<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Anpanpon :P Blog not Bread !! &#187; Economics</title>
	<atom:link href="http://anpanpon.com/blog/on/economics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anpanpon.com/blog</link>
	<description>bread, blog, design, graphic design, politics, thai, environment, social, culture, art, media, movie, music, friends, tu, berlin, photography, travel, eat</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2011 19:07:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>&#8220;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ&#8221;</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%8d/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%8d/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 17:16:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=158</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ได้อ่านข่าวแนวนี้มานาน (สงสัยจะหนีไปเที่ยวบ่อยเกิน  )
มาอ่านทีไรก็กลุ้มใจกับสถานะอันต่ำต้อยของไทยทุกที
ไม่ใช่อยากให้ประเทศไทยไปเป็นเสือกับเค้าด้วยหรอกนะ
ไม่ต้องอาจเอื้อมไปถึงเสือก็ได้
เป็นช้างแบบไทยๆ ต่อไปก็ได้
แต่ขอให้เป็นช้างที่ก้าวเดินไปอย่างมั่นคงกว่านี้หน่อยได้ไม๊ ??
นับวันๆ กลุ่ม bric ดูจะก้าวล้ำนำสมัยซะเหลือเกิน
พูดไปแล้วก็นึกถึง 1 ในนั้น
กับประเด็นแค่รองเท้าแตะจากยางพาราของบราซิล
&#8220;havaianas&#8221;ทำไมมันถึงดังจริงดังจัง
จะว่าเป็น fashion ก็ใช่อยู่หรอก ..แต่ติดตลาดนานเหลือเกิน
และเป็น product ที่สุดยอดภูมิใจของชาติซะด้วย 
ย้อนกลับมาที่บทความนี้ 

ผู้บริโภคไม่เชื่อใจในตราสินค้าของผู้ผลิตภายในประเทศ
โดยมักจะคิดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
ผู้ผลิตภายในประเทศไม่เห็นถึงความสำคัญของ
คุณภาพชีวิตของผู้บริโภค
มุ่งผลิตสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำกำไรสูงเป็นหลัก

รองเท้าแตะเข็มทิศ รองเท้าแตะนันยาง เสื้อยืดห่านคู่
ถ่ายไฟฉายตากบ เครื่องใช้ไฟฟ้าธานินทร์ ฯลฯ
(ปล.แนะนำให้อ่านควบคู่ไปกับ column ดีไซน์คัลเจอร์
ในมติชนสุดสัปดาห์เรื่อง &#8220;ของไทยๆ&#8221; ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน) 
เราเคยไว้ใจกับผลิตภัณฑ์บ้านๆ ไทยๆ ของเราบ้างไม๊นะ   ??
จริงๆ คุณภาพรองเท้าแตะนันยางนี่เราว่าไม่ด้วยกว่า havaianas เลยแฮะ
ดีไซน์แบบสีทูโทนซะด้วย เพียงแค่มีให้เลือกสีเดียวเอง
แต่ก็เป็นรองเท้าแตะยางคุณภาพดี..มากไปหน่อยรึเปล่าไม่รู้
ใส่แล้วรู้สึกแข็งๆ และหนักเท้า ..
แต่ใส่แล้วรู้สึกได้เลยว่ามันต้องเป็นยางพาราแบบดีแน่ๆ 
555
อืม! หันกลับมา promote คำขวัญ
&#8220;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ&#8221; 
กันอีกครั้งได้แล้วรึเปล่า ??
onopen : “หรือแค่อดีตเสือ?”

“หรือแค่อดีตเสือ?”
– ภาวิน ศิริประภานุกูล -
pawin AT econ.tu.ac.th
ในช่วงราว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่ได้อ่านข่าวแนวนี้มานาน (สงสัยจะหนีไปเที่ยวบ่อยเกิน <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )<br />
มาอ่านทีไรก็กลุ้มใจกับสถานะอันต่ำต้อยของไทยทุกที<br />
ไม่ใช่อยากให้ประเทศไทยไปเป็นเสือกับเค้าด้วยหรอกนะ<br />
ไม่ต้องอาจเอื้อมไปถึงเสือก็ได้<br />
เป็นช้างแบบไทยๆ ต่อไปก็ได้<br />
แต่ขอให้เป็นช้างที่ก้าวเดินไปอย่างมั่นคงกว่านี้หน่อยได้ไม๊ ??</p>
<p>นับวันๆ กลุ่ม <a href="http://www.nationejobs.com/content/money/pfinance/template.php?conno=468" target="_blank">bric</a> ดูจะก้าวล้ำนำสมัยซะเหลือเกิน<br />
พูดไปแล้วก็นึกถึง 1 ในนั้น<br />
กับประเด็นแค่รองเท้าแตะจากยางพาราของบราซิล<br />
<a href="http://www.havaianas.com/" target="_blank">&#8220;havaianas&#8221;</a>ทำไมมันถึงดังจริงดังจัง<br />
จะว่าเป็น fashion ก็ใช่อยู่หรอก ..แต่ติดตลาดนานเหลือเกิน<br />
และเป็น product ที่สุดยอดภูมิใจของชาติซะด้วย </p>
<p>ย้อนกลับมาที่บทความนี้ </p>
<blockquote><p>
ผู้บริโภคไม่เชื่อใจในตราสินค้าของผู้ผลิตภายในประเทศ<br />
โดยมักจะคิดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน<br />
ผู้ผลิตภายในประเทศไม่เห็นถึงความสำคัญของ<br />
คุณภาพชีวิตของผู้บริโภค<br />
