<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Anpanpon :P Blog not Bread !! &#187; Politics</title>
	<atom:link href="http://anpanpon.com/blog/on/politic/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anpanpon.com/blog</link>
	<description>bread, blog, design, graphic design, politics, thai, environment, social, culture, art, media, movie, music, friends, tu, berlin, photography, travel, eat</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2011 19:07:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>เมื่อไม่มีสี เรามองเห็นอะไร ?</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 May 2010 14:52:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=448</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อไม่มีสี เรามองเห็นอะไร ? 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-449" title="O9264816-0" src="http://anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/O9264816-0.jpg" alt="O9264816-0" width="516" height="342" /></p>
<p><a href="http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O9264816/O9264816.html">เมื่อไม่มีสี เรามองเห็นอะไร ? </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถ้าคุณอยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลง แล้วคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวเองได้บ้าง ??</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%84%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%84%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 May 2010 09:38:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=446</guid>
		<description><![CDATA[

via Ornuma รักในหลวง
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/wnrVwJdvYCY&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/wnrVwJdvYCY&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/exb21yBqT18&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;"></param><param name="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/exb21yBqT18&#038;hl=en_US&#038;fs=1&#038;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<p>via Ornuma รักในหลวง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8%e0%b9%84%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิธิ เอียวศรีวงศ์: การเมืองของเสื้อแดง</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 May 2010 22:27:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=444</guid>
		<description><![CDATA[จริงอย่างที่นักสันติวิธีชอบพูดคือ เราต้องฟังกันให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ฟังแกนนำ หากต้องฟังประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ทั้งแดงและเหลือง เราก็จะสามารถจับสำนึกทางการเมืองใหม่ๆ ที่ผลักพวกเขาเข้าร่วมชุมนุม ไม่ใช่สิ่งที่แกนนำปราศรัย เราก็จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทยมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อคนต่างกลุ่มไม่เหมือนกัน แล้วเราก็จะสามารถจัดระบบให้เกิดการต่อรองที่เท่าเทียมกัน ระหว่างความต้องการที่แตกต่างได้โดยสงบ
