๔๑ แห่งในปี  ๑๙๓๗  โดยห้องสมุด ๒,๕๐๐ แห่งถูกทำลายพร้อมหนังสือกว่า ๓ ล้านเล่ม   ต่อมาหนังสือในจีนถูกเผาอีกครั้งช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม</p>
<p>จูเลียส  ซีซาร์ วางแผนสร้างห้องสมุดสาธารณะแห่งแรกของโรมัน  แต่เขาถูกสังหารก่อนห้องสมุดเปิด  ถึงปี ค.ศ. ๓๕๐ กรุงโรมมีห้องสมุดสาธารณะ  ๒๘ แห่ง หลายแห่งอยู่ในบริเวณเดียวกับห้องอาบน้ำสาธารณะ</p>
<p>ห้องสมุดโบราณล้วนมีจุดจบไม่ต่างกันมากนัก คือถูกปล้นสะดมหรือถูกวางเพลิงโดยผู้รุกราน ถูกทำลายจากอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ และจากความ<br />
ไม่ใส่ใจ  ห้องสมุดโบราณมักไม่ค่อยเก็บหนังสือซ้ำกัน  ดังนั้นหนังสือที่คนไม่สนใจจะเสื่อมสภาพไปตามเวลาและไม่อาจหามาทดแทน   หลายครั้งที่บรรณารักษ์ทำลายงานเขียนด้วยความหวังดี  โดยแนะนำให้เลือกอ่านหนังสือของนักเขียนบางคน  เลือกอ่านเฉพาะงานบางเล่มของนักเขียนคนหนึ่ง ๆ  และที่ร้ายที่สุดคือการทำฉบับย่อของงานเขียนยาว ๆ   สุดท้ายเราจึงมีเหลือแต่ฉบับย่อ</p>
<div style="text-align: left;"><img style="width: 400px; height: 290px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook04.jpg" alt="" /><br />
<span style="font-weight: bold;">การเผาหนังสือที่กรุงเบอร์ลิน วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๓๓</span><br />
ภาพ : Courtesy U.S.Holocaust Memorial Musuem/NARA</p>
<p><img style="width: 288px; height: 400px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook05.jpg" alt="" /><br />
<span style="font-weight: bold;">โปสเตอร์ โจมตีการเผาหนังสือของนาซีพิมพ์วาทะจากประธานาธิบดีรูสเวลต์ว่า  &#8220;หนังสือฆ่าไม่ได้ด้วยไฟ คนตายแต่หนังสือไม่มีวันตาย&#8221; จัดทำโดย  สำนักงานข้อมูลสงคราม</span><br />
ภาพ : Courtesy U.S.Holocaust Memorial Musuem</div>
<p style="text-align: left;">ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นาซีเผาทำลายหนังสือจำนวนมหาศาล  มีการโทรศัพท์ขู่นักเขียนทุกวัน  และออกมาตรการให้ประชาชนหวาดกลัวจนเผาหนังสือในบ้านทิ้ง   มีบัญชีดำของนักเขียนและหนังสือต้องห้าม  นักศึกษาเยอรมันขนหนังสือของนักเขียนยิวจากสถานศึกษาและห้องสมุดต่าง ๆ  มาเผาประกอบการร้องเพลงปลุกใจ  ซิกมุนด์ ฟรอยด์  กล่าวว่าการเผาหนังสือเป็นความก้าวหน้าของประวัติศาสตร์มนุษย์   “เป็นยุคกลางเขาเผาผมไปแล้ว ตอนนี้เขาเผาแต่หนังสือของผม”</p>
<p>นาซียังเผาทำลายหนังสือของประเทศต่าง ๆ ที่เข้ายึดครอง  พบว่ามีการยิงหนังสือจำนวนมากในฮอลแลนด์  เผาหนังสือยิวหลายล้านเล่มในฮอลแลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส   มีการโยนหนังสือทิ้งลงแม่น้ำดานูบในออสเตรีย  โปแลนด์สูญหนังสือ ๑๕  ล้านเล่ม  เชโกสโลวาเกียสูญหนังสือ ๒ ล้านเล่ม   หนังสือจำนวนมากถูกส่งไปที่เยอรมนีจนบัดนี้ยังไม่คืน</p>
<p>แอนโทนี  คอมสต็อก (Anthony Comstock ค.ศ.๑๘๔๔-๑๙๑๕)  ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายหนังสือมากที่สุดในอเมริกา  เขาเชื่อตั้งแต่หนุ่ม ๆ  ว่าปีศาจควบคุมนักเขียนจำนวนมาก เขาต้องกำจัดความชั่วร้ายนี้   หนึ่งในผลงานเอกคือการออกกฎหมายห้ามการส่งข้อความผิดศีลธรรมใด ๆ  ทางไปรษณีย์ ทำให้พนักงานไปรษณีย์ยึด Lady Chatterley’s Lover ของ  ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ และหนังสือรวมถึงนิตยสารกว่า ๑๒๐ ตันถูกเผา   คอมสต็อกภูมิใจมากที่ขับให้นักเขียนกว่าโหลต้องฆ่าตัวตาย</p>