มุ่งผลิตสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำกำไรสูงเป็นหลัก
</p></blockquote>
<p>รองเท้าแตะเข็มทิศ รองเท้าแตะนันยาง เสื้อยืดห่านคู่<br />
ถ่ายไฟฉายตากบ เครื่องใช้ไฟฟ้าธานินทร์ ฯลฯ<br />
<small>(ปล.แนะนำให้อ่านควบคู่ไปกับ column ดีไซน์คัลเจอร์<br />
ในมติชนสุดสัปดาห์เรื่อง &#8220;ของไทยๆ&#8221; ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน) </small></p>
<p>เราเคยไว้ใจกับผลิตภัณฑ์บ้านๆ ไทยๆ ของเราบ้างไม๊นะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  ??<br />
จริงๆ คุณภาพรองเท้าแตะนันยางนี่เราว่าไม่ด้วยกว่า havaianas เลยแฮะ<br />
ดีไซน์แบบสีทูโทนซะด้วย เพียงแค่มีให้เลือกสีเดียวเอง<br />
แต่ก็เป็นรองเท้าแตะยางคุณภาพดี..มากไปหน่อยรึเปล่าไม่รู้<br />
ใส่แล้วรู้สึกแข็งๆ และหนักเท้า ..<br />
แต่ใส่แล้วรู้สึกได้เลยว่ามันต้องเป็นยางพาราแบบดีแน่ๆ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /><br />
555</p>
<p>อืม! หันกลับมา promote คำขวัญ<br />
<b>&#8220;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ&#8221; </b><br />
กันอีกครั้งได้แล้วรึเปล่า ??<br />
<a href="http://www.onopen.com/2008/01/2900" target="_blank">onopen : “หรือแค่อดีตเสือ?”</a></p>
<p><span id="more-158"></span></p>
<p><b>“หรือแค่อดีตเสือ?”<br />
– ภาวิน ศิริประภานุกูล -</p>
<p>pawin AT econ.tu.ac.th</b></p>
<p>ในช่วงราว 15 ปีก่อน ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ถูกคาดหมายจากผู้คน รอบโลกว่าจะกลายเป็นเสือเศรษฐกิจ ตัวใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่รุดหน้าของประเทศเหล่านี้ในช่วงเวลาดังกล่าว</p>
<p>ในปัจจุบันความคาดหมายเหล่านี้จางหายไป ผู้คนทั่วโลกหันไปให้ความสนใจกับประเทศจีน อินเดีย บราซิล และรัสเซีย แทน</p>
<p>จะว่าไปก็อาจจะเป็นเรื่องของวัฏจักรทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่งซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแรงงานและทรัพยากรการผลิตราคาถูก ได้เริ่มปฏิรูปตนเองโดยการเปิดรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เงินทุน และการค้าระหว่างประเทศ เติบโตอย่างรวดเร็วจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรราคาถูกที่ตนเองมีอยู่ จนกระทั่งทรัพยากรดังกล่าวหมดไป และทำให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นปฏิรูปตนเองมีอัตราการเติบโตแซงหน้าไปในที่สุด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม มีผู้คนกลุ่มหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงเวลาปัจจุบันนี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากกลุ่มประเทศเสือเก่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดูเหมือนว่ากำลังจะหยุดพักการวิ่งของตนเองลงครับ</p>
<p>ผู้คนกลุ่มนี้สังเกตเห็นการปรากฏตัวขึ้นของกลุ่มธุรกิจที่มีฐานตั้งต้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้และกำลังจะกลายเป็นผู้เล่นสำคัญระดับโลกในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้ดำเนินกิจการอยู่</p>
<p>พวกเราบางคนคงเคยได้ยินข่าวของบริษัท Mittal Steel จากอินเดีย ที่ได้เข้าไปซื้อกิจการของ Arcelor บริษัทผลิตเหล็กในยุโรป และได้กลายเป็นบริษัทผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน พวกเราบางคนก็อาจเคยได้ยินว่า Suzlon ผู้ผลิตกังหันลมของประเทศอินเดียได้เข้าซื้อกิจการของ Hansen ผู้ผลิตชุดเกียร์กังหันลมที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน และล่าสุดผู้ที่ติดตามข่าวคราวในธุรกิจยานยนต์คงจะทราบดีว่า Tata Motors ของอินเดียกำลังจะกลายเป็นเจ้าของกิจการ Jaguar และ Land Rover ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Ford Motors ของอเมริกามาเป็นระยะเวลายาวนาน</p>
<p>และก็ไม่ได้มีแต่กลุ่มธุรกิจจากประเทศอินเดียเพียงเท่านั้นที่กำลังฉายแววอย่างโดดเด่นในโลกธุรกิจ ในปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยี่ห้อ Lenovo (จีน) ผู้ที่อยู่ในธุรกิจน้ำมันคงรู้จักชื่อของ Sinopec (จีน) และ Petrobras (บราซิล) ผู้คนในธุรกิจยานยนต์และอะไหล่ยนต์คงเคยได้ยินชื่อของ Chery Automobile (จีน) และผู้คนในธุรกิจสายการบินก็น่าจะรู้จัก Embraer (บราซิล) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นรองก็แต่โบอิ้งและแอร์บัสเพียงเท่านั้น</p>