การเมืองของเสื้อแดง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 22:00:00 น.   มติชนออนไลน์
การเมืองของเสื้อแดง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ดังที่เห็นกันอยู่แล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงนั้นเป็นทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่มาก มีประโยชน์ทั้งต่อหีบบัตรเลือกตั้ง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบอื่นๆ จึงไม่แปลกอะไรที่มีคนหลากหลายประเภท กระโดดเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ในบัดนี้ ก็ยอมรับกันแล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงไม่ได้เป็น &#8220;เนื้อเดียวกัน&#8221; กล่าวคือ ประกอบด้วยคนที่มีความฝันทางการเมือง, ความต้องการ, วัตถุประสงค์, ปูมหลัง ฯลฯ หลากหลาย การแบ่งกลุ่มที่ชัดเจนอาจต้องการการวิจัย แต่อย่างน้อยก็น่าจะยอมรับได้ว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ใช่ &#8220;เนื้อเดียวกัน&#8221;
นอกจากไม่ใช่ &#8220;เนื้อเดียวกัน&#8221; แล้ว ขบวนการเสื้อแดงยังไม่ &#8220;สถิต&#8221; อีกด้วย หมายความว่ามีการเปลี่ยนแนวทาง, เป้าหมาย, ขยายตัว, หดตัว, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>จริงอย่างที่นักสันติวิธีชอบพูดคือ เราต้องฟังกันให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ฟังแกนนำ หากต้องฟังประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ทั้งแดงและเหลือง เราก็จะสามารถจับสำนึกทางการเมืองใหม่ๆ ที่ผลักพวกเขาเข้าร่วมชุมนุม ไม่ใช่สิ่งที่แกนนำปราศรัย เราก็จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทยมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อคนต่างกลุ่มไม่เหมือนกัน แล้วเราก็จะสามารถจัดระบบให้เกิดการต่อรองที่เท่าเทียมกัน ระหว่างความต้องการที่แตกต่างได้โดยสงบ</p></blockquote>
<p><a href="http://matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1272282623&amp;grpid=&amp;catid=02">การเมืองของเสื้อแดง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์</a></p>
<p><span id="more-444"></span></p>
<p>วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 22:00:00 น.   มติชนออนไลน์</p>
<p>การเมืองของเสื้อแดง</p>
<p>โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์</p>
<p>ดังที่เห็นกันอยู่แล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงนั้นเป็นทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่มาก มีประโยชน์ทั้งต่อหีบบัตรเลือกตั้ง และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบอื่นๆ จึงไม่แปลกอะไรที่มีคนหลากหลายประเภท กระโดดเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม</p>
<p>ในบัดนี้ ก็ยอมรับกันแล้วว่า ขบวนการเสื้อแดงไม่ได้เป็น &#8220;เนื้อเดียวกัน&#8221; กล่าวคือ ประกอบด้วยคนที่มีความฝันทางการเมือง, ความต้องการ, วัตถุประสงค์, ปูมหลัง ฯลฯ หลากหลาย การแบ่งกลุ่มที่ชัดเจนอาจต้องการการวิจัย แต่อย่างน้อยก็น่าจะยอมรับได้ว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ใช่ &#8220;เนื้อเดียวกัน&#8221;</p>
<p>นอกจากไม่ใช่ &#8220;เนื้อเดียวกัน&#8221; แล้ว ขบวนการเสื้อแดงยังไม่ &#8220;สถิต&#8221; อีกด้วย หมายความว่ามีการเปลี่ยนแนวทาง, เป้าหมาย, ขยายตัว, หดตัว, การจัดองค์กร, การนำ ฯลฯ อยู่ตลอดเวลา ก็เหมือนขบวนการทางสังคมและการเมืองทั้งหลายในโลกนี้ ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาของแกนนำ</p>