<p>นักเขียนที่ถูกเผาหนังสือมากที่สุดคนหนึ่งคือ ซัลมาน รัชดี ที่ถูกสั่งฆ่าและตั้งค่าหัว ๒ ล้านเหรียญจากหนังสือเรื่อง <span style="font-style: italic;">The Satanic Verses</span> วี.เอส. ไนพอล  เห็นว่าคำสั่งนี้เป็นการวิจารณ์วรรณกรรมแบบสุดโต่งจากโคไมนี   แม้แต่หนังสือเยาวชนอย่าง แฮร์รี พอต-เตอร์ ยังหนีไม่พ้นการถูกเผา  (โดยผู้ที่ไม่ได้อ่าน)  เพราะคนเคร่งศาสนาเห็นว่าเนื้อเรื่องสนับสนุนพ่อมดและการเรียนเวทมนตร์   แต่ที่เข้มข้นที่สุดน่าจะเป็นอาร์เจนตินา  เพราะนอกจากเผาหนังสือแล้วยังมีรายการคนหายไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่นักเขียน  บรรณาธิการ ตลอดจนผู้ตรวจทานต้นฉบับ</p>
<p>นักเขียนไม่น้อยอยากเผาหนังสือของตัวเอง เช่น เวอร์จิลสั่งเสียก่อนตายให้เผา<span style="font-style: italic;"> Aeneid</span> คาฟกาขอให้ แมกซ์ บรอด เผาบันทึกงานเขียน  หรือนาโบคอฟสั่งให้ภรรยาเผาต้นฉบับที่เขียนไม่เสร็จ  เหล่านี้ล้วนแต่ไม่มีใครทำตามคำขอทั้งนั้น   บอร์เจสแนะว่าใครอยากเผาหนังสือให้ทำเองดีกว่าไปขอคนอื่น</p>
<p>นักเขียนบางคนต้องเสียหนังสือเพราะสัตว์ในบ้าน เช่น ซิเซโรบันทึกไว้เมื่อ  ๔๕ ปีก่อนคริสต์ศักราชว่า “หนูในบ้านผมเพิ่งกัด Republic ของเพลโต”  สุนัขของเซอร์ไอแซก นิวตัน  วิ่งชนเชิงเทียนทำให้งานเขียนบางส่วนของเขามอดไหม้   พวกเราหลายคนรู้ซึ้งดีว่าการถูกมอดปลวกกัดกินหนังสือนั้นร้ายกาจเช่นไร</p>
<p>หนังสือยังทำลายตัวเองได้ด้วย  กระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๕๐  ถึงสิ้นศตวรรษที่ ๒๐ มีส่วนผสมของกรด  ทำให้หนังสือเสื่อมสภาพไปเองตามกระบวนการเคมี  ในอเมริกามีหนังสือถึง ๘๐  ล้านเล่มที่รอวันเป็นผุยผง โดยมีอัตราการเสื่อมสภาพร้อยละ ๔.๖๖ ต่อปี   มูลค่าความเสียหายรายปีย่อมมากกว่างบประมาณที่ห้องสมุดทั่วอเมริกาได้รับ หลายเท่านัก</p>
<p><span style="font-style: italic;">A Universal History of the Destruction of Books</span> เล่าประวัติการทำลายหนังสือตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันได้ละเอียด  มีข้อมูลมากใช้อ้างอิงได้  หน้าปกมีคำชมจาก นอม ชอมสกี ว่าเป็น  “หนังสือดีที่สุดในหัวข้อนี้”  ผู้เขียน เฟร์นันโด บาเอซ (Fernando Báez)  เป็นผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติของเวเนซุเอลาที่รวบรวมข้อมูลและใช้เวลาเขียน หนังสือนี้นานถึง ๑๒ ปี   เมื่ออ่านไปไม่นานก็ให้รู้สึกว่าเหตุการณ์เผาหนังสือไม่ว่าที่ใดในโลกล้วน ซ้ำรอยเดียวกัน  สุดท้ายไม่ว่าห้องสมุดยิ่งใหญ่เพียงใดต้องถูกทำลายด้วยสงคราม</p>
<p>เราควรใช้เหตุผลใดอธิบายความโหดร้ายอันไม่ควรเกิดขึ้นเหล่านี้   ผู้เขียนกล่าวว่า “ผู้ทำลายหนังสือประกาศทัศนะหนึ่งที่พบได้ในทุกวัฒนธรรม  มนุษย์ทุกคนแบ่งโลกเป็น ‘พวกเรา’ และ ‘พวกเขา’ ”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>?!</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/264/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/264/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Dec 2008 21:16:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Berlin]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=264</guid>
		<description><![CDATA[
อกหักไม่ทันไร
ก็เจอร้านหนังสือเปิดใหม่อีกแล้ว  
ว่าแต่ทำไมมัน turnover กันสูงยังงี้เนี่ย ??
แต่จะว่าไปร้านนี้ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว ถ้าคาดว่าบ้านไม่รวยมาก่อน ต้องอยู่ไม่ยืดแน่นอน
เนื่องด้วยทำเล และหนังสือที่มาขายในร้าน ..
โดยรวมเราชอบ concept ของร้านที่เน้นขาย magazine อย่างเดียวจากทั่วโลก
(แต่ก็ไม่ทั่วมาก   ส่วนใหญ่จะยุโรปเป็นหลัก)
คล้ายๆ กับสักร้านที่ Munich (เสียแต่ว่าร้านนั้นใหญ่และเจ๋งกว่า..
ก็คงเพราะร้านนั้นเปิดมานานแล้วด้วยล่ะมั้ง) ..
