<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Anpanpon :P Blog not Bread !! &#187; Environment</title>
	<atom:link href="http://anpanpon.com/blog/on/environment/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anpanpon.com/blog</link>
	<description>bread, blog, design, graphic design, politics, thai, environment, social, culture, art, media, movie, music, friends, tu, berlin, photography, travel, eat</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2011 19:07:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>เราพูดมากกว่าเราทำ และเราทำน้อยกว่าที่เราสามารถทำได้</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 May 2008 12:22:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Environment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=157</guid>
		<description><![CDATA[
เราพูดมากกว่าเราทำ และเราทำน้อยกว่าที่เราสามารถทำได้ 
การรณรงค์เป็นเรื่องที่ดี การใช้ถุงผ้าก็โอเค แต่แทนที่จะทำ
ถุงผ้าสกรีนข้อความ stop global warming ขาย
ห้างสรรพสินค้าก็น่าจะลดการใช้พลังงานลงด้วย
พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง : ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day

พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง : ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day
เรื่อง : เพ็ญศิริ จันทร์ประทีบฉาย
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

แฟนนิตยสาร a day จำนวนมากอาจไม่เคยรู้ว่า ก่อนที่ ทรงกลด บางยี่ขัน จะมาเป็นบรรณาธิการบริหารผลัดที่ ๓ ของนิตยสารสุดเท่และป๊อปเล่มนี้ เขาเคยคลุกอยู่กับงานด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เคยเป็นทั้งนักวิชาการและเอ็นจีโอ
เมื่อสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตอนอายุ ๑๖ กว่าๆ ก็ทำกิจกรรมในชมรมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จุฬาฯ จนตอนหลังได้เป็นประธานชมรมฯ พอเรียนถึงปี ๓ อันเป็นเวลาที่ต้องเลือกภาควิชา ด้วยความสนุกกับการทำงานสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา บวกกับคำพูดที่ได้ยินมาเสมอว่า &#8220;เราเป็นแค่นิสิตตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ยังไง&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>
<b>เราพูดมากกว่าเราทำ และเราทำน้อยกว่าที่เราสามารถทำได้ </b></p>
<p>การรณรงค์เป็นเรื่องที่ดี การใช้ถุงผ้าก็โอเค แต่แทนที่จะทำ<br />
ถุงผ้าสกรีนข้อความ stop global warming ขาย<br />
ห้างสรรพสินค้าก็น่าจะลดการใช้พลังงานลงด้วย</p></blockquote>
<p><a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&#038;op=viewarticle&#038;artid=844" target="_blank">พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง : ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day</a></p>
<p><span id="more-157"></span></p>
<p><b>พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง : ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day</p>
<p>เรื่อง : เพ็ญศิริ จันทร์ประทีบฉาย<br />
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง<br />
</b></p>
<p>แฟนนิตยสาร a day จำนวนมากอาจไม่เคยรู้ว่า ก่อนที่ ทรงกลด บางยี่ขัน จะมาเป็นบรรณาธิการบริหารผลัดที่ ๓ ของนิตยสารสุดเท่และป๊อปเล่มนี้ เขาเคยคลุกอยู่กับงานด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เคยเป็นทั้งนักวิชาการและเอ็นจีโอ</p>