<p>เพราะขาดข้อมูลที่เก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ ผมจึงไม่ต้องการจะชี้ว่า มีใครบ้างที่ประกอบกันขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงใน พ.ศ.นี้ แต่ผมอยากเสนอแนะให้เห็นว่า มีใครบ้างที่เข้าไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองกับทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ เพราะนั่นพอจะมองเห็นได้ง่ายกว่า ทั้งจากเวทีเสื้อแดง, อุบัติการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น, และเวทีของฝ่ายรัฐบาล</p>
<p>1/ คุณทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะในตอนเริ่มต้นหลังการรัฐประหาร ก่อนที่คุณทักษิณจะมีโทษทางอาญาติดตัว การเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดงย่อมเป็นฐานคะแนนเสียงที่ดีของคุณทักษิณ จนกระทั่งปฏิปักษ์ของคุณทักษิณย่อมเลือกจะประนีประนอมกับคุณทักษิณ มากกว่าหักกันจนพินาศไปข้างหนึ่ง แต่หลังจากคุณทักษิณถูกพิพากษาให้จำคุกแล้ว ขบวนการเสื้อแดงจะเป็นประโยชน์ทางการเมืองแก่คุณทักษิณได้ ขบวนการต้องนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนานใหญ่ พอที่จะเปิดช่องให้คุณทักษิณกลับมามีอำนาจทางการเมือง เพราะจะนั่งรอให้มีการเลือกตั้งทั่วไปหลังการรัฐประหารไม่ได้เสียแล้ว</p>
<p>ที่เหนือกว่าเงินของคุณทักษิณ คือความนิยมอย่างล้นเหลือที่คุณทักษิณได้รับจากประชาชนในชนบท และด้วยเหตุดังนั้น ขบวนการเสื้อแดงจึงกลายเป็นบันไดสำหรับไต่เข้าสู่วงการเมืองที่ดี โดยเฉพาะเมื่อผู้บริหารพรรค ทรท.ถูกสั่งห้ามเล่นการเมืองแล้ว จึงมีนักการเมืองหลายระดับเข้ามาร่วมกับคนเสื้อแดง เพื่อชูคุณทักษิณสำหรับการเลือกตั้ง</p>
<p>แต่ขบวนการเสื้อแดงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดึงดูดเอาผู้คนเข้ามาร่วมอีกมากมาย รวมทั้งคนที่ไม่ใส่ใจว่าคุณทักษิณจะกลับมามีอำนาจหรือไม่ รวมแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ชื่นชอบคุณทักษิณเองด้วย และดังที่ผมเคยกล่าวไว้ในที่อื่นแล้วว่า คนเหล่านี้คือคนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเลิกเป็นเกษตรกรรายย่อยไปนานแล้ว ฐานการผลิตของเขาอยู่ในตลาดเต็มตัว มีความจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะทุกระดับ แต่มาพบตัวเองอยู่ในโครงสร้างการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้ตัวได้เข้ามามีส่วน ร่วมทางการเมือง มากกว่าการเลือกตั้ง (ซึ่งก็ถูกทำให้เป็นหมันไปเสียอีก เพราะการรัฐประหารหรือการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร)</p>
<p>ผมอยากเดาว่านี่คือกลุ่มคนที่ใหญ่สุดในขบวนการเสื้อแดง ไม่ใช่ &#8220;คนจน&#8221; ดักดานที่เป็นแรงงานรับจ้างภาคการเกษตร หรือแรงงานรับจ้างรายวันที่ไม่มีงานทำตลอดปี และไม่ใช่ซาเล้งที่ซุกตัวอยู่ตามสลัมในเมืองใหญ่</p>
<p>และด้วยเหตุดังนั้น ขบวนการเสื้อแดงจึงมีลักษณะ &#8220;ปฏิวัติ&#8221; มากขึ้น จนกระทั่งหากคุณทักษิณเป็นนายกฯอยู่เอง ก็คงร้องไอ๊หยาเหมือนกัน &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ที่เขาเรียกร้องจึงแตกต่างจาก &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ของนักวิชาการและปัญญาชนสาธารณะเป็นส่วนใหญ่ และง่ายที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์</p>
