เมื่อไม่มีสี เรามองเห็นอะไร ?
Wednesday, May 19th, 2010เมื่อไม่มีสี เรามองเห็นอะไร ?
เมื่อไม่มีสี เรามองเห็นอะไร ?
via Ornuma รักในหลวง
จริงอย่างที่นักสันติวิธีชอบพูดคือ เราต้องฟังกันให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ฟังแกนนำ หากต้องฟังประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ทั้งแดงและเหลือง เราก็จะสามารถจับสำนึกทางการเมืองใหม่ๆ ที่ผลักพวกเขาเข้าร่วมชุมนุม ไม่ใช่สิ่งที่แกนนำปราศรัย เราก็จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทยมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อคนต่างกลุ่มไม่เหมือนกัน แล้วเราก็จะสามารถจัดระบบให้เกิดการต่อรองที่เท่าเทียมกัน ระหว่างความต้องการที่แตกต่างได้โดยสงบ
การเมืองของเสื้อแดง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ผมคิดว่าคำว่า อำมาตย์ ชาวบ้านไม่รู้จักหรอกครับ จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ชอบข้าราชการ อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ แต่มีคนมาเปลี่ยนใช้คำว่า อำมาตย์ เพราะมุ่งประเด็นที่สูงกว่านั้น แม้กระทั่งนักวิชาการก็ให้ความหมายชนชั้นไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้คิดเรื่องชนชั้น แต่มีคนจับเรื่องชนชั้นขึ้นมา เพราะคนร่ำรวยเป็นที่พึ่งไม่ได้ มักจะเอาเปรียบคนจน
คนไทยคิดแต่จะเลือกคนมา เป็นที่พึ่ง ผมเคยไปศึกษากลุ่มเกษตรกรที่ปากช่องเจ็ดกลุ่ม ผมเคยออกแบบสอบ แล้วถามว่า การเลือกประธานกรรมการต้องเป็นคนแบบไหน ทุกคนตอบว่า เลือกคนซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต ผมก็ไปศึกษาประวัติคนที่พวกเขาเลือกมาปรากฏว่า ไม่มีคนซื่อสัตย์เลย มีแต่คนรวย มีเส้น มีสาย
เรื่องนี้ผมมีคำอธิบายคือ ผมไม่ได้เรียกคนเหล่านั้นว่า คนโกหก พวกเขาตอบแบบสอบถามตามแบบอุดมคติ ไม่ได้ตอบตามความจริง ผมกลับไปถามพวกเขา พวกเขาหัวเราะแล้วบอกว่า ต้องเลือกคนที่เราพึ่งได้ คนรวยๆ นี่แหละ แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวบ้านเลือกคนพวกนี้ ก็ต้องมานั่งยองๆ ยกมือไหว้
ต้องทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตัว เองให้ได้ ในความคิดของผม ถูกหรือผิดผมไม่ทราบ ประชาชนในภาคเหนือ อีสานและภาคใต้ไม่เหมือนกัน คนภาคใต้เป็นนักสู้ เวลาข้าราชการกดขี่ข่มเหง พวกเขาจะสู้เลย แต่คนภาคอีสานจะเป็นคนสุภาพ ซื่อสัตย์ กตัญญู ความคิดในการพึ่งคนอื่นมีมากกว่า จะเคารพคนมีสูงศักดิ์ และเคารพข้าราชการมาก [...]
0 comments anpanpon | Politics, Thai |
แหม มันช่างเป็นเส้นขนานที่แตกต่างจากบ้านเราจริงๆ แฮะ
อ่านแล้วรันทดใจ เฮ้อ!
คุณดร. Mo นี่เป็นชาว Sudan ที่โชคดีได้ทุนการศึกษาไปเล่าเรียนถึงอังกฤษ
จนจบปริญญาที่โน้น และก็ได้ทำงานกับ บ.Telecom หลายแห่ง
แต่คุณดร.ไม่หยุดความฝันแค่ตัวเอง แต่กลับเอามาพัฒนาบ้านเกิดในรูปแบบที่น่าสนใจมาก!
เนื่องจากตอนนั้นแอฟริกายังไม่มีระบบโทรศัพท์มือถือ คุณดร.ก็เลยมองเห็นช่องทางลงทุนพัฒนาทวีปบ้านเกิด
วางระบบโทรศัพท์มือถือให้ใช้จนฮิตไปทั่วทวีป จนกลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกเลยทีเดียว
แต่คุณดร.Mo ก็ไม่คิดจะก้าวลงมาเล่นการเมือง แต่กลับตั้งกองทุนชื่อตัวเองเมื่อปี 2007
เพื่อให้ทุนแก่รัฐบาลในประเทศแอฟริกาทั้งหลาย ที่บริหารงานได้ดีและมีคุณธรรม
โดยมีเงินรางวัลถึงมูลค่า 5 ล้านดอลล่าร์ ! (แต่เสียดายปีที่แล้วกลับไม่มีประเทศไหนบริหารงานเข้าตา -_-”)
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วมันเจ็บจี๊ดๆ ยังไงไม่รู้แฮะ 555 !!
Mo Ibrahim – Wikipedia, the free encyclopedia
via Neonเล่มพ.ค.2010
มันอาจจะฟังดูอุดมคติ
แต่จริงแล้วเมื่อคนเข้าใจกันว่าเราต่างมีหน้าที่ของตัวเองในสังคม
ไม่ได้มีใครสำคัญกว่าใครเราเปนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ที่เท่าเทียมกัน
คือหมุนประเทศนี้ต่อไปข้างหน้า เราเข้าใจว่าเราเองก็ไม่อยากจน
ไม่อยากลำบาก และคนอื่นก็เช่นกัน ใครก็อยากรวย อยากสุขสบาย
เราจะไปบอกคนอื่นว่าเกิดมาจนก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไป…สิมันไม่ได้หรอก
เพราะลองถามตัวเองจะให้ไปอยู่อย่างนั้นเอาไหม เราก็ไม่เอาเหมือนกัน ฉะนั้น
กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย คนกรุงเทพไม่ใช่เจ้าของประเทศ
คนต่างจังหวัดไม่ใช่คนโง่ เขาตื่นแล้ว ความยกจนข้นแค้น
มันเรียกร้องให้เขาหาคำตอบว่าทำไมชีวิตเขาถึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที
วันหนึ่งเมื่อเขาเจอคำตอบเขาก็ไม่เชื่อสื่อของรัฐอีกต่อไป
พวกเขาไม่ได้เกียจคร้านและแบมือขอ พวกเขาทำงานหนักกว่าเราที่ทำงานในเมือง
แต่ค่าตอบแทนมันต่างกันลิบลับ เราร้อนเราเปิดแอร์
แต่เขาร้อนนั่นคือพืชผลถูกทำลายและหมายถึงเจ๊งๆ ๆ ไม่มีจะแดก
นี่คือเรื่องจริง อย่างที่สุดไม่ใช่นิยายที่แต่งขึ้นมาประโลมโลกย์
และไม่ตื้นเขินเหมือนคำตอบที่ว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดมาเพื่อทักษิณ
โยนิโสมนสิการ
via mdsponx
“พันช์” วัย 6 ขวบครึ่งที่มาเรียนศิลปะที่โรงเรียนคูลคิดส์ โดยคุณครูได้สอนให้ทำตุ๊กตาเต่าทอง แล้วน้องพันช์ ก็เลือกที่จะระบายสีเต่าทองตัวเก่งให้มีลายจุดสีเหลือง โดยเพื่อนครูที่สอนศิลปะเล่าให้ครูแน้นฟังว่า ระหว่างเรียนเด็กหญิงก็ระบายและเลือกใช้สีไปตามปกติไม่มีทีท่าว่าจะวิตก กังวลอะไร
แต่พอถึงเวลาต้องกลับบ้าน เต่าทองเจ้ากรรม กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กหญิง เพียงเพราะมันมีลายจุด “สีเหลือง!”
