Archive for the 'Politics' Category

แล้วประเทศไทยวันพรุ่งนี้ล่ะ?

Sunday, December 20th, 2009

แล้วประเทศไทยวันพรุ่งนี้ล่ะ?
ก็ อยู่ตรงนี้แหละ (หัวเราะ) ประเทศไทยไม่ได้สิ้นหวังหรอก สิ่งที่เหมือนกันของทุกสังคมก็คือ การไม่สามารถยอมจำนนต่อชะตากรรม หรือหมดใจไปกับความสิ้นหวังได้ เราต้องมองไปข้างหน้า แล้วเห็นว่าบ้านเมืองของเรามีอนาคต และอนาคตจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคนในสังคมร่วมมือร่วมใจกัน ความเปลี่ยนแปลงในสังคมตะวันออกทั้งหลาย อย่างญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เขาต้องอาศัยความเสียสละ ความร่วมมือร่วมใจอย่างสูงว่าสังคมมีอนาคต มันต้องพุ่งเป้าไปข้างหน้า อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นทุกวันนี้คือเกิดหลังสงครามทั้งหมด เขาไม่ได้เสียสละแค่วันเดียวปีเดียว แต่เสียสละทั้งเจเนอเรชั่นญี่ปุ่นถึงจะเดินต่อไปได้
เราสิ้นหวังไม่ได้ เพราะทุกประเทศก็ล้วนแต่ผ่านบทเรียนเหล่านี้ ถ้าสังคมไทยไม่ลุกขึ้นมาสู้ ไม่มองด้วยความหวัง กลับมองแต่ความขัดแย้งสังคมก็ไปต่อไม่ได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คุณไม่ฝากความหวังกับคนรุ่นใหม่แล้วจะฝากกับใคร คนรุ่นเก่าผมไม่ฝากหรอก ผมกลัว (หัวเราะ)

ที่แท้เราคือพวกเดียวกัน :)

Friday, April 24th, 2009

via pantip

ขายวัฒนธรรม

Sunday, January 11th, 2009

หลังจากนอนซมป่วยมา 4 วันติด
ก็เลยพยายามหาอะไรทำแก้เซ็งให้หายเบื่อ… เบื่อนอน.. เบื่อกินยา …
การบ้านด่วนก็มีนะ ..แต่ปวดหัว ทำไม่ไหว (อ้าง!)
สุดท้าย ! เอ๊ะ! วันก่อนเปิ้นแนะนำเว็บสำหรับหนังเกาหลี/ญี่ปุ่นมานี่น่า
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว  เลยกดดูไปซะ 2 เรื่อง -_-”
(แทนที่จะได้พักผ่อน กลายเป็นว่าต้องนอนเช้าแทนซะนี่ )
เรื่องแรกที่ดูคือ “Changed” series ญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่อง
คาวๆ หวานๆของการเมือง ที่โคตรจะสอดคล้องกับ
เมืองไทยช่วงนี้เอามากๆ …
เรื่องที่ 2 คือ “Gourmet” series เกาหลีเกี่ยวกับอาหาร
ตำหรับชาววัง ..ที่กดเข้าไปดูโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เพราะ
ความหิวเท่านั้นเอง -_-”
ความสนุกคงไม่ต้องบอก
แค่ลองจินตนาการว่า “มันเป็นยังไง ถึงดู series จนจบถึงเช้าได้  ?”
กับวันก่อน เพิ่งได้มีโอกาสดูเรื่อง “Paris Je t’aime”
หนังที่บรรยายมุมมองเกี่ยวกับปารีสโดยผู้กำกับ 10 (กว่า)ชีวิต
ช่วงที่เรามาที่นี่ เป็นช่วงที่​ “แดจังกึม” เพิ่งจะดังเป็นพลุแตกที่เมืองไทย
แต่เราก็ไม่เคยดูอยู่ดี  …ได้รับรู้เพียงแค่กระแสการ “ขายวัฒนธรรม”
อย่างชาญฉลาดของเกาหลีเนี่ยล่ะ
สำหรับเรา “สื่อ” ตอนนี้มันดูจะมีอำนาจเหนือเกินกว่าคำนิยาม
ของมันซะแล้วสิ
“สื่อ” ดูเปรียบเสมือนการส่งเรือไปล่าอาณานิคมฯ   โดยเฉพาะเมืองไทย
ตอนนี้ดูคล้ายๆ [...]

วันที่สมหมายชอบที่สุด !

Thursday, December 4th, 2008

“วันที่สมหมายชอบที่สุด” | MY COMIC BLOG
via forward เมลล์สักคน

เบื่อการเมือง !

Thursday, November 27th, 2008

หันไปทางไหนทางไหนก็ดูไม่เห็นจะมีทางออกที่ชัดเจน
และเป็นรูปธรรมเอาซะเลย ในเมื่อต่างฝ่ายก็ต่างไม่ยอม
หันหน้าเข้ามาคุยกันอย่างจริงจังสักที
แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายเรียกร้องให้จัดงานเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น
แต่ดูท่ามันจะเป็นแนว “เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา” ซะมากกว่า
…โดยเฉพาะช่วงนี้ข่าวสารเกี่ยวกับบ้านเราดูจะโด่งดัง
ไปทั่วโลกไม่ใช่น้อย หนังสือพิมพ์เยอรมันแทบทุกฉบับ
ลงพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการปิดล้อมสุวรรณภูมิทั้งนั้น
แม้แต่ใน supermarket ยังมีการกระจายเสียง
scoop ข่าวเกี่ยวกับเมืองไทยอีกด้วย -_-”
สำหรับเราแล้ว โคตรจะไม่เห็นด้วยกับทั้ง 2 ฝั่งเลย
เพราะแนวทางของทั้งสองฝ่ายดูจะให้ความสำคัญ
และอำนาจกับผู้นำจนเกินพอดี เรายังจำคำคุณเพื่อน
เยอรมันได้อยู่เสมอเลย
“ทำไมเยอรมันถึงมาเป็นประชาธิปไตยได้ล่ะ ?”
คุณเพื่อนตอบ
“ก็เพราะพวกเราเข็ดแล้วจากการให้อำนาจของผู้นำเพียงคนเดียว
ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือว่าฮิตเลอร์
เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ที่จะทำให้ประเทศก้าวเดินต่อไปได้ดี”
ด้วยปัญญาอันน้อยนิด .. พูดตรงๆ ว่าสภาวะเช่นนี้
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะทำยังไง .. ??
คงต้องรอให้ถึงจุดอิ่มตัวงั้นเหรอ .. เราว่ามันควรจะใกล้แล้วล่ะ
หลังผลการตัดสินยุบพรรคทั้งหลายเดือนธันวาฯนี่ คงจะเห็นอะไรชัดเจนบ้าง
แม้มันจะช้าเกินไป เพราะนับวันประเทศไทยยิ่งเสียหายมากขึ้นๆ เรื่อยๆ
แต่ถ้าต้องมีการเสียเลือดเสียเนื้ออย่างจริงจังล่ะ ??
มันจะคุ้มค่ากับการที่วีรชนทั้งหลายต้องสูญหายไปกับกาลเวลารึเปล่า ?
เพราะยังไงตำราเรียนพวกเราคงยังปรับปรุงเนื้อหาไม่ทันตามสมัยได้ ..
และมันก็จะกลายเป็นบทเรียน.ที่ไม่เคยได้จำอยู่เสมอ !!
เฮ้อ!
“ลองมานั่งโต๊ะกลม ลดอัตตา แล้วมาจับเข่าคุยกันจริงจัง(อีกครั้ง)ดีไม๊ ?”
มติชน : “สังคมการเมืองที่ไร้อำนาจนำ”
กรุงเทพธุรกิจ : แกะรอยการเมือง : ม็อบยึดสุวรรณภูมิ ทหารเสือหายไปไหน?
กาแฟดำ : ยึดสุวรรณภูมิ… ปฏิบัติการความเสี่ยงสูง ที่ต้องหาทางออกโดยพลัน
Thai BB Webboard : ผ่าทางตันการเมืองไทย

สันติวิธี D.I.Y

Monday, October 27th, 2008

“ที่ผ่านมาคนของเราไม่พอที่จะลงไปรับ ฟัง จากการพูดคุย เห็นชัดเลยว่า ทุกฝ่ายต้องการความเข้าใจ ซึ่งคนกลางอย่างเราช่วยเข้าไปทำความเข้าใจ แล้วก้าวต่อไปจากนั้น เราหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะรับฟังกันได้ เข้าใจกันได้ เห็นอีกคนเป็นเพื่อนมนุษย์”
“คนอาจจะนึกว่าทั้งสองฝ่ายแตกแยกกันไปแล้ว แต่สิ่งที่เราได้ยินซ้ำๆๆ หลายครั้งมากคือ อยากให้กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ถามว่ากลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนคืออะไร บางคนตอบว่า ไปบ้านไหนก็กินข้าวหม้อเดียวกันได้ หรือ ยิ้มให้กันได้ เป็นพี่เป็นน้องกันได้”
จุดประกาย : สันติวิธี D.I.Y.

Fair Play | Play Fair

Saturday, April 19th, 2008

ประเด็นที่ว่าโอลิมปิกเป็นแค่เรื่องกีฬาไม่ยุ่งการเมืองนั้น
ไม่ใช่ความจริงเสียแล้วในปัจจุบัน เมื่อโอลิมปิกเป็นเรื่องของการค้ามหาศาล
ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแข่งขัน ในส่วนที่ประเทศเจ้าภาพ
จะได้รับทั้งเงินจากนักท่องเที่ยว และชื่อเสียงที่ส่งผลต่อเนื่องยาวนาน
รวมทั้งผลประโยชน์ที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล
จะได้รับจากค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ และรายได้และผลกำไรจากการขาย
สินค้าของแบรนด์ที่ได้รับลิขสิทธิ์ และสำหรับนักกีฬา
ที่มีชื่อเสียงนั้นพวกเขามีค่าตัวมหาศาล
Play Fair
via ทำไมต้องบอกโอลิมปิกและจีนให้แข่งอย่างยุติธรรม! « www.prachatai.com เวบหนังสือพิมพ์ออนไลน์

ตายกี่คนก็เป็นประเด็น :P

Sunday, February 24th, 2008

เถียงกันไป ถกกันมาหลายวันผ่านไป
เห็นหลายคนตื่นตัวกับประเด็นยอดฮิตนี้กันใหญ่
ถ้าเรายังเรียนหนังสือเป็นเด็กๆ อยู่สักประถม
และเรียนเรื่อง 6 ตุลาฯ พอดี​
…เราควรจะเชื่อคำพูดของนายกฯคนปัจจุบัน
หรือเชื่อหนังสือเรียนตำรับคุรุสภาดีล่ะ ??
จริงๆ มันก็เป็นการดีเหมือนกันแฮะ .. จะว่าไป
ถ้านายกฯไม่เปิดประเด็น “มีคนตาย 1 คน…”
คนในสังคมจะตื่นตัวกับเรื่อง 6 ตุลาฯ
หรืออยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้เท่านี้รึเปล่า ??
ในขณะที่หลายคนอาจจะหลงลืมมันไปด้วยซ้ำ
ว่าวันนี้มันมีความสำคัญอะไรงั้นเหรอ ??
ขอบคุณนะ คุณสมัคร
ปล.ประเด็นข้างล่าง เห็นว่าบางข้อความ คุณจาตุรงค์พูดได้น่าสนใจดีนะ