<p>ในขณะเดียวกัน ชื่อของ &#8220;ทักษิณ&#8221; ก็กลายความหมายจากคนหน้าเหลี่ยม เป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่อาทรต่อคนเล็กๆ มากขึ้น และไม่ใช่อาทรในลักษณะสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นความอาทรในลักษณะรัฐสวัสดิการ กล่าวคือเป็นสิทธิ ไม่ใช่ความน่าสงสาร</p>
<p>2/ ในฐานะทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่โตขนาดนี้ ไม่แปลกอะไรที่จะมีการช่วงชิงการนำกันอย่างอุตลุด ความแตกร้าวระหว่างกลุ่ม &#8220;สามเกลอ&#8221; กับ &#8220;สายเหยี่ยว&#8221; เป็นที่รู้กันดี</p>
<p>ความสำเร็จในการนำการประท้วงในครั้งนี้ ทำให้ &#8220;สามเกลอ&#8221; พ้นสภาพความเป็นเครื่องมือของใครทั้งสิ้น เขากลายเป็นพลังทางการเมืองในตัวของตัวเอง ซ้ำยังมีมวลชนสนับสนุนจำนวนมาก นำความวิตกแก่คนอื่นที่ต้องการเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้ มากขึ้น แม้แต่คุณทักษิณ ชินวัตร เองก็ต้องหมั่นโฟนอินเข้ามาบ่อยเกินความจำเป็น (และไม่เป็นผลดีต่อการประท้วงนัก) เพราะคุณทักษิณเองก็เกรงว่าทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้จะหลุดมือตนไปเหมือนกัน</p>
<p>กลุ่ม &#8220;สายเหยี่ยว&#8221; ซึ่งเคยปรามาสไว้ว่า &#8220;สันติวิธี&#8221; จะไม่นำไปสู่ความสำเร็จใดๆ คงรู้สึกเหมือนกันว่า หากการประท้วงนำไปสู่การยุบสภาได้ ทรัพยากรการเมืองชิ้นนี้จะยิ่งหลุดจากมือของตนมากขึ้น จึงต้องพยายามหาบทบาทบางอย่างอยู่เบื้องหลัง</p>
<p>ในขณะเดียวกัน ความขาดเอกภาพในกองทัพและตำรวจ ทำให้การปฏิบัติตามคำสั่งเป็นไปอย่างลังเล นับตั้งแต่การผ่อนปรนมากกว่าที่ผู้บังคับบัญชาต้องการ ไปจนถึงอาจจะแทรกเข้ามาเป็น &#8220;มือที่สาม&#8221; ด้วย</p>
<p>3/ นักการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งเคยเกาะชื่อของคุณทักษิณอย่างเหนียวแน่น คงมาพบด้วยความประหลาดใจว่า ชื่อคุณทักษิณมีความหมายน้อยลงในขบวนการเสื้อแดงที่ทำการประท้วงขณะนี้ จึงเรียงหน้ากันขึ้นเวทีเสื้อแดงอย่างหนาแน่นกว่าทุกครั้ง ขบวนการเสื้อแดงเป็นทรัพยากรการเมืองที่สำคัญกว่าคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นอันมาก ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องเกาะเกี่ยวเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูจะอึกๆ อักๆ ในการปราศรัย เพราะจับอารมณ์ของประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้</p>
<p>เพราะไม่ใช่ภาพที่ตัวเข้าใจตลอดมา</p>
<p>4/ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกฝ่ายแม้แต่ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับขบวนการเสื้อแดง คงยอมรับว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นทรัพยากรการเมืองที่ใหญ่มหึมา อย่างที่ไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน อย่านึกแต่จำนวนคนที่เดินทางมาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ ต้องคิดถึงกองหลังนับตั้งแต่ลูกเมีย (ผัว) ที่อยู่ข้างหลัง เงินและเสบียงกรังที่ส่งลงมาเสริมตลอดเวลา ตลอดจนแรงสนับสนุนอย่างเข้มแข็งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดของคนอีกจำนวน มาก</p>
<p>แม้จะถูกสลายการชุมนุมลงได้ในที่สุด (ด้วยวิธีรุนแรงหรือวิธีไม่รุนแรงก็ตาม) ทรัพยากรการเมืองนี้ก็จะไม่สลายตัวลง</p>