<p>กลุ่มธุรกิจเหล่านี้กำลังพยายามดำเนินรอยตามกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกในปัจจุบันจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อาทิ โตโยต้า โซนี่ ซัมซุง หรือแอลจี เป็นต้น</p>
<p>การเป็นยักษ์ใหญ่ดูเหมือนจะสร้างความได้เปรียบบางอย่างในการแข่งขันครับ ในบางอุตสาหกรรมการเป็นยักษ์ใหญ่หมายถึงการมีต้นทุนที่ต่ำกว่าในการผลิตและขนส่งสินค้า ในบางอุตสาหกรรมการเป็นยักษ์ใหญ่หมายถึงความได้เปรียบทางด้านช่องทางและเครือข่ายในการจัดจำหน่าย และที่สำคัญที่สุดในบางอุตสาหกรรม การเป็นยักษ์ใหญ่หมายถึงตราสินค้าที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก</p>
<p>มีผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่สามารถผลิตโทรทัศน์สีได้ในราคาถูกกว่าโซนี่และซัมซุง แต่โทรทัศน์สีของโซนี่และซัมซุงก็ยังขายได้และอาจขายได้ดีกว่าผู้ผลิตราคาถูกรายอื่นๆ มีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือตั้งมากมายที่ผลิตได้ในราคาถูกกว่าโนเกีย แต่โนเกียก็ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในสินค้าโทรศัพท์มือถือเอาไว้ได้ มีรถยนต์หลายยี่ห้อที่ตอนนี้ออกขายในราคาต่ำกว่ารถยนต์ของโตโยต้า แต่โตโยต้าก็ยังคงรักษายอดขายอันดับหนึ่งของตนเองในหลายประเทศทั่วโลกได้</p>
<p>การสร้างธุรกิจยักษ์ใหญ่จึงดูเหมือนจะเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าจะมีความยั่งยืนมากกว่าการที่เราจะต้องมานั่งค้นหาและปรับเปลี่ยนตัวเราเองไปเรื่อยๆ เมื่อมีประเทศกำลังพัฒนาประเทศใหม่ที่มีแรงงานราคาถูกกว่าได้เริ่มเปิดรับการปฏิรูปอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ</p>
<p>คำถามที่น่าสนใจที่ผมได้มาจากบทความชิ้นหนึ่งในเว็บไซต์ Economist.com ก็คือทำไมกลุ่มธุรกิจจากภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่สามารถเติบโตไปเป็นยักษ์ใหญ่หรือผู้เล่นสำคัญในระดับโลกได้ เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจจากประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอื่นๆ</p>
<p>ทั้งๆ ที่เราก็เปิดรับการปฏิรูปอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศมาก่อนบางภูมิภาค</p>
<p>ทั้งๆ ที่ขนาดของตลาดและจำนวน ผู้บริโภคในภูมิภาคก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าในบางพื้นที่ (อย่างน้อยก็เกาหลีใต้กับไต้หวัน)</p>
<p>ทั้งๆ ที่ทักษะความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นมากนัก</p>
<p>บทความใน Economist.com อ้างคำกล่าวของ Joe Studwell ซึ่งออกมาในเชิงที่ว่าธุรกิจในภูมิภาคเหล่านี้ถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้บริหารหัวเก่าที่ยังคงยึดติดอยู่กับรูปแบบธุรกิจครอบครัว ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังอาศัยการหาประโยชน์ผ่านช่องทางความสัมพันธ์กับกลุ่มนักการเมืองในรัฐบาล และยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจเหล่านี้ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ได้แต่อาศัยการนำเข้าเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ</p>
<p>ถึงแม้จะเห็นด้วยในหลายประเด็น แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่ารูปแบบในการทำธุรกิจตั้งต้นดังกล่าวจะแตกต่างออกไปในประเทศจีน อินเดีย หรือแม้แต่เกาหลีใต้มากนัก เนื่องจากวิธีคิดและระดับการพัฒนาทางด้านการเมืองการปกครองก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน</p>
<p>บทความของ Economist.com ให้ข้อสังเกตว่า ถึงแม้ฐานผู้บริโภคของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีขนาดใหญ่ แต่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งทางด้านภาษา วัฒนธรรม และการนับถือศาสนา ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธุรกิจในประเทศหนึ่งไม่สามารถเจาะเข้าไปถึงกลุ่มลูกค้าในประเทศข้างเคียงได้</p>
<p>ความแตกต่างดังกล่าวยังกีดกันคู่แข่งทางการค้าจากประเทศข้างเคียง ซึ่งทำให้ไม่มีการแข่งขันที่เพียงพอในตลาดภายในประเทศ ซึ่งทำให้ไม่มีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในภูมิภาคดังกล่าว</p>
<p>โดยความเห็นส่วนตัวของผมต่อสถานการณ์เฉพาะของประเทศไทยแล้ว ระบบการให้คุณค่าบางอย่างก็อาจมีส่วนในการลดทอนความสามารถในการแข่งขันของพวกเราลง ผู้มีอาวุโสส่วนใหญ่ไม่ชอบความเสี่ยง และระบบการเคารพผู้อาวุโสก็ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนต่อการตัดสินใจในการประกอบอาชีพในอนาคตของตัวบุตรหลานเป็นอันมาก</p>
<p>เด็กๆ หัวกะทิส่วนใหญ่จะมุ่งไปสู่อาชีพข้าราชการและพนักงานบริษัทซึ่งมีความมั่นคงสูง ในขณะที่ผู้ที่ตั้งต้นด้วยอาชีพผู้ประกอบการมักจะเป็นผู้ที่ไม่สามารถแข่งขันเพื่อเข้าทำงานในตำแหน่งที่มีความมั่นคงสูงต่างๆ ได้</p>
<p>ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีค่านิยมในการทำงานหนักแต่กลับยกย่องผู้ที่มีฐานะร่ำรวย ไม่ว่าฐานะที่ร่ำรวยดังกล่าวจะได้มาจากการทำงานหนักหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นผู้คนจึงมุ่งเสาะแสวงหาวิธีการต่างๆ ที่นำมาซึ่งฐานะที่ดีโดยที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก ซึ่งวิธีการเหล่านี้มักจะใช้ไม่ได้ผลนอกประเทศ</p>
<p>การไม่เคารพซึ่งกันและกันได้สร้างความหวาดระแวงขึ้นในตลาด ผู้บริโภคไม่เชื่อใจในตราสินค้าของผู้ผลิตภายในประเทศ โดยมักจะคิดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้ผลิตภายในประเทศไม่เห็นถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค มุ่งผลิตสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำกำไรสูงเป็นหลัก</p>
<p>จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่าความเห็นของผมจะถูกต้องไปเสียทั้งหมดนะครับ นอกจากนั้นผมยังคิดว่าในประเทศไทยเรามีผู้รู้อีกหลายท่านที่มีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวดีกว่าผมมาก</p>
<p>และก็ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะไม่มีกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้เล่นหลักในตลาดโลกซะทีเดียวครับ รายงาน The 2008 BCG 100 New Global Challengers ของบริษัท Boston Consulting Group ได้รวมเอาธุรกิจไทยสองแห่ง ซึ่งได้แก่ บ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร และ บ.ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโพรดักส์ เอาไว้ด้วย โดยให้เหตุผลว่า บริษัททั้งสองเป็น ผู้แข่งขันที่มีความสำคัญในตลาดโลกของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังอยากจะเห็นภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืนมากกว่าในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่ดึงดูดผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ในโลกมาลงทุนโดยอาศัยมาตรการจูงใจทางด้านดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายแรงงาน หรือภาษี เป็นครั้งคราวไป เนื่องจากในอนาคตผู้ประกอบการเหล่านี้ก็อาจจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใหม่ๆ ที่มีมาตรการจูงใจที่ดีกว่า</p>
<p>ถ้าเปรียบการพัฒนาอุตสาหกรรมกับทีมฟุตบอล ตัวผมเองมีความทรงจำที่ลางเลือนเต็มทีว่าทีมฟุตบอลไทยเราเคยเป็นทีมที่มีมาตรฐานสูงกว่าทีมฟุตบอลญี่ปุ่นอยู่มาก และในอนาคตผมก็ไม่ต้องการที่จะเล่าให้ลูกหลานของผมฟังเลยครับว่าตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นทีมฟุตบอลไทยเราก็เคยเป็นที่หนึ่งในอาเซียนเหมือนกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%8d/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไซมอน คุซเนตส์ ต้นคิด GDP ผู้ถูกบิดเบือนเจตนา</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-gdp-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-gdp-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jan 2008 22:03:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Economics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[
“เราไม่สามารถตัดสินระดับความอยู่ดีมีสุขของประเทศใดก็ตาม
จากตัววัดรายได้ในประเทศที่จีดีพีเป็นนิยาม &#8230;
เป้าหมายของอัตราการเติบโตที่ ‘สูงขึ้น’
จะต้องระบุว่าเป็นการเติบโตของสิ่งใด
และการเติบโตนั้นเป็นไปเพื่ออะไร”
ไซมอน คุซเนตส์, ค.ศ. ๑๙๓๔
ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมรมต.คนนั้นคนนี้ออกมาให้ข่าวว่า
GDP ของไทยจะโตเท่านั้น โตเท่านี้ ยื่งปีหน้ายิ่งโตเข้าไปใหญ่ -_-&#8221;
ก็เข้าใจอยู่ว่า เราต้องสร้างภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
แต่ทำไมคนในประเทศยิ่งดูจนลงเรื่อยๆ
ในขณะที่ค่า overhead ต่างๆดูจะสูงขึ้นทุกวันๆ 
เราใช้ GDP ตีความอะไรผิดไปรึเปล่า ??