ยังไงก็ตามขอแนะนำใครผ่านไปผ่านมา Berlin
ขอเชิญชวนแวะเข้าไปเดินเล่นสักหน่อยก็ดี
พนักงานอัธยาศัยดี  มีเก้าอี้  eames ให้น่ังสบาย 1 ตัว (&#8230;55)
ปล.อยู่แถว ระหว่าง oranienburgerstr.กับ weinmeisterstr. นะจะบอกให้
หายากหน่อย แต่แถวนั้นมักมีร้านประหลาด ให้ได้ประหลาดใจทุกครั้งทีเดียว  
http://www.doyoureadme.de/
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img alt="doyoureadme-berlin-tm.jpg" id="image263" src="http://anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2008/12/doyoureadme-berlin-tm.jpg" /></p>
<p>อกหักไม่ทันไร<br />
ก็เจอร้านหนังสือเปิดใหม่อีกแล้ว  <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /><br />
ว่าแต่ทำไมมัน turnover กันสูงยังงี้เนี่ย ??<br />
แต่จะว่าไปร้านนี้ดูจากโหงวเฮ้งแล้ว ถ้าคาดว่าบ้านไม่รวยมาก่อน ต้องอยู่ไม่ยืดแน่นอน<br />
เนื่องด้วยทำเล และหนังสือที่มาขายในร้าน ..</p>
<p>โดยรวมเราชอบ concept ของร้านที่เน้นขาย magazine อย่างเดียวจากทั่วโลก<br />
(แต่ก็ไม่ทั่วมาก   ส่วนใหญ่จะยุโรปเป็นหลัก)<br />
คล้ายๆ กับสักร้านที่ Munich (เสียแต่ว่าร้านนั้นใหญ่และเจ๋งกว่า..<br />
ก็คงเพราะร้านนั้นเปิดมานานแล้วด้วยล่ะมั้ง) ..</p>
<p>ยังไงก็ตามขอแนะนำใครผ่านไปผ่านมา Berlin<br />
ขอเชิญชวนแวะเข้าไปเดินเล่นสักหน่อยก็ดี<br />
พนักงานอัธยาศัยดี  มีเก้าอี้  eames ให้น่ังสบาย 1 ตัว (&#8230;55)</p>
<p>ปล.อยู่แถว ระหว่าง oranienburgerstr.กับ weinmeisterstr. นะจะบอกให้<br />
หายากหน่อย แต่แถวนั้นมักมีร้านประหลาด ให้ได้ประหลาดใจทุกครั้งทีเดียว  <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /><br />
<a target="_blank" href="http://www.doyoureadme.de">http://www.doyoureadme.de/</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/264/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Marke-Eigenbau</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/marke-eigenbau/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/marke-eigenbau/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 06 Sep 2008 01:28:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=200</guid>
		<description><![CDATA[
ขออนุญาตนิยามหนังสือเล่มนี้อย่างง่ายๆ ว่า
&#8220;หนังสือทันสมัยแต่ไม่ตามสมัย&#8221;
ก็ในเมื่อคนส่วนใหญ่เค้าตามกระแสกันไปหมด
mass production จึงเป็นกระแสหลักหนึ่ง
ที่ทำให้โลกหมุนติ้วอย่างทุกวันนี้
ก็ในเมื่อมันถูกและดี(รึเปล่าไม่รู้)
ใครเลยจะปฎิเสธมันล่ะ
..แต่ ..
มันก็ไม่เสมอไปไม่ใช่เหรอ ?
เพราะยังมีคนอีกกลุ่มเลือกเดินในแนวทางที่ต่างไป
อย่างพวก slowfood, slowear, สารพัดจะ slow
หรือเป็นแนวๆ diy อย่างเว็บ etsy
&#8220;Marke-Eigenbau&#8221; เป็นการสร้างแบรนด์เอง
หนังสือเล่มนี้เลยออกแบบมาเป็นแนวก้ำกึ่ง handmade
ผ่านกระบวนการผลิตแบบ mass production
(ซึ่งมันก็ไม่สามารถปฎิเสธได้เลยซะทีเดียว)
แต่มาผสมผสานการ anti-mass
ด้วยการพ่นสีแต่ละเล่มมันซะเลย .. -_-&#8221;
(ก็นะ จะทำ handmade ยังไงดีล่ะ ให้ต้นทุนต่ำที่สุด..)
ต้นทุน
ต้นทุน
ต้นทุน
.. เลิกกำ(ไว้บ้าง มันจะเป็น)ไร(ไป)
-_-&#8221; จริงๆ มันก็อาจจะเจ๊งก่อน หรือเจ๋งไปเลยก็มีถมไปนะ
Marke Eigenbau &#8211; » Das Buch
via fontblog
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img alt="cover_produktion.jpg" id="image199" src="http://anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2008/09/cover_produktion.jpg" /></p>
<p>ขออนุญาตนิยามหนังสือเล่มนี้อย่างง่ายๆ ว่า<br />
&#8220;หนังสือทันสมัยแต่ไม่ตามสมัย&#8221;<br />
ก็ในเมื่อคนส่วนใหญ่เค้าตามกระแสกันไปหมด<br />
mass production จึงเป็นกระแสหลักหนึ่ง<br />
ที่ทำให้โลกหมุนติ้วอย่างทุกวันนี้<br />
ก็ในเมื่อมันถูกและดี(รึเปล่าไม่รู้)<br />
ใครเลยจะปฎิเสธมันล่ะ</p>
<p>..แต่ ..<br />
มันก็ไม่เสมอไปไม่ใช่เหรอ ?<br />
เพราะยังมีคนอีกกลุ่มเลือกเดินในแนวทางที่ต่างไป<br />
อย่างพวก slowfood, slowear, สารพัดจะ slow<br />
หรือเป็นแนวๆ diy อย่างเว็บ <a target="_blank" href="http://www.etsy.com">etsy</a><br />
&#8220;Marke-Eigenbau&#8221; เป็นการสร้างแบรนด์เอง<br />
หนังสือเล่มนี้เลยออกแบบมาเป็นแนวก้ำกึ่ง handmade<br />
ผ่านกระบวนการผลิตแบบ mass production<br />
(ซึ่งมันก็ไม่สามารถปฎิเสธได้เลยซะทีเดียว)<br />
แต่มาผสมผสานการ anti-mass<br />
ด้วยการพ่นสีแต่ละเล่มมันซะเลย .. -_-&#8221;<br />
(ก็นะ จะทำ handmade ยังไงดีล่ะ ให้ต้นทุนต่ำที่สุด..)</p>
<p>ต้นทุน<br />
ต้นทุน<br />
ต้นทุน<br />
.. เลิกกำ(ไว้บ้าง มันจะเป็น)ไร(ไป)</p>
<p>-_-&#8221; จริงๆ มันก็อาจจะเจ๊งก่อน หรือเจ๋งไปเลยก็มีถมไปนะ</p>
<p><a target="_blank" href="http://marke-eigenbau.org/buch/das-buch/">Marke Eigenbau &#8211; » Das Buch</a></p>
<p>via <a xhref="http://www.fontblog.de" mce_href="http://www.fontblog.de" target="_blank">fontblog</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/marke-eigenbau/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;Paradise Engineering&#8221;</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/paradise-engineering/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/paradise-engineering/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Feb 2008 22:48:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Art]]></category>
		<category><![CDATA[Event]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=61</guid>
		<description><![CDATA[
ชื่องานประหลาดดี ..เลยพาลทำให้อยากไปดูงานด้วย
วันก่อนเห็นหนังสือเล่มนึงพูดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ
โดย&#8221;Engineer&#8221; .. ประมาณว่า คนที่เป็นแนวนี้
จะชอบถ่ายภาพแนวแข็งๆ เหล็กๆ ระบบๆ ชัดเจนๆ
ประมาณนั้น .. โดยพยายามชักแม่น้ำหลักจิตวิทยาทั้ง 5 เข้ามาเกี่ยว
(จริงๆ อ่านแค่คร่าวๆ น่ะ แหะ แหะ)
แต่เราไม่รู้สึกยังงั้นแฮะ -_-&#8221; &#8230; บางคนอาจจะใช่
แต่บางคนคงไม่ใช่ .. การทำหนังสือเหมารวมแบบนี้
มันออกจะดูแนวหว่านเกินไปหน่อย &#8230;ไม๊ ??

February 8 &#8211; March 1, 2008
Opening: February 8, 2008

&#8220;Paradise Engineering&#8221; is a group show
which features the works by Ing K,
Nipan Oranniwesna, Prateep Suthathongthai,
Sakarin Krue-On, Suporn Shoosongdej
and Wantanee Siripattananuntakul.

Venue:
The Art Center,
7/F, Center of Academic [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img id="image60" src="http://www.anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2008/02/front_paradise.jpg" alt="front_paradise.jpg" /></p>
<p>ชื่องานประหลาดดี ..เลยพาลทำให้อยากไปดูงานด้วย</p>
<p>วันก่อนเห็นหนังสือเล่มนึงพูดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ<br />
โดย&#8221;Engineer&#8221; .. ประมาณว่า คนที่เป็นแนวนี้<br />
จะชอบถ่ายภาพแนวแข็งๆ เหล็กๆ ระบบๆ ชัดเจนๆ<br />
ประมาณนั้น .. โดยพยายามชักแม่น้ำหลักจิตวิทยาทั้ง 5 เข้ามาเกี่ยว<br />
(จริงๆ อ่านแค่คร่าวๆ น่ะ แหะ แหะ)<br />
แต่เราไม่รู้สึกยังงั้นแฮะ -_-&#8221; &#8230; บางคนอาจจะใช่<br />
แต่บางคนคงไม่ใช่ .. การทำหนังสือเหมารวมแบบนี้<br />
มันออกจะดูแนวหว่านเกินไปหน่อย &#8230;ไม๊ ??</p>
<p><b><br />
February 8 &#8211; March 1, 2008<br />
Opening: February 8, 2008<br />
</b><br />
&#8220;Paradise Engineering&#8221; is a group show<br />
which features the works by Ing K,<br />
Nipan Oranniwesna, Prateep Suthathongthai,<br />
Sakarin Krue-On, Suporn Shoosongdej<br />
and Wantanee Siripattananuntakul.<br />
</b><br />
Venue:<br />
The Art Center,<br />
7/F, Center of Academic Resources (Central Library),<br />
Chulalongkorn University,<br />
Bangkok, Thailand<br />
Tel: 662 2150 8713<br />
Email: info@chula.ac.th<br />
Website: http://www.chula.ac.th/</b></p>
<p>ปล.เวลางานเสร็จเร็วเกิน มันรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเลยแฮะ -_-&#8221; แย่จริงๆ </p>
<p><a href="http://bangkokok.typepad.com/weblog/2008/02/paradise-engine.html" target="_blank">bangkok-ok : &#8220;Paradise Engineering&#8221;</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/paradise-engineering/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>BILDSCHÖNE BÜCHER</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/bildschone-bucher/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/bildschone-bucher/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Jan 2008 22:11:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[book]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[ร้านหนังสือ รูปสวย น้ำใส ..
(เอ๊ะ! ไม่ได้เกี่ยวกันเลยเนอะ
แค่นึกถึงชื่อรีสอร์ทนึงแถวๆ หัวหินน่ะ  )
คือเห็นจาก monocleเล่มล่าสุด
พูดถึงร้านนี้น่ะ .. มันแปลกยังไงนะหรือ ??
เท่าที่อ่านและเข้าใจ เหมือนทำร้านหนังสือให้เป็นแนว gallery
เจ้าของร้านก็เปรียบเสมือน curator คอยเลือกหนังสือเข้าร้าน
โดย display หน้าร้านจะ show แค่ 25 เล่ม และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ตามใจคุณเจ้าของ  
ว่าแล้วพรุ่งนี้ก็ไปเยี่ยมเยียนหน่อยดีกว่า !! 
25books &#8211; BILDSCHÖNE BÜCHER
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ร้านหนังสือ รูปสวย น้ำใส ..<br />
(เอ๊ะ! ไม่ได้เกี่ยวกันเลยเนอะ<br />
แค่นึกถึงชื่อรีสอร์ทนึงแถวๆ หัวหินน่ะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )</p>
<p>คือเห็นจาก <a href="http://www.monocle.com/" target="_blank">monocle</a>เล่มล่าสุด<br />
พูดถึงร้านนี้น่ะ .. มันแปลกยังไงนะหรือ ??<br />
เท่าที่อ่านและเข้าใจ เหมือนทำร้านหนังสือให้เป็นแนว gallery<br />
เจ้าของร้านก็เปรียบเสมือน curator คอยเลือกหนังสือเข้าร้าน<br />
โดย display หน้าร้านจะ show แค่ 25 เล่ม และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ<br />
ตามใจคุณเจ้าของ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ว่าแล้วพรุ่งนี้ก็ไปเยี่ยมเยียนหน่อยดีกว่า !! </p>
<p><a href="http://www.25books.com/" target="_blank">25books &#8211; BILDSCHÖNE BÜCHER</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/bildschone-bucher/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไทยาาากิกกกกกก !!</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%b2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%b2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jan 2008 18:55:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Eat]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=47</guid>
		<description><![CDATA[โอ้ยย อยากกินสุดๆ -_-&#8221;

ทำไงดี ไปซื้อของปลอมสำเร็จรูปมากินก่อนก็ได้ฟะ -_-&#8221; !!
ปล.ในเว็บนี้บอกว่ามี &#8220;ผีซ่าส์กับฮานาดะ&#8221;ภาค vcd ด้วย
อยากดูอะ ฝากดูแถวบ้านหน่อยดิ คุณ bact&#8217; 
มหัศจรรย์การ์ตูน
via bact&#8217;

วัฒนธรรมขนมปังญี่ปุ่นจากการ์ตูน
คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง
วันนี้ไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าอีกแล้วค่ะ คิดว่าจะไปซื้อของและรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วก็กลับบ้าน แต่โชคร้ายที่อ่านการ์ตูนเกี่ยวกับขนมก่อนไป ผลก็คือเกิดอาการอยากกินขนมสุดชีวิตขึ้นมา หนึ่งในการ์ตูนที่อ่านคือ &#8216;Lucky Star&#8217; ซึ่งในฉากหนึ่ง โคนาตะ อิซึมิ สาวน้อยนักกีฬาผู้มีนิสัยเพี้ยนนิดๆ นั่งกิน &#8216;ช็อกโกโคโรเนะ&#8217; (Chocolate Coronet, Choco Korone) อยู่
สำหรับท่านที่นึกไม่ออก เจ้าช็อกโกโคโรเนะคือขนมปังที่ปั้นเป็นเส้นยาวๆ เหมือนงู เสร็จแล้วก็พันรอบแกนที่รูปร่างเป็นกรวยแล้วไปอบ ขนมที่ได้จึงมีลักษณะเหมือน &#8216;โคนไอศครีม&#8217; และมีรูกลวงเปิดหัวท้ายให้ใส่ไส้ช็อกโกแลตหรือครีมตามศรัทธา
โคนาตะถามซึคาสะสหายสาวว่า &#8216;ปกติกินช็อกโกโคโรเนะจากด้านไหนก่อนเหรอ&#8217; (เนื่องจากด้านหนึ่งเหมือนปากแตรใหญ่ๆ กับอีกด้านเป็นปลายเรียวเล็กของกรวย) ซึคาสะจังตอบไปว่าน่าจะกิน &#8216;หัว&#8217; ก่อน ซึ่งโคนาตะก็งงอีกรอบ
&#8216;ตรงไหนคือหัวของโคโรเนะเหรอ&#8217;
&#8230;ก็จริงค่ะ ด้านใหญ่หรือด้านเล็กล่ะเนี่ย
ความน่ารักของฉากกินช็อกโกโคโรเนะทำให้ขนมชนิดนี้กลายเป็นขนมตัวแทนของ Lucky Star ไปเลยค่ะ แฟนๆ จากหลายประเทศที่ไม่เคยเห็นร้านขนมปังแบบญี่ปุ่นถึงกับคร่ำครวญว่าจะหาขนมชนิดนี้ได้จากส่วนไหนของโลก!
ปรากฏการณ์ขนมปังฮิตจากการ์ตูนไม่ใช่เรื่องใหม่ค่ะ ตัวละครสาวน้อยน่ารัก Kanon [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โอ้ยย อยากกินสุดๆ -_-&#8221;<br />
<img id="image46" src="http://www.anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2008/01/11-1.jpg" alt="11-1.jpg" /></p>
<p>ทำไงดี ไปซื้อของปลอมสำเร็จรูปมากินก่อนก็ได้ฟะ -_-&#8221; !!</p>
<p>ปล.ในเว็บนี้บอกว่ามี &#8220;ผีซ่าส์กับฮานาดะ&#8221;ภาค vcd ด้วย<br />
อยากดูอะ ฝากดูแถวบ้านหน่อยดิ คุณ bact&#8217; </p>
<p><a href="http://rith9999.blogspot.com/" target="_blank">มหัศจรรย์การ์ตูน</a></p>
<p>via <a href="http://bact.blogspot.com" target="_blank">bact&#8217;</a></p>
<p><span id="more-47"></span></p>
<p><b>วัฒนธรรมขนมปังญี่ปุ่นจากการ์ตูน<br />
คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน<br />
โดย วินิทรา นวลละออง</b></p>
<p>วันนี้ไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าอีกแล้วค่ะ คิดว่าจะไปซื้อของและรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วก็กลับบ้าน แต่โชคร้ายที่อ่านการ์ตูนเกี่ยวกับขนมก่อนไป ผลก็คือเกิดอาการอยากกินขนมสุดชีวิตขึ้นมา หนึ่งในการ์ตูนที่อ่านคือ &#8216;Lucky Star&#8217; ซึ่งในฉากหนึ่ง โคนาตะ อิซึมิ สาวน้อยนักกีฬาผู้มีนิสัยเพี้ยนนิดๆ นั่งกิน &#8216;ช็อกโกโคโรเนะ&#8217; (Chocolate Coronet, Choco Korone) อยู่</p>
<p>สำหรับท่านที่นึกไม่ออก เจ้าช็อกโกโคโรเนะคือขนมปังที่ปั้นเป็นเส้นยาวๆ เหมือนงู เสร็จแล้วก็พันรอบแกนที่รูปร่างเป็นกรวยแล้วไปอบ ขนมที่ได้จึงมีลักษณะเหมือน &#8216;โคนไอศครีม&#8217; และมีรูกลวงเปิดหัวท้ายให้ใส่ไส้ช็อกโกแลตหรือครีมตามศรัทธา</p>
<p>โคนาตะถามซึคาสะสหายสาวว่า &#8216;ปกติกินช็อกโกโคโรเนะจากด้านไหนก่อนเหรอ&#8217; (เนื่องจากด้านหนึ่งเหมือนปากแตรใหญ่ๆ กับอีกด้านเป็นปลายเรียวเล็กของกรวย) ซึคาสะจังตอบไปว่าน่าจะกิน &#8216;หัว&#8217; ก่อน ซึ่งโคนาตะก็งงอีกรอบ</p>
<p>&#8216;ตรงไหนคือหัวของโคโรเนะเหรอ&#8217;<br />
&#8230;ก็จริงค่ะ ด้านใหญ่หรือด้านเล็กล่ะเนี่ย</p>
<p>ความน่ารักของฉากกินช็อกโกโคโรเนะทำให้ขนมชนิดนี้กลายเป็นขนมตัวแทนของ Lucky Star ไปเลยค่ะ แฟนๆ จากหลายประเทศที่ไม่เคยเห็นร้านขนมปังแบบญี่ปุ่นถึงกับคร่ำครวญว่าจะหาขนมชนิดนี้ได้จากส่วนไหนของโลก!</p>
<p>ปรากฏการณ์ขนมปังฮิตจากการ์ตูนไม่ใช่เรื่องใหม่ค่ะ ตัวละครสาวน้อยน่ารัก Kanon ทำให้ไทยากิ (ขนมปังสอดไส้ถั่วแดงที่มักทำเป็นรูปปลาไท) ขายดีเป็นเทน้ำเทท่ามาแล้ว ส่วนชานะน้องหนูผมแดงก็สร้างความดังให้เมล่อนปัง ดังนั้น เมื่ออ่านการ์ตูนเรื่อง Lucky Star ฉากนี้แล้วจึงรู้สึกว่าอยากกินช็อกโกโคโรเนะขึ้นมาจับใจโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นแรงดึงดูดที่ลี้ลับจริงๆ</p>
<p>ขนมปังรวมถึงขนมเค้กของญี่ปุ่นนั้น แม้จะได้รับวัฒนธรรมจากต่างชาติเข้ามาเต็มๆ แต่เนื่องจากขนมที่คนญี่ปุ่นชอบต้องมีลักษณะนุ่ม, นิ่ม, ชุ่มฉ่ำ, เหนียวหนึบ, สีขาวจั๊วะ, และไม่หวานมาก (ออกจืดเลยด้วย) ดังนั้น ขนมเค้กของร้านญี่ปุ่นในไทยหลายแห่งจึงไม่ค่อยถูกปากคนไทยซึ่งชอบเนื้อเค้กแข็ง รสเข้มข้นและหนักเนยเท่าไร อย่างไรก็ตาม ขนมปังแบบญี่ปุ่นที่มักปรากฏในการ์ตูนเป็นประจำมีมากมายหลายอย่างเลยค่ะ ทราบไว้ประดับความรู้ขณะอ่านการ์ตูนนะคะ</p>
<p>&#8216;อันปัง&#8217; (Anpan) หรือขนมปังสอดไส้ถั่วแดงกวน ในไทยมีขายทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ขนมปังชนิดนี้โด่งดังจากการ์ตูนเรื่องอันปังแมนค่ะ ยังไม่เคยลองของญี่ปุ่นแท้แต่ยืนยันว่าอันละสิบบาทบ้านเราก็อร่อยขั้นเทพ</p>
<p>&#8216;โอกาสุปัง&#8217; (Okazupan) หรือขนมปังไส้ของคาว อาจเป็นไส้แกง (คาเรปัง) หรือทำเป็นฮ็อตดอกสอดไส้ยากิโซบะ (ยากิโซบะปัง&#8230;เอาบะหมี่ผัดมายัดไส้ขนมปังเนี่ยนะ) ไม่ก็หนีบด้วยหมูชุบแป้งขนมปังทอด (คัตสึปัง) ก็ได้ค่ะ ที่แปลกอีกอย่างคือ &#8216;โคร็อกเกะปัง&#8217; สอดไส้ด้วยมันฝรั่งบดปรุงรสชุบแป้งทอด ไม่น่าเชื่อว่าคาร์โบไฮเดรตสองอย่างมารวมกันก็ยังอร่อยได้</p>
<p>&#8216;เมล่อนปัง&#8217; (Melonpan) คือขนมปังก้อนเท่ากำปั้นรสหวาน ผิวภายนอกเป็นคุกกี้กรอบและวาดลายหน้าขนมปังเป็นตาข่ายทำให้ขนมปังมีลักษณะคล้ายแตงเมล่อน ไม่ได้เพราะใส่เมล่อนนะคะ แล้วก็ไม่ค่อยจะทำรสเมล่อนด้วยค่ะ (มักจะหวานๆ เฉยๆ)</p>
<p>&#8216;ครีมฮอร์น&#8217; (Kureemu Horn) หรือขนมปังรูปกรวยสอดไส้ค่ะ หนึ่งในไส้ที่ฮิตที่สุดคือช็อกโกแลตซึ่งเรียกว่า &#8216;ช็อกโกโคโรเนะ&#8217; นี่ล่ะค่ะ</p>
<p>&#8216;ชูครีม&#8217; (Shuu Kureemu) คือขนมอบเนื้อโปร่งแข็งสอดไส้ครีมคัสตาร์ดไม่หวานจัด ดูเผินๆ เหมือนเอแคลร์ยักษ์ ผิวนอกส่วนใหญ่จะหวานกรอบเหมือนคุกกี้เช่นเดียวกับเมล่อนปัง อร่อยมากๆ! เมื่อก่อนเคยมีคนเปิดเป็นร้านขายชูครีมในไทย ซื้อกินเกือบทุกวันเลยค่ะ แต่เสียดายที่ตอนหลังปิดไปเสียแล้ว</p>
<p>ขนมปังภูมิปัญญาญี่ปุ่นเหล่านี้ส่วนใหญ่หาซื้อได้ตามเบเกอรี่ชื่อญี่ปุ่นในไทยนะคะ (เช่น ยามาซากิซึ่งเน้นขนมปัง และฟุจิยะที่เน้นเค้ก) ใครอยากลิ้มรสเค้กแบบญี่ปุ่นลองได้ค่ะ ขาวๆ เบาๆ ฟูๆ จืดๆ แปลกลิ้นดี ที่ยังไม่เคยเห็นกับตาก็มีแค่ยากิโซบะปังกับโคร็อกเกะปัง แต่กาโตว์เฮาส์มาประยุกต์เปลี่ยนยากิโซบะเป็นผัดกะเพราหมูแทนก็อร่อยค่ะ (แอบเรียกเองว่ากะเพราปัง)</p>
<p>เขียนคอลัมน์วันนี้เสร็จ สงสัยเย็นนี้ได้ไปเสาะหาคาเรปังไส้แกงมากินซักชิ้นซะแล้ว แต่ถึงจะอร่อยแค่ไหน ขนมปังภูมิปัญญาไทยแบบขนมปังหน้าน้ำพริกเผาก็เป็นสุดยอดในดวงใจแล้วค่ะ อะไรจะมาสู้ &#8216;ชิลลี่เพสปัง&#8217; ได้ เผ็ดสะใจสุดสุด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%b2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Life, passion, design:BANGKOK</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/life-passion-designbangkok/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/life-passion-designbangkok/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Jan 2008 02:50:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ก็แวะไปร้านหนังสือเจ้าเก่าอีกเช่นเคย
ก็เลยเจอ surprise วางหราอยู่หน้าร้านเลย
หนังสือชื่อ &#8220;Life, passion, design:BANGKOK&#8221;
วางอยู่ในแผงหน้าสุดของตู้กระจก
เป็นไปได้ยังไง ??
Bangkok !! 
หรือว่ากระแสกรุงเทพฯเริ่มจะฮิตกับเค้าบ้างแล้ว
หลังจากก่อนหน้านี้มีแต่จีนกับจีนกับจีนและก็จีน
นั่นสินะ ว่าแล้วก็ลองหยิบมาดู
-_-&#8221; ทำไมมันมีแต่ตัวอักษรภาษาจีนหว่า
หนังสือเล่มนี้มันมาจาก Hong Kong นี่เอง
เป็นหนังสือรวมฮิต designer ชื่อดังด้าน
Product Design, Fashion Design,
Jewelry Design, Architecture
จบ&#8230;
บ้านเรามีกันแค่นั้นเหรอ ?? Graphic Design หายไปไหนล่ะ
หรือว่ามันยังไม่จี๊ดพอที่จะไปเข้าตากรรมการทั่วโลก &#8230;
เฮ้อ! ถ้าอ่านเล่มนี้ผ่านๆ แล้วด่วนสรุป
เราเห็นควรว่า เค้าอาจจะได้รับความรู้เกี่ยวกับวงการนี้ตกๆหล่นๆไปบ้างก็ได้
Designer ที่เค้าเลือกมาแต่ละคน ดูจะเป็นรุ่นเมื่อ 5 ปีที่แล้วทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็น Greyhound (ที่ยังเน้นสัมภาษณ์คุณภานุ อีกเช่นเคย)
อิสริยา วิรัชศิลป์ (จำบ่ได้แล้วว่าร้านเค้าชื่ออะไร) โยธกา A49 ฯลฯ
อ๊ะ อ๊ะ !ลืมไป มี Graphic Design 1 เจ้าคือ &#8220;Art4D&#8221; นี่เอง
แต่มันก็ก้ำกึ่งเนอะ !! แถมยังมี TCDC อีกด้วย  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้ก็แวะไปร้านหนังสือเจ้าเก่าอีกเช่นเคย<br />
ก็เลยเจอ surprise วางหราอยู่หน้าร้านเลย<br />
หนังสือชื่อ &#8220;Life, passion, design:BANGKOK&#8221;<br />
วางอยู่ในแผงหน้าสุดของตู้กระจก</p>
<p>เป็นไปได้ยังไง ??<br />
Bangkok !! </p>
<p>หรือว่ากระแสกรุงเทพฯเริ่มจะฮิตกับเค้าบ้างแล้ว<br />
หลังจากก่อนหน้านี้มีแต่จีนกับจีนกับจีนและก็จีน<br />
นั่นสินะ ว่าแล้วก็ลองหยิบมาดู<br />
-_-&#8221; ทำไมมันมีแต่ตัวอักษรภาษาจีนหว่า<br />
หนังสือเล่มนี้มันมาจาก Hong Kong นี่เอง<br />
เป็นหนังสือรวมฮิต designer ชื่อดังด้าน<br />
Product Design, Fashion Design,<br />
Jewelry Design, Architecture<br />
จบ&#8230;</p>
<p>บ้านเรามีกันแค่นั้นเหรอ ?? Graphic Design หายไปไหนล่ะ<br />
หรือว่ามันยังไม่จี๊ดพอที่จะไปเข้าตากรรมการทั่วโลก &#8230;<br />
เฮ้อ! ถ้าอ่านเล่มนี้ผ่านๆ แล้วด่วนสรุป<br />
เราเห็นควรว่า เค้าอาจจะได้รับความรู้เกี่ยวกับวงการนี้ตกๆหล่นๆไปบ้างก็ได้<br />
Designer ที่เค้าเลือกมาแต่ละคน ดูจะเป็นรุ่นเมื่อ 5 ปีที่แล้วทั้งนั้น<br />
ไม่ว่าจะเป็น Greyhound (ที่ยังเน้นสัมภาษณ์คุณภานุ อีกเช่นเคย)<br />
อิสริยา วิรัชศิลป์ (จำบ่ได้แล้วว่าร้านเค้าชื่ออะไร) โยธกา A49 ฯลฯ</p>
<p>อ๊ะ อ๊ะ !ลืมไป มี Graphic Design 1 เจ้าคือ &#8220;Art4D&#8221; นี่เอง<br />
แต่มันก็ก้ำกึ่งเนอะ !! แถมยังมี TCDC อีกด้วย  </p>
<p>ว่าแต่ Color Party ล่ะ,PBB&#038;O ล่ะ,Behaviorgroup ล่ะ<br />
Propaganda, วิชญ์ พิมกาญจนพงศ์, Good Citizen,<br />
TNOP(เอ่อ! อันนี้ไม่กรุงเทพฯนิหว่า) ฯลฯ</p>
<p>แต่ปัญหาคือว่า เค้าไม่ใช่คนไทย .. แล้วเก็บข้อมูลตกๆ หล่นๆ ก็ดูจะ<br />
กล่าวหากันได้ไม่เต็มปากเต็มคำเท่าไร ..</p>
<p>เรื่องของเรื่องก็คือ &#8220;ทำไมคนไทยไม่รวบรวมทำเป็นเล่มเองล่ะ ?&#8221;<br />
ก่อนหน้านี้มีเล่มนึง หน้าปกเป็นรูปทศกัณฐ์สีเทา บนหน้าปกสีเขียวสด<br />
&#8220;ดูสมัยใหม่มาก <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> &#8221; ไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไง<br />
อาจจะมีรวบรวมเล่มใหม่ออกมาบ้างแล้วแต่เราไม่เคยรู้ ก็ขอโทษที </p>
<p>ถ้า TCDC ยังอยู่(ด้วยดี) โครงการยังงี้คงไม่ไกลเกินเอื้อม<br />
(หลังจากตอนนั้นมีโครงการรวบรวมข้อมูล designer คร่าวๆ<br />
ผ่านเว็บ..ที่ตอนนี้เป็นยังไงบ้างน้อ ??)</p>
<p>ปล.ก่อนหน้านี้มีเพื่อนถามว่า &#8220;อะไรเป็น product of Thailand ??&#8221;<br />
(สามารถคิดคำตอบออกได้ทันทีเลยเปล่า ??<br />
หรือว่ายังต้องชั่งใจไตร่ตรอง ?? น่าคิดนะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/life-passion-designbangkok/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