<p>ปัญหาคือจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้อย่างไร ไม่ว่าจะผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง หรือผ่านการโบกธง</p>
<p>น่าประหลาดที่ชนชั้นนำไทยที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำตามจารีต หรือชนชั้นนำในระบบทุน มองไม่เห็นช่องทางที่จะใช้ประโยชน์ทางการเมืองกับทรัพยากรนี้เลย กลับมุ่งแต่จะทำลายล้างลงด้วยทรัพยากรที่มีในมือ นับตั้งแต่การใช้สื่อ, การใช้อำนาจรัฐควบคุมสื่อ, การปลุกม็อบขึ้นต่อต้าน, การอ้างอุดมการณ์เดิม (ชาติ, ศาสน์, กษัตริย์) ซึ่งแม้ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็อาจตีความไปได้หลายแง่หลายมุม โดยไม่สำนึกว่าสังคมไทยในปัจจุบันนั้น แม้ยังยึดถืออุดมการณ์เดิม แต่อยู่ในช่วงที่กำลังตีความอุดมการณ์ใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว</p>
<p>ว่าเฉพาะนักการเมืองทั้งในซีกฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลนั้น เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่ทัน และด้วยเหตุดังนั้นจึงคิดว่าขบวนการเสื้อแดงนั้นเป็น &#8220;เนื้อเดียวกัน&#8221; และ &#8220;สถิต&#8221; เหมือนกัน ฝ่ายค้านเกาะชื่อทักษิณเพื่อนำไปสู่หีบบัตรเลือกตั้ง ฝ่ายประชาธิปัตย์เกาะชื่อทักษิณ เพื่อเก็บความรังเกียจทักษิณเอาไว้เป็นคะแนนเสียงของตน</p>
<p>อันที่จริง หากมองขบวนการเสื้อแดงเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สลับซับซ้อน และเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ก็จะเห็นได้ว่าเราไม่อาจขจัดขบวนการนี้ลงไปได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีรุนแรงหรือวิธีอื่น นอกจากต้องปรับเปลี่ยนระบบการเมืองเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้</p>
<p>จริงอย่างที่นักสันติวิธีชอบพูดคือ เราต้องฟังกันให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ฟังแกนนำ หากต้องฟังประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ทั้งแดงและเหลือง เราก็จะสามารถจับสำนึกทางการเมืองใหม่ๆ ที่ผลักพวกเขาเข้าร่วมชุมนุม ไม่ใช่สิ่งที่แกนนำปราศรัย เราก็จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในสังคมไทยมากขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อคนต่างกลุ่มไม่เหมือนกัน แล้วเราก็จะสามารถจัดระบบให้เกิดการต่อรองที่เท่าเทียมกัน ระหว่างความต้องการที่แตกต่างได้โดยสงบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b4-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อคิน รพีพัฒน์..เจ้าที่ทำตัวเป็นไพร่</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Apr 2010 15:03:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=442</guid>
		<description><![CDATA[ผมคิดว่าคำว่า อำมาตย์ ชาวบ้านไม่รู้จักหรอกครับ จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ชอบข้าราชการ อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ แต่มีคนมาเปลี่ยนใช้คำว่า อำมาตย์ เพราะมุ่งประเด็นที่สูงกว่านั้น แม้กระทั่งนักวิชาการก็ให้ความหมายชนชั้นไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้คิดเรื่องชนชั้น แต่มีคนจับเรื่องชนชั้นขึ้นมา เพราะคนร่ำรวยเป็นที่พึ่งไม่ได้ มักจะเอาเปรียบคนจน
คนไทยคิดแต่จะเลือกคนมา เป็นที่พึ่ง ผมเคยไปศึกษากลุ่มเกษตรกรที่ปากช่องเจ็ดกลุ่ม ผมเคยออกแบบสอบ แล้วถามว่า การเลือกประธานกรรมการต้องเป็นคนแบบไหน ทุกคนตอบว่า เลือกคนซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต ผมก็ไปศึกษาประวัติคนที่พวกเขาเลือกมาปรากฏว่า ไม่มีคนซื่อสัตย์เลย มีแต่คนรวย มีเส้น มีสาย