<p>เมื่อสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตอนอายุ ๑๖ กว่าๆ ก็ทำกิจกรรมในชมรมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จุฬาฯ จนตอนหลังได้เป็นประธานชมรมฯ พอเรียนถึงปี ๓ อันเป็นเวลาที่ต้องเลือกภาควิชา ด้วยความสนุกกับการทำงานสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา บวกกับคำพูดที่ได้ยินมาเสมอว่า &#8220;เราเป็นแค่นิสิตตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ยังไง&#8221; ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเรียนด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมทั้งในระดับปริญญาตรีและโท โดยตั้งเป้าว่าจะเอาดีในงานด้านสิ่งแวดล้อม และพิสูจน์ว่าเมื่อได้ทำงานแล้ว เขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง</p>
<p>หลังเรียนจบ ทรงกลดเริ่มทำงานเป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์เศรษฐศาสตร์นิเวศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เป็นส่วนเล็กๆ ในทีมวิจัยประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ครั้งแรกของประเทศไทยในโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ทำงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) จากนั้นย้ายไปอยู่ที่กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สำนักงานประเทศไทย เป็นนักรณรงค์คนแรกในฝ่ายพลังงานและ Climate Change ซึ่งขณะนั้น WWF เป็น ๑ ใน ๒ องค์กรแรกที่รณรงค์ปัญหานี้ในประเทศไทย อีกองค์กรหนึ่งคือ กรีนพีซ</p>
<p>&#8220;ทำงานตอนนั้นก็สนุกดีครับ ได้ไปพูดเรื่องโลกร้อนซึ่งไม่มีใครสนใจ ครั้งหนึ่งไปบรรยายที่โรงเรียนอินเตอร์แห่งหนึ่ง ผมบอกว่าน้ำจะท่วมโลก เด็กถามว่าท่วมเมื่อไร ผมบอกว่าอีกสัก ๓๐-๔๐ ปี เด็กบอกว่าไม่เห็นแคร์เลย เดี๋ยวก็ตายแล้ว ตอนนั้นมีปัญหาเยอะเวลาไปพูด เพราะคนมักตั้งคำถามว่าจริงหรือเท็จ</p>
<p>&#8220;สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากสำหรับที่ WWF คือ เขาอิงทุกอย่างบนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ห้ามอ้างมั่วๆ ห้ามบอกว่าฝนตกผิดฤดูกาล สึนามิ เฮอริเคนแคทรีนา อุทกภัย เกิดจากโลกร้อน เพราะเราพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเห็นอะไรได้จังหวะก็สวมเข้าไป แต่ถ้าบอกว่าโลกร้อนจะทำให้เกิดปรากฏการณ์เหล่านี้บ่อยกว่าปรกติ อันนี้พูดได้&#8221;</p>
<p>ทำงานที่ WWF ได้ ๓ ปี ทรงกลดก็ได้รับการชักชวนจาก วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมงานนิตยสาร a day การก้าวข้ามจากงานเอ็นจีโอมาสู่การทำสื่อที่มีรูปแบบอย่าง a day ทำให้เขาแทบจะตัดขาดจากโลกของงานสิ่งแวดล้อมและเอ็นจีโอไปเลย เรียกได้ว่ากดปุ่มพอสเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้แค่นั้นแล้วกดปุ่มสตาร์ตในโลกอีกใบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน</p>
<p>&#8220;ผมหยุดตัวเองในเรื่องสิ่งแวดล้อมก็จริง แต่ผมได้ทักษะด้านการสื่อสารกับคน a day เป็นโรงเรียนด้านการสื่อสารที่ดีมาก สิ่งที่ผมได้เพิ่มขึ้นคือความเป็นนักเล่าเรื่อง a day พร้อมจะเล่าเรื่องยากที่สุดให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างง่ายๆ และป๊อปได้ ถ้าเราเอาพลังตรงนี้ไปพูดในสารที่ดี มันจะส่งอิทธิพลให้เกิดผลกระทบที่ดีต่อคนในวงกว้าง</p>
<p>&#8220;ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ WWF ผมมักตั้งคำถามว่า ปัญหาหนึ่งที่ทำให้งานภาคสังคมเข้าไม่ถึงใจคนชั้นกลางในเมืองไทย เพราะเราขาดนักสื่อสารที่ดีหรือเปล่า คนทำงานด้านการสื่อสารในองค์กรส่วนใหญ่อาจมีใจรัก แต่อาจขาดทักษะ กลับกันในบางองค์กรใช้เอเยนซีที่มีทักษะเต็มเปี่ยมมาช่วยสื่อสาร แต่อาจมีความรู้ความเข้าใจหรืออุดมการณ์น้อยไปหน่อย สารที่นำเสนอออกมาจึงไม่มีอะไรนอกจากเปลือกที่สวยงามหวือหวา ผมคิดว่ามีคนจำนวนมากที่ทำหน้าที่ตรงนี้ได้และอยากทำ แต่อาจจะขาดโอกาส ผมรู้สึกว่าผมมีโอกาสแล้ว คือมีพร้อมทั้งใจ ทักษะ และพื้นที่สื่ออยู่ในมือ ดังนั้นจึงต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง&#8221;</p>
<p>ล่าสุดทรงกลดและทีมงานจึงใช้ทักษะการสื่อสารที่พวกเขามีอยู่ ทำ a day ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ที่มีธีมเรื่องการปลูกต้นไม้ เป็นวิธีการพูดถึงเรื่องโลกร้อนในแบบของ a day</p>
<p>&#8220;มีสื่อที่ทำหน้าที่นำเสนอปัญหาและสาเหตุของโลกร้อนไปเยอะแล้ว a day จึงอยากพูดอีกแบบหนึ่ง ปัญหานี้มาจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ทางแก้มี ๒ อย่าง คือ ลดการปล่อย กับเพิ่มแหล่งดูดซับ เราก็เลยชวนคนให้มาปลูกต้นไม้กันเถอะ ปลูกแล้วดีนะ แน่นอนเราไม่ได้พูดเรื่องคาร์บอนไดออกไซด์ พิธีสารเกียวโตอะไรเลย และเราก็ไม่ได้ชวนคนปลูกต้นไม้เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย เพราะไม่ว่าคุณจะปลูกด้วยเหตุผลอะไร สุดท้ายมันก็นำไปสู่การแก้ปัญหาเหมือนกัน</p>
<p>&#8220;แต่อีกอย่างที่ a day อยากจะบอกในยามที่ทุกคนกำลังเห่อเรื่องโลกร้อนกันอยู่คือ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญไม่ได้มีแค่เรื่องโลกร้อน ยังมีเรื่องขยะพิษจำนวนมหาศาล ปัญหาสัตว์ป่า ป่าไม้ คงน่าเศร้าถ้าเราลืมมันไป แล้วมาใส่ใจกับเรื่องโลกร้อนอย่างเดียว&#8221;</p>
<p>ทรงกลดเปรียบเทียบบทบาทของเขาที่มีต่อประเด็นโลกร้อน เมื่อครั้งยังเป็นเอ็นจีโอกับปัจจุบันในฐานะ บ.ก. a day ว่า &#8220;โจทย์ตอนนั้นคือทำให้คนเข้าใจโครงสร้างของปัญหา คือ สาเหตุ ผลกระทบ และทางแก้ เป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้คน อีกส่วนคือไปคุยกับรัฐบาล องค์กรต่างๆ ว่าจะมีมาตรการอย่างไร คุยกับรัฐบาลให้ลงนามในพิธีสารเกียวโต คุยกับภาคธุรกิจให้ลองปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่าง แต่ในบทบาทปัจจุบัน ผมอยากทำสื่อที่ทำให้คน &#8216;รู้สึก&#8217; มากกว่าแค่ &#8216;รู้&#8217; ผมคิดว่าสื่อสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่ที่ทำเรื่องโลกร้อน ทำให้คนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้ แต่ไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนรู้สึกกับมันจนอยากทำอะไรบางอย่างได้&#8221;</p>
<p>แน่นอนว่าโดยบุคลิกและกลุ่มเป้าหมายของ a day นั้นไม่ใช่ทิศทางที่จะทำให้นำเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อยู่บ่อยๆ แต่ทรงกลดก็มีช่องทางอีกหลากหลายที่ทำให้เขาสื่อสารความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมออกไปสู่คนหมู่มากได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพ็อกเกตบุ๊ก ต้นไม้ใต้โลก คอลัมน์ &#8220;ดอกไม้ใต้โลก&#8221; ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ เว็บล็อกเครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา (www.lonelytrees.net) รวมทั้งกิจกรรมและการบรรยายต่างๆ</p>
<p>&#8220;ผมอยากบอกทุกคนว่า การเปลี่ยนแปลงโลกทำได้หลายวิธี สิ่งที่ผมกำลังพยายามทำในประเด็นเรื่องโลกร้อนคือ ทำให้คนมองปัญหานี้ด้วยสายตาอีกแบบ ให้ข้อมูลว่าจะช่วยได้อย่างไรบ้าง และ<br />
กระตุ้นพลังให้พวกเขาลุกขึ้นมาทำ ตอนนี้ทุกคนมองปัญหาเรื่อง Climate Change เป็นวาระแห่งโลกก็ว่าได้ สิ่งที่น่าเศร้าสำหรับประเทศไทยคือ เราอยากแก้ปัญหา แต่เส้นทางที่ทำอยู่เหมือนจะ<br />
ไม่ได้เดินไปหาจุดนั้นเลย ผมว่าปัญหาหลักของเรื่องนี้คือ เราพูดมากกว่าเราทำ และเราทำน้อยกว่าที่เราสามารถทำได้ การรณรงค์เป็นเรื่องที่ดี การใช้ถุงผ้าก็โอเค แต่แทนที่จะทำถุงผ้าสกรีนข้อความ stop global warming ขาย ห้างสรรพสินค้าก็น่าจะลดการใช้พลังงานลงด้วย&#8221;</p>
<p>&#8220;ทำไมคนจำนวนมากที่อยากช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนจึงซื้อถุงผ้ามาใช้ ก็เพราะเขาไม่รู้ว่ามีทางไหนที่จะแก้ปัญหาได้อีก ถ้าเขารู้ว่าการเดินทางโดยเครื่องบินมันปล่อยคาร์บอนมหาศาลแค่ไหน เขาก็คงไม่อยากบินนัก ถ้าเขารู้ว่าพลังงานถ่านหินสร้างมลพิษมากกว่าพลังงานชีวมวลเท่าไร เขาก็คงยินดีบอกรัฐบาลว่าจะยอมจ่ายเงินแพงหน่อยเพื่อใช้พลังงานสะอาด&#8221;</p>
<p>&#8220;การทำแคมเปญรณรงค์เรื่องโลกร้อนในหลายประเทศ พอทำให้คนรู้สึกอยากช่วยแก้ปัญหาได้แล้ว ทางแก้คือเปลี่ยนแหล่งพลังงาน ที่เนเธอร์แลนด์มีบริษัทผลิตไฟฟ้าหลายยี่ห้อ มีทั้งผลิตจากถ่านหิน ลม ยี่ห้อลมน่ะแพงกว่า เขาก็ทำแคมเปญอยากช่วยโลกให้ดีขึ้นใช่ไหม เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดสิ คนทางบ้านก็โทร. ไปยกเลิกบริษัทพลังงานถ่านหิน ขอเปลี่ยนมาติดตั้งกับบริษัทพลังงานลม แพงกว่านิดหน่อย ก็จ่ายได้เพื่อโลก&#8221;</p>
<p>&#8220;กลับมามองที่เมืองไทย รัฐบาลไม่มีนโยบายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเท่าไรนัก ผมคิดว่านักรณรงค์ องค์กรต่างๆ หรือภาครัฐ แทนที่จะรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าจ่ายตลาด หรือปิดไฟคนละดวง น่าจะหันมารณรงค์ให้เกิดมาตรการบางอย่างที่ทำให้เกิดผลชัดเจน เช่นการปรับเปลี่ยนสัดส่วนพลังงานในประเทศ ทำไมรัฐให้เงินอุดหนุนน้ำมันได้ แต่ไม่ให้เงินอุดหนุนโซลาร์เซลล์ ถ้าอยากแก้ปัญหาจริงจังก็ออกนโยบายไปเลยว่าจะลดภาษีให้เท่าไรสำหรับอาคารที่ติดโซลาร์เซลล์ ผมว่านี่จะเกิดผลที่สุด&#8221;</p>
<p>และท่ามกลางบรรยากาศการรณรงค์เรื่องโลกร้อนที่กำลังเข้มข้น ทรงกลดบอกว่า หากดูกันเผินๆ ก็เป็นเรื่องน่าชื่นใจ แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป เขากลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง</p>
<p>&#8220;คนจำนวนมาก &#8216;ได้รับ&#8217; ประโยชน์จากการทำงานด้าน Climate Change มากกว่าสิ่งที่ได้ &#8216;ให้&#8217; กับมันจริงๆ&#8217; &#8221; คือคำพูดที่เขาเคยกล่าวไว้ในการเข้าร่วมประชุม Asian Young Leaders Climate Forum ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปลายปีที่แล้ว</p>
<p>&#8220;องค์กร ห้างร้าน ห้างสรรพสินค้า แบรนด์แฟชั่น ได้ประโยชน์จากการหยิบฉวยคำนี้มาใช้กันเยอะ ไม่ว่าในการสร้างภาพพจน์หรือการขายสินค้า เพราะไม่ว่าเราปะคำนี้ลงไปในอะไร มันขายได้หมด ทั้งสินค้ากรีนๆ โครงการกรีนๆ การที่ปัญหาโลกร้อนกลายมาเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ที่น่าห่วงคือ เรากำลัง take จากมันมากกว่า give ผมคิดว่ามันจะดีกว่า ถ้าสิ่งที่คุณทำได้เปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำให้พวกคุณดีขึ้น&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Paper or Plastic ?</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/paper-or-plastic/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/paper-or-plastic/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Feb 2008 19:36:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Environment]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=66</guid>
		<description><![CDATA[
เรื่องเก่า เล่าใหม่ เล่าแล้วเล่าอีก
เล่ากี่ทีๆ ก็ยังไม่รู้จักจบจักสิ้นสักที 
แต่รู้อีกที จะเป็นไรไป   
washingtonpost.com
  aper or Plastic?
via core77
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img id="image65" src="http://www.anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2008/02/paperplastic.jpg" alt="paperplastic.jpg" /></p>
<p>เรื่องเก่า เล่าใหม่ เล่าแล้วเล่าอีก<br />
เล่ากี่ทีๆ ก็ยังไม่รู้จักจบจักสิ้นสักที </p>
<p>แต่รู้อีกที จะเป็นไรไป <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  </p>
<p><a href="http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/graphic/2007/10/03/GR2007100301385.html" target="_blank">washingtonpost.com<br />
 <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> aper or Plastic?</a></p>
<p>via <a href="http://www.core77.com/blog/object_culture/youre_damned_if_you_do_paper_and_damned_if_you_dont_plastic_8896.asp" target="_blank">core77</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/paper-or-plastic/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