“คุณแม่ขา เราจะเอาเต่าทองไปแอบที่ไหนดีคะ.. ม็อบเขาจะว่าอะไรมั้ยคะ.. เขาจะให้เราผ่านทางรึเปล่าคะ..” สารพัดคำถามพรูออกจากปาก “ปั่นปั๊น” ของคุณแม่ “ดาว” เพราะกังวลว่า ลายจุดสีเหลืองจะไปเตะตาบรรดาคนเสื้อแดง จนทำให้เกิดปัญหาให้กับเธอและคุณแม่
กีฬา ‘สี’ ตานี้ หนูขอมั่ง – กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
0 comments anpanpon | Politics, Thai |
การชุมนุมปิดถนนสาธารณะของ “เสื้อแดง” สร้างความวุ่นวายและความลำบากให้กับคนกรุงเทพฯ มาเป็นเวลาติดต่อกันหลายวันแล้ว ในวันนี้ผมไม่แน่ใจแล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจนนำมาสู่ความวุ่นวายคืออะไรกันแน่เพราะเท่าที่ได้ยินมา ปัญหาที่เกิดขึ้นถูกโยงไปเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ไพร่” กับ “อำมาตย์” ไปเสียแล้ว
ผมไม่ทราบว่า “ไพร่” และ “อำมาตย์” ในที่นี้ หมายถึงใคร ? แต่ถ้าจะให้คาดเดา ก็คงคาดเดาไว้ว่า หมายถึงการต่อสู้ระหว่าง “ชนชั้น” ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว “ในอดีต” ในหลาย ๆ ประเทศ คือเป็นการต่อสู้ระหว่าง “คนธรรมดา” กับ “ชนชั้นนำผู้มีอำนาจในสังคม” ครับ
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราจึงพบ “คนชนบทผู้ยากจน” เดินทางเข้ามาสู่เมืองหลวงเพื่อ “เรียกร้อง” สิ่งที่พวกเขา “ไม่เคยได้” เช่นเดียวกับคนเมืองหลวง เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม เพราะตลอดเวลา คนชนบทผู้ยากจนต้องตกอยู่ในสถานะของ “พลเมืองชั้นสอง” ของประเทศมาตลอดครับ!!!
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ | เตือนคุณล่วงหน้า ทุกคำ ทุกข่าว
ผมสังเกตมานานแล้วว่า หากคนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมตัวกันเดินทางมาเรียกร้องและ ทำให้รถติดบ้างในบางโอกาส ชนชั้นกลางอย่างพวกผมจะรีบลุกขึ้นมาตะโกนโหวกเหวกในบัดดล เพื่อทวงสิทธิ์ในการใช้รถใช้ถนน
พวกผมสามารถพูดได้อย่างสวยหรูและเป็นเหตุเป็นผลว่า “การประท้วงเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนหรือกระทบกระเทือนสิทธิของคนอื่นในการใช้รถใช้ ถนน โดยทำให้รถติด”
แต่กับบรรดาเจ้าของห้างสรรพสินค้า นามสกุลใหญ่ ๆทั้งหลายที่มีส่วนทำให้รถติดตลอดเวลา ชนชั้นกลางที่ขับรถอย่างพวกผมกลับนิ่งเฉย ไม่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์อันใด และแสดงความอดกลั้น อดทนได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ปริปากบ่นสักคำว่า ห้างสรรพสินค้ามีส่วนทำให้รถติดอย่างสาหัสในกรุงเทพฯ เพียงใด
“กับคนตัวเล็ก เรามักข่มเหง กับคนตัวใหญ่ เรามักเกรงใจ” คือนิสัยของชนชั้นกลางอย่างพวกผมที่ขอสารภาพไว้ ณ ที่นี้
ชนชั้นกลางอย่างพวกผม | โอเพ่นออนไลน์
สังคมไทยที่ยังไม่พัฒนาเป็น “สังคมความรู้” อย่างแท้จริงจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือ “ด่า” และอะไรคือ “การวิพากษ์วิจารณ์”
เพราะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนความเห็นในฐานะเพื่อนร่วมชาตินั้นต้องมี “ความรู้” เป็นพื้นฐาน ต้องแยกแยะ “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความเห็น” ได้อย่างชัดแจ้ง เพราะหากไม่แยกแยะแจกแจง การแสดงความเห็นส่วนตนที่แตกต่างไปจากคนอื่นก็จะกลายเป็น “การด่า” เท่านั้น
สังคมย่อมคาดหวังว่า “สื่อ” จะต้องทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมาไม่ตกอยู่ภายใต้การคุกคามของฝ่ายใด
นี่คือความหมายของ “ประชาธิปไตย” ที่ทุกฝ่ายเรียกร้องต้องการอย่างแท้จริง
อย่าให้การเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” ของคนเสื้อสีไหนก็ตามมาพร้อมกับการคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นอย่าง เสรีของประชาชน เพราะสิทธิแห่งการเห็นแย้งนั้นคือ “หัวใจของประชาธิปไตย” มิใช่หรือ?
วัฒนธรรมประท้วงในระบอบประชาธิปไตย กับเสรีภาพสื่อสารมวลชน – กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์