เรื่องนี้ผมมีคำอธิบายคือ ผมไม่ได้เรียกคนเหล่านั้นว่า คนโกหก พวกเขาตอบแบบสอบถามตามแบบอุดมคติ ไม่ได้ตอบตามความจริง ผมกลับไปถามพวกเขา พวกเขาหัวเราะแล้วบอกว่า ต้องเลือกคนที่เราพึ่งได้ คนรวยๆ นี่แหละ แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวบ้านเลือกคนพวกนี้ ก็ต้องมานั่งยองๆ ยกมือไหว้
ต้องทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตัว เองให้ได้ ในความคิดของผม ถูกหรือผิดผมไม่ทราบ ประชาชนในภาคเหนือ อีสานและภาคใต้ไม่เหมือนกัน คนภาคใต้เป็นนักสู้ เวลาข้าราชการกดขี่ข่มเหง พวกเขาจะสู้เลย แต่คนภาคอีสานจะเป็นคนสุภาพ ซื่อสัตย์ กตัญญู ความคิดในการพึ่งคนอื่นมีมากกว่า จะเคารพคนมีสูงศักดิ์ และเคารพข้าราชการมาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ผมคิดว่าคำว่า อำมาตย์ ชาวบ้านไม่รู้จักหรอกครับ จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ชอบข้าราชการ อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ แต่มีคนมาเปลี่ยนใช้คำว่า อำมาตย์ เพราะมุ่งประเด็นที่สูงกว่านั้น แม้กระทั่งนักวิชาการก็ให้ความหมายชนชั้นไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้คิดเรื่องชนชั้น แต่มีคนจับเรื่องชนชั้นขึ้นมา เพราะคนร่ำรวยเป็นที่พึ่งไม่ได้ มักจะเอาเปรียบคนจน</p></blockquote>
<blockquote><p>คนไทยคิดแต่จะเลือกคนมา เป็นที่พึ่ง ผมเคยไปศึกษากลุ่มเกษตรกรที่ปากช่องเจ็ดกลุ่ม ผมเคยออกแบบสอบ แล้วถามว่า การเลือกประธานกรรมการต้องเป็นคนแบบไหน ทุกคนตอบว่า เลือกคนซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต ผมก็ไปศึกษาประวัติคนที่พวกเขาเลือกมาปรากฏว่า ไม่มีคนซื่อสัตย์เลย มีแต่คนรวย มีเส้น มีสาย</p>
<p>เรื่องนี้ผมมีคำอธิบายคือ ผมไม่ได้เรียกคนเหล่านั้นว่า คนโกหก พวกเขาตอบแบบสอบถามตามแบบอุดมคติ ไม่ได้ตอบตามความจริง ผมกลับไปถามพวกเขา พวกเขาหัวเราะแล้วบอกว่า ต้องเลือกคนที่เราพึ่งได้ คนรวยๆ นี่แหละ แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวบ้านเลือกคนพวกนี้ ก็ต้องมานั่งยองๆ ยกมือไหว้</p></blockquote>
<blockquote><p>ต้องทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตัว เองให้ได้ ในความคิดของผม ถูกหรือผิดผมไม่ทราบ ประชาชนในภาคเหนือ อีสานและภาคใต้ไม่เหมือนกัน คนภาคใต้เป็นนักสู้ เวลาข้าราชการกดขี่ข่มเหง พวกเขาจะสู้เลย แต่คนภาคอีสานจะเป็นคนสุภาพ ซื่อสัตย์ กตัญญู ความคิดในการพึ่งคนอื่นมีมากกว่า จะเคารพคนมีสูงศักดิ์ และเคารพข้าราชการมาก พวกเขาจึงเสียใจมากที่ถูกดูถูกว่า โง่ จน เจ็บ ทำให้รู้สึกผิดหวังกับระบบ</p></blockquote>
<p><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20100429/112705/%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C..%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88.html" target="_blank">อคิน รพีพัฒน์..เจ้าที่ทำตัวเป็นไพร่ &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์</a><br />
<span id="more-442"></span><br />
<strong>อคิน รพีพัฒน์..เจ้าที่ทำตัวเป็นไพร่</strong><br />
<strong>โดย : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ</strong></p>