หรือเราตีความ GDP ผิดไปรึเปล่า ??
สารคดี :
ไซมอน คุซเนตส์ ต้นคิด GDP ผู้ถูกบิดเบือนเจตนา

ไซมอน คุซเนตส์ ต้นคิด GDP ผู้ถูกบิดเบือนเจตนา
สฤณี อาชวานันทกุล
http://www.fringer.org
“เราไม่สามารถตัดสินระดับความอยู่ดีมีสุขของประเทศใดก็ตามจากตัววัดรายได้ในประเทศที่จีดีพีเป็นนิยาม &#8230;เป้าหมายของอัตราการเติบโตที่ ‘สูงขึ้น’ จะต้องระบุว่าเป็นการเติบโตของสิ่งใด และการเติบโตนั้นเป็นไปเพื่ออะไร”
ไซมอน คุซเนตส์, ค.ศ. ๑๙๓๔
ปัจจุบัน ตัวเลขรายได้มวลรวมในประเทศ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ที่รู้จักกันดีในชื่อภาษาอังกฤษว่า Gross Domestic Product หรือจีดีพี ไม่ได้เป็นเพียงดัชนีที่สะท้อนอัตราการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกใช้เป็นดัชนีวัดระดับการพัฒนา หรือ “ความก้าวหน้า” โดยรวมของแทบทุกประเทศในโลก  จะมียกเว้นบ้างก็เพียงส่วนน้อย เช่น ประเทศภูฏาน ที่หาญกล้าประกาศต่อชาวโลกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>
“เราไม่สามารถตัดสินระดับความอยู่ดีมีสุขของประเทศใดก็ตาม<br />
จากตัววัดรายได้ในประเทศที่จีดีพีเป็นนิยาม &#8230;<br />
เป้าหมายของอัตราการเติบโตที่ ‘สูงขึ้น’<br />
จะต้องระบุว่าเป็นการเติบโตของสิ่งใด<br />
และการเติบโตนั้นเป็นไปเพื่ออะไร”<br />
ไซมอน คุซเนตส์, ค.ศ. ๑๙๓๔</p></blockquote>
<p>ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมรมต.คนนั้นคนนี้ออกมาให้ข่าวว่า<br />
GDP ของไทยจะโตเท่านั้น โตเท่านี้ ยื่งปีหน้ายิ่งโตเข้าไปใหญ่ -_-&#8221;<br />
ก็เข้าใจอยู่ว่า เราต้องสร้างภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน<br />
แต่ทำไมคนในประเทศยิ่งดูจนลงเรื่อยๆ<br />
ในขณะที่ค่า overhead ต่างๆดูจะสูงขึ้นทุกวันๆ </p>
<p><b>เราใช้ GDP ตีความอะไรผิดไปรึเปล่า ??<br />
หรือเราตีความ GDP ผิดไปรึเปล่า ??</b></p>
<p><a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&#038;op=viewarticle&#038;artid=822" target="_blank">สารคดี :<br />
ไซมอน คุซเนตส์ ต้นคิด GDP ผู้ถูกบิดเบือนเจตนา</a></p>
<p><span id="more-50"></span></p>
<p><b>ไซมอน คุซเนตส์ ต้นคิด GDP ผู้ถูกบิดเบือนเจตนา</p>
<p>สฤณี อาชวานันทกุล</p>
<p>http://www.fringer.org</b></p>
<p>“เราไม่สามารถตัดสินระดับความอยู่ดีมีสุขของประเทศใดก็ตามจากตัววัดรายได้ในประเทศที่จีดีพีเป็นนิยาม &#8230;เป้าหมายของอัตราการเติบโตที่ ‘สูงขึ้น’ จะต้องระบุว่าเป็นการเติบโตของสิ่งใด และการเติบโตนั้นเป็นไปเพื่ออะไร”<br />
ไซมอน คุซเนตส์, ค.ศ. ๑๙๓๔</p>
<p>ปัจจุบัน ตัวเลขรายได้มวลรวมในประเทศ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ที่รู้จักกันดีในชื่อภาษาอังกฤษว่า Gross Domestic Product หรือจีดีพี ไม่ได้เป็นเพียงดัชนีที่สะท้อนอัตราการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกใช้เป็นดัชนีวัดระดับการพัฒนา หรือ “ความก้าวหน้า” โดยรวมของแทบทุกประเทศในโลก  จะมียกเว้นบ้างก็เพียงส่วนน้อย เช่น ประเทศภูฏาน ที่หาญกล้าประกาศต่อชาวโลกว่า ความสุขมวลรวมประชาชาติสำคัญกว่าจีดีพี</p>
<p>แน่นอนว่าจีดีพีเป็นดัชนีที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ความเป็นจริงหลังจากโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ก็ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า ตราบใดที่เราใช้จีดีพีเป็นตัววัด “ความก้าวหน้า” ของมนุษย์ เราก็จะยิ่งถอยห่างจากวิถีการพัฒนาแบบยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจีดีพีเป็นตัวเลขที่ “หยาบ” เกินกว่าที่จะใช้เป็นตัววัดความก้าวหน้าของมนุษยชาติได้  ยกตัวอย่างเช่น รายได้ของบริษัทที่ทำธุรกิจกำจัดมลพิษทำให้จีดีพีโตขึ้น แต่รายได้ของบริษัทในธุรกิจที่ก่อให้เกิดมลพิษก็ทำให้จีดีพีโตขึ้นเช่นเดียวกัน  จีดีพีไม่สนใจระดับการกระจายรายได้ ระดับการถลุงหรือความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และไม่แยกแยะระหว่างธุรกิจที่ทำประโยชน์ต่อสังคมกับธุรกิจที่บั่นทอนสุขภาพสังคมหรือสะท้อนปัญหาสังคม เช่น อาชญากรรม ค่าทนาย และอบายมุขต่างๆ ว่าเป็น “รายได้” ของประเทศ แทนที่จะหักรายได้เหล่านั้นออกในฐานะ “ต้นทุน” ที่สังคมโดยรวมต้องจ่าย </p>
<p>ในระดับโลก องค์กรโลกบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งกำลังย้ำเตือนอันตรายและแจกแจงเหตุผลที่จีดีพีไม่เหมาะจะเป็นตัววัดความก้าวหน้าของมนุษยชาติ เช่น ในรายงานการพัฒนามนุษย์ (Human Development Report) ประจำปี ค.ศ. ๑๙๙๖  โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme หรือ ยูเอ็นดีพี) ย้ำว่า “คุณภาพ” ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สำคัญกว่า “อัตรา” การเจริญเติบโตดังกล่าว  ยูเอ็นดีพีขยายความว่า แบบแผนการเจริญเติบโตที่ทำความเสียหายในระยะยาวมีทั้งหมด ๕ รูปแบบด้วยกัน ได้แก่ การเติบโตที่ไม่สร้างงานให้แก่ประชากร (jobless growth), การเติบโตที่ทิ้งห่างกระแสประชาธิปไตย (voiceless growth), การเติบโตที่กดทับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจนสิ้นสลาย (rootless growth), การเติบโตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม (futureless growth) และการเติบโตที่ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือคนรวยเท่านั้น (ruthless growth) </p>
<p>ยูเอ็นดีพีสรุปว่า การเติบโตทั้ง ๕ รูปแบบดังกล่าวนั้นล้วนเป็นการเติบโตที่ “ทั้งไม่ยั่งยืน และไม่สมควรจะยั่งยืน”</p>
<p>ถึงแม้ว่าหลายคนอาจไม่แปลกใจที่จีดีพีจะถูกต่อต้านจากหลายๆ ฝ่ายในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ยุคที่เรามองเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า การเน้นเป้าหมายการพัฒนาไปในมิติทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียวนั้นกำลังส่งผลเสียต่อสังคมและคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างไรบ้าง  คนส่วนใหญ่ก็คงแปลกใจไม่น้อยถ้าได้รู้ว่า แม้กระทั่งนักเศรษฐศาสตร์ผู้ประดิษฐ์จีดีพีเองก็ไม่เคยตั้งใจจะให้ใครใช้ดัชนีตัวนี้เป็นเครื่องวัดความก้าวหน้าของประเทศหรือระดับสวัสดิการของประชาชน</p>
<p>ไซมอน คุซเนตส์ (Simon Kuznets, ๑๙๐๑-๑๙๘๕) นักเศรษฐศาสตร์เชื้อชาติรัสเซีย สัญชาติอเมริกัน ผู้ประดิษฐ์จีดีพี กล่าววาทะน่าจดจำที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ ในปี ๑๙๓๔ ว่า “เราไม่สามารถตัดสินระดับความอยู่ดีมีสุขของประเทศใดก็ตามจากตัววัดรายได้ในประเทศ”  และหลังจากนั้นเขาก็ย้ำประโยคนี้อีกหลายครั้ง ทั้งในงานวิชาการ ข้อเขียน และสุนทรพจน์  แต่โชคร้ายที่เสียงของเขาค่อยๆ ถูกกลบด้วยเสียงที่ดังกว่าของรัฐบาลและนักธุรกิจกระแสหลัก</p>
<p>คุซเนตส์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อมั่นในคุณค่าของการวิเคราะห์เชิงประจักษ์ (empirical analysis)  หลังจากที่เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ภายใต้การดูแลของ ดับบลิว.ซี. มิตเชลล์ (W.C. Mitchell) นักเศรษฐศาสตร์สถาบันผู้มีชื่อเสียง เขาก็ไปทำงานเป็นผู้วิจัยในศูนย์วิจัยอิสระชื่อ National Bureau of Economic Research (NBER) ซึ่งมิตเชลล์เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการในสมัยนั้น  คุซเนตส์เจริญรอยตามความเชื่อของมิตเชลล์ที่ว่า การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนามอย่างจริงจังและละเอียดถี่ถ้วน เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของวิชาเศรษฐศาสตร์</p>
<p>ผลงานชิ้นโบแดงของคุซเนตส์ที่เขาทุ่มเทเวลาทำแทบทั้งชีวิต คือการเก็บข้อมูลและจัดระบบบัญชีรายได้ประชาชาติ (national income accounts) ของสหรัฐอเมริกาในปี ๑๙๓๔, ๑๙๔๑ และ ๑๙๔๖ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ประกอบกันเป็นจีดีพี  ช่วงเวลาที่คุซเนตส์สร้างและจัดระบบฐานข้อมูลบัญชีรายได้ประชาชาติได้สำเร็จนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิชาเศรษฐมิติ (econometrics) และแนวคิดแบบเคนส์ (Keynesian&#8211;หมายถึงแนวคิดของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เชื่อว่ารัฐบาลต้องมีบทบาทนำในระบอบเศรษฐกิจ) กำลังได้รับความนิยมและมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ทำให้ฐานข้อมูลที่เขาสร้างกลายเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการเติบโตทางอิทธิพลของสำนักคิดทั้งสอง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คุซเนตส์ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ และเขาก็ไม่ใช่นักเศรษฐมิติด้วย  แนวคิดของเขาเจริญรอยตามสำนักเศรษฐศาสตร์สถาบันของ ดับบลิว.ซี. มิตเชลล์ ผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งมุ่งเน้นการวิเคราะห์โครงสร้างเชิงสถาบันต่างๆ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังระบอบเศรษฐกิจ  งานที่คุซเนตส์ภาคภูมิใจที่สุด และควรเป็นงานที่ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังจวบจนปัจจุบัน ไม่ใช่ข้อมูลจีดีพีของอเมริกา หากเป็นการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ (income inequality) กับรายได้ต่อหัวของประชากรที่มีลักษณะเป็นรูปตัวยูกลับหัว ในปี ๑๙๕๕  ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า “เส้นโค้งคุซเนตส์” (Kuznets Curve) เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา </p>
<p>&#8220;เส้นโค้งคุซเนตส์” (Kuznets Curve) ในทฤษฎีของคุซเนตส์ เป็น</p>
<p>เราอาจพยายามอธิบายเส้นโค้งคุซเนตส์ด้วยประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกมีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ การเปลี่ยนผ่านศูนย์กลางความเจริญจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมในระยะเริ่มแรกของกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำของรายได้เฉลี่ยทั้งประเทศถีบตัวสูงขึ้น เนื่องจากรายได้ของภาคเกษตรในชนบทมีระดับต่ำกว่ารายได้ของภาคอุตสาหกรรมในตัวเมือง และประชากรในตัวเมืองเองก็มีความเหลื่อมล้ำของรายได้ค่อนข้างสูงระหว่างอาชีพต่างๆ  แต่หลังจากที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรกผ่านพ้นไปแล้ว คุซเนตส์มองว่าโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับคนทุกชนชั้น และนโยบายด้านสังคมที่รัฐบาลจะสามารถดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพดีขึ้นเมื่อประชากรของประเทศร่ำรวยขึ้น (เพราะรัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นจากประชากรที่ร่ำรวยขึ้น และนำเงินนั้นไปใช้จ่ายในโครงการเพื่อสังคมได้ดีขึ้น) เช่น เงินอุดหนุนผู้สูงอายุ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบบประกันสังคม และระบบประกันสุขภาพ ตลอดจนโครงสร้างภาษีที่ช่วยในการกระจายรายได้ระหว่างชนชั้น เช่น ระบบภาษีมรดก จะช่วยให้ความเหลื่อมล้ำของรายได้ลดต่ำลงหลังจากที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้นถึงจุดหนึ่ง (คือจุดสูงสุดในเส้นโค้งคุซเนตส์)</p>
<p>แม้ว่าคำอธิบายและความคาดหวังของคุซเนตส์จะฟังดูมีเหตุผล ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราไม่สามารถพบเห็นเส้นโค้งคุซเนตส์ได้ในโลกแห่งความจริง  หรืออย่างน้อยเส้นโค้งคุซเนตส์ก็ดูจะเป็นความจริงในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเส้นที่โค้งขึ้นและผงกหัวลง มักจะโค้งขึ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และมิติอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไป (กลายเป็นเส้นโค้งขึ้นลงที่มีรูปร่างคล้ายกับคลื่น มากกว่าตัวยูกลับหัวในไอเดียของคุซเนตส์)  ไม่เว้นแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่คุซเนตส์อุทิศชีวิตของเขาเกือบทั้งชีวิตให้แก่การวัดจีดีพี  โดยข้อมูลที่คุซเนตส์ช่วยเก็บรวบรวมบอกเราว่า คนที่รวยที่สุด ๑ % ของประชากรอเมริกันทั้งประเทศ เป็นเจ้าของความมั่งคั่งประมาณร้อยละ ๑๕ ของรายได้ทั้งประเทศในปี ๑๗๗๕  และสัดส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เป็นร้อยละ ๓๐ ในปี ๑๘๕๕  และเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ร้อยละ ๔๕ ในปี ๑๙๓๕  ก่อนที่จะตกลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงทศวรรษ ๑๙๗๐  </p>
<p>การที่ส่วนแบ่งความมั่งคั่งของคนที่รวยที่สุด ๑ % ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ดูเหมือนจะเป็นหลักฐานยืนยันว่าทฤษฎีของคุซเนตส์นั้นถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม นับจากทศวรรษ ๑๙๗๐ เป็นต้นมา ส่วนแบ่งความมั่งคั่งของคนที่รวยที่สุด ๑ % ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จนเมื่อมาถึงกลางทศวรรษ ๑๙๙๐ ส่วนแบ่งดังกล่าวก็สูงถึงร้อยละ ๔๗ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าระดับร้อยละ ๔๕ ในทศวรรษ ๑๙๓๐</p>
<p>เหตุใดเส้นโค้งคุซเนตส์จึงผงกหัวขึ้นอีกครั้งในอเมริกาหลังทศวรรษ ๑๙๗๐ ?  นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า สาเหตุหลักอาจมาจากการที่มาตรการด้านสวัสดิการสังคมส่วนใหญ่ในอเมริกาดำเนินการโดยภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐหลายเท่า (กลายเป็นระบบที่เรียกว่าทุนนิยมสวัสดิการ หรือ welfare capitalism  ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ หรือ welfare state)  ซึ่งแตกต่างจากความเชื่อของคุซเนตส์ที่ว่า เมื่อประชากรมีรายได้ดีขึ้น รัฐก็จะมีบทบาทมากขึ้นในการสร้าง “ตาข่ายสังคม” และดำเนินนโยบายด้านสังคมอื่นๆ  นอกจากนั้น โอกาสที่เท่าเทียมกันของประชากรในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ (ในขณะที่รายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น) ก็ทำได้จริงเฉพาะในประเทศที่ภาครัฐดำเนินนโยบายการศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังและมีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น เช่น ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดการศึกษา โดยไม่ “เข้าข้าง” คนรวยเพียงกลุ่มเดียว</p>
<p>ข้อมูลจากบางประเทศสะท้อนว่า “เส้นโค้งคุซเนตส์” อาจมีลักษณะเหมือนคลื่นมากกว่าตัวยูกลับหัว</p>
<p>นักเศรษฐศาสตร์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้เส้นโค้งคุซเนตส์อาจไม่เป็นจริงสำหรับข้อมูลความเหลื่อมล้ำของรายได้  ความสัมพันธ์ที่เป็นรูปตัวยูกลับหัวอาจมีอยู่จริงถ้าเราเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของประชากรกับตัวแปรอื่นๆ เช่น มลภาวะบางชนิด  เพราะเมื่อมนุษย์พัฒนาจนถึงจุดที่มีปัจจัย ๔ เพียบพร้อมสมบูรณ์แล้ว ก็น่าจะเริ่มมองเห็นความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่สะอาด และดังนั้นรัฐบาลและภาคเอกชนก็น่าจะยอมจ่ายเงินเพื่อทำให้มลภาวะลดลง  แต่อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะดูออกว่าขณะนี้แต่ละประเทศอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” หรือ “ขาลง” ของเส้นโค้งคุซเนตส์ </p>
<p>นอกจากคุซเนตส์จะเป็นผู้คิดค้นจีดีพีและค้นพบเส้นโค้งคุซเนตส์ เขาก็ยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนแรกๆ ที่วิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์ในสาขาเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนา (development economics)  คุซเนตส์ใช้ความละเอียดถี่ถ้วนและความอดทนอย่างยิ่งยวดตามสไตล์นักเศรษฐศาสตร์เชิงประจักษ์ชั้นดี ตามเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการเจริญเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในปี ๑๙๖๕, ๑๙๖๖, ๑๙๗๑ และ ๑๙๗๙ ซึ่งนำเขาไปสู่บทสรุปอันสำคัญยิ่งว่า บริบททางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน แตกต่างจากบริบทในมิติเหล่านั้นของประเทศพัฒนาแล้วในอดีต (ก่อนที่ประเทศพัฒนาแล้วจะเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม)  การค้นพบครั้งสำคัญของคุซเนตส์มีส่วนช่วยลบล้างมุมมองตื้นๆ ในสมัยนั้นว่า ทุกประเทศที่เจริญรอยตามวิถีการพัฒนาแบบทุนนิยมจะผ่านขั้นตอนต่างๆ อย่างเป็นเส้นตรง (linear stages) ไม่แตกต่างกัน  บทสรุปของเขาทำให้เศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาแตกแขนงออกมาเป็นสาขาใหม่ของวิชาเศรษฐศาสตร์ และทำให้นักเศรษฐศาสตร์หันมาให้ความสนใจกับเอกลักษณ์ บริบท และประสบการณ์เฉพาะของแต่ละประเทศมากกว่าในอดีต</p>
<p>ถึงแม้ว่างานของคุซเนตส์จะได้รับการยอมรับและยกย่อง ดังสะท้อนจากการที่เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ๑๙๗๑ ขณะที่เขาเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  แต่ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ในโลกยังยึดเอาจีดีพีเป็นสรณะในการวัด “ความก้าวหน้า” ของมนุษย์ คุซเนตส์ก็คงยังเป็นคน (ไม่) สำคัญที่พยายามชี้ความสำคัญของ “คุณภาพ” ของการเจริญเติบโต ที่น้อยคนนักจะสนใจฟัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b9%8c-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-gdp-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