“ถ้าพูดเฉพาะในกรณี 6 ต.ค. ถ้าเราจะศึกษาเพื่อสรุป
เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ควรจะชำระประวัติศาสตร์กันอย่างไร
ผมคิดว่าเราควรจะได้ให้ข้อเท็จจริง ได้ความเป็นจริง
และได้บทเรียนที่มีคุณค่าต่อสังคม เพื่อให้สังคมเดินไปข้างหน้า
และก็ไม่ควรเป็นการชำระประวัติศาสตร์เพื่อให้เกิดการคิดบัญชี
ให้เกิดการทำลายล้างหรือประหัตประหารกัน
หรือชำระประวัติศาสตร์เพื่อเป็นเครื่องมือ
ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เพื่อประหัตประหารอีกฝ่ายหนึ่ง”
“การพูดว่าตายเพียงคนเดียวนั้นเป็นปัญหา
ผมไม่ได้บอกว่าตายกี่คนไม่ใช่ประเด็น ตายกี่คนก็เป็นประเด็น
แล้วมันก็มาประเด็นตรงที่ว่าถ้าสรุปว่าตายแค่คนเดียว
สมมุติว่าทำให้คนในสังคมคิดว่า ตายแค่คนเดียวมันก็ไม่ต้องสรุปอะไรกันมาก
เพราะมันเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ใหญ่ แต่ที่สำคัญมันยังอยู่ที่ว่า
จะสรุปกันเพื่ออะไร จะชำระประวัติศาสตร์หรือหาข้อเท็จจริง
เรื่องนี้กันเพื่ออะไรกันแน่ ในขณะที่สังคมไทยได้เรียนรู้มาอย่างมีค่าแล้ว
ในประมาณ 30 ปีมานี้ว่า เราควรจะสรุปเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่า
สังคมไม่ควรจะจัดการกับความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดอุดมการณ์
โดยใช้ความรุนแรง และสังคมไม่ควรจะไปยินดี ชื่นชอบ
นิยมชมชอบการรัฐประหารยึดอำนาจ
ที่นำประเทศไปสู่เผด็จการที่เลวร้าย 6 ตุลาคืออันนี้
และต้องเปิดโอกาสส่งเสริมให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย
ส่งเสริมให้บ้านเมืองแก้ปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธี
ส่งเสริมผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่ร่วมกันในสังคม
มีที่ยืน เวที ที่จะใช้ความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นได้ ข้อสรุปนี้
มีคุณค่าต่อสังคมไทยมากอยู่แล้ว ไม่ควรเปิดเวทีเพื่อหวังใช้
เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประหัตประหารใครก็ตาม
เพราะคำว่าประหัตประหาร ทำลายล้างกันมันเกิดขึ้นได้กับทุกฝ่าย
ฝ่ายที่เห็นดีเห็นงาม [...]

เสียงที่ไร้คุณธรรม หาเป็นประชาธิปไตย(ไม่)

Tuesday, February 5th, 2008

ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
หรือการมีรัฐธรรมนูญ หรือการมีรัฐสภา รัฐบาล แค่นั้น
รัฐธรรมนูญแม้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
แต่ต้องยอมรับในโลกความจริง
ว่าโลกนี้มีกฎหมายหลายประการ
ดังนั้นต้องเข้าใจว่าแม้รัฐธรรมนูญจะดีอย่างไร
ก็ไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้ทุกช่อง
ไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณีได้
“การสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ต้องสร้างเสาหลักให้ได้
ทั้งเรื่องความอิสระของสื่อ ความรับผิดชอบต่อการสินใจ
ความโปร่ง การเข้าถึงข้อมูล
ไม่ใช่การตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นอีก
เพราะสุดท้ายสถาบันนั้นก็จะเป็นอาณาจักรของ
ระบบราชการอีกแห่งหนึ่งเท่านั้น”
กรุงเทพธุรกิจ​ : ‘อานันท์’ยกพุทธทาสติง เสียงข้างมากเลว ชาติไปไม่รอด

คู่เหมือนอ้วน|ผอม

Sunday, January 20th, 2008

via คนชายขอบ