<p>คำ ว่า ชนชั้นในสังคมได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งทางการเมือง เรื่องนี้นักมนุษยวิทยารุ่นบุกเบิกที่เป็นเจ้า แต่ชอบทำตัวเป็นไพร่&#8230;มีมุมชวนคิ</p>
<p>แม้จะผ่านช่วงวัย 77 ปีมาไม่นาน แต่นักมนุษยวิทยาคนนี้ ยังห่วงใยสังคม และทำงานเพื่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เป็นที่รู้จักในเครือข่ายชุมชนและนักวิชาการเป็นอย่างดี</p>
<p>ท่านเป็นโอรสในหม่อมเจ้าเพลิงนภดล รพีพัฒน์ (พระโอรสในพระเจ้าเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และหม่อมอ่อน)กับ หม่อมเจ้าหญิงทรงอัปสร กิติยากร ท่านมีฐานันดรศักดิ์เป็นเจ้า แต่ชอบทำตัวเป็นไพร่</p>
<p>ปัจจุบันท่านเป็นประธานมูลนิธิชุมชนไท และที่ปรึกษาด้านชุมชน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นนักวิชาการรุ่นแรกๆ ที่ทำวิจัยเชิงคุณภาพ เคยทำงานองค์การพัฒนาเอกชนเกี่ยวกับชุมชนและเอดส์ มีผลงานเขียนมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง &#8220;สังคมไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ 2325-2416&#8243; หนังสือหนึ่งในร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน</p>
<p>ในช่วงที่ท่านอายุมากขึ้น จึงทำงานชุมชนน้อยลง แต่ยังคงทำงานกับคนยากจนอย่างต่อเนื่อง ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช บอกว่า ท่านเป็นนักเล่านิทาน เล่าเรื่องสลัมตรอกใต้ นางเลิ้ง ด้วยการตีความตามความเป็นจริง และไม่ชอบพูดภาษาวิชาการที่ฟังดูยากๆ</p>
<p>หากอยากรู้ว่า ทำไมเป็นเจ้าแล้วชอบทำตัวเป็นไพร่ อาจารย์บอกว่า “ลองไปอ่านที่ผมเขียนในหนังสือ ‘มองสังคมผ่านชีวิตในชุมชน’ แล้วจะเข้าใจผม”</p>
<p><strong>หากมีคนพูดถึงนักวิชาการที่เป็นเจ้า แต่อยากเป็นไพร่ นั่นหมายถึงอาจารย์ใชไหมคะ</strong></p>
<p>ในยุคหนึ่งกลุ่มชนชั้นสูงก็มองว่าผมเป็นแกะดำ เวลาผมอยู่กับชนชั้นระดับเดียวกัน ผมจะรู้สึกวางตัวไม่ค่อยถูก ผมจะคุยกับคนในสลัมได้ดีกว่านายทุนหรือนักธุรกิจ สมัยหนึ่งผมทำงานกับอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ทำให้ผมเข้าใจคนยากคนจน</p>
<p>สมัยเรียนที่อังกฤษ ผมเรียนวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาก ตอนนั้นเสด็จปู่ผมก็เรียนที่นั่น มีทั้งพวกผู้ดีอังกฤษ และนักเรียนทุน ถ้าผมเดินมากับเพื่อนนักเรียนทุน กลุ่มเพื่อนที่เป็นผู้ดีจะไม่ทักผม เพราะในอังกฤษมีความต่างทางชนชั้นสูงมาก<br />
<strong><br />
เป็นนักวิชาการที่เข้าใจคนระดับรากหญ้าเป็นอย่างดี ? </strong></p>
<p>ตอนเด็กๆ ช่วงที่พ่อผมเป็นผู้พิพากษา ผมต้องมาคอยพ่อที่ศาลเพื่อกลับบ้านกับพ่อ ผมชอบเดินไปคุยกับนักโทษที่ถูกคุมขัง ผมสนใจชีวิตคนที่มีปัญหา การที่ผมเป็นนักมนุษยวิทยา ผมต้องทำการค้นคว้าที่ลึกซึ้ง โดยให้สนใจชีวิตคนยากไร้ ตอนผมทำวิจัยปริญญาเอกผมทำเรื่องชุมชน ผมยังจำได้ว่า ตอนเข้าไปทำงานสลัมแถวนางเลิ้งสองปี ตอนนั้นบ้านผมอยู่แถวนั้น พอดึกๆ คนในสลัมก็เดินมาส่งผม พวกเขามีน้ำใจมาก แต่คนในสลัมก็กลัวคนข้างนอก</p>
<p><strong>แล้วอาจารย์มองเรื่องชนชั้นในสังคมอย่างไรคะ</strong></p>
<p>เรื่องชนชั้นพูดยากครับ แล้วคุณหมายความชนชั้นว่ายังไง ตอนนี้มีการเอาเรื่องชนชั้นมาเป็นเครื่องมือ แต่ชาวบ้านคิดอีกแบบ เพราะมีการบิดทางวาทกรรม ผมคิดว่าคำว่า อำมาตย์ ชาวบ้านไม่รู้จักหรอกครับ จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ชอบข้าราชการ อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบ แต่มีคนมาเปลี่ยนใช้คