เถียงกันไป ถกกันมาหลายวันผ่านไป
เห็นหลายคนตื่นตัวกับประเด็นยอดฮิตนี้กันใหญ่
ถ้าเรายังเรียนหนังสือเป็นเด็กๆ อยู่สักประถม
และเรียนเรื่อง 6 ตุลาฯ พอดี
…เราควรจะเชื่อคำพูดของนายกฯคนปัจจุบัน
หรือเชื่อหนังสือเรียนตำรับคุรุสภาดีล่ะ ??
จริงๆ มันก็เป็นการดีเหมือนกันแฮะ .. จะว่าไป
ถ้านายกฯไม่เปิดประเด็น “มีคนตาย 1 คน…”
คนในสังคมจะตื่นตัวกับเรื่อง 6 ตุลาฯ
หรืออยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้เท่านี้รึเปล่า ??
ในขณะที่หลายคนอาจจะหลงลืมมันไปด้วยซ้ำ
ว่าวันนี้มันมีความสำคัญอะไรงั้นเหรอ ??
ขอบคุณนะ คุณสมัคร
ปล.ประเด็นข้างล่าง เห็นว่าบางข้อความ คุณจาตุรงค์พูดได้น่าสนใจดีนะ
“ถ้าพูดเฉพาะในกรณี 6 ต.ค. ถ้าเราจะศึกษาเพื่อสรุป
เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ควรจะชำระประวัติศาสตร์กันอย่างไร
ผมคิดว่าเราควรจะได้ให้ข้อเท็จจริง ได้ความเป็นจริง
และได้บทเรียนที่มีคุณค่าต่อสังคม เพื่อให้สังคมเดินไปข้างหน้า
และก็ไม่ควรเป็นการชำระประวัติศาสตร์เพื่อให้เกิดการคิดบัญชี
ให้เกิดการทำลายล้างหรือประหัตประหารกัน
หรือชำระประวัติศาสตร์เพื่อเป็นเครื่องมือ
ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เพื่อประหัตประหารอีกฝ่ายหนึ่ง”
“การพูดว่าตายเพียงคนเดียวนั้นเป็นปัญหา
ผมไม่ได้บอกว่าตายกี่คนไม่ใช่ประเด็น ตายกี่คนก็เป็นประเด็น
แล้วมันก็มาประเด็นตรงที่ว่าถ้าสรุปว่าตายแค่คนเดียว
สมมุติว่าทำให้คนในสังคมคิดว่า ตายแค่คนเดียวมันก็ไม่ต้องสรุปอะไรกันมาก
เพราะมันเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ใหญ่ แต่ที่สำคัญมันยังอยู่ที่ว่า
จะสรุปกันเพื่ออะไร จะชำระประวัติศาสตร์หรือหาข้อเท็จจริง
เรื่องนี้กันเพื่ออะไรกันแน่ ในขณะที่สังคมไทยได้เรียนรู้มาอย่างมีค่าแล้ว
ในประมาณ 30 ปีมานี้ว่า เราควรจะสรุปเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่า
สังคมไม่ควรจะจัดการกับความขัดแย้งแตกต่างทางความคิดอุดมการณ์
โดยใช้ความรุนแรง และสังคมไม่ควรจะไปยินดี ชื่นชอบ
นิยมชมชอบการรัฐประหารยึดอำนาจ
ที่นำประเทศไปสู่เผด็จการที่เลวร้าย 6 ตุลาคืออันนี้
และต้องเปิดโอกาสส่งเสริมให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย
ส่งเสริมให้บ้านเมืองแก้ปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธี
ส่งเสริมผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันอยู่ร่วมกันในสังคม
มีที่ยืน เวที ที่จะใช้ความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นได้ ข้อสรุปนี้
มีคุณค่าต่อสังคมไทยมากอยู่แล้ว ไม่ควรเปิดเวทีเพื่อหวังใช้
เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประหัตประหารใครก็ตาม
เพราะคำว่าประหัตประหาร ทำลายล้างกันมันเกิดขึ้นได้กับทุกฝ่าย
ฝ่ายที่เห็นดีเห็นงาม [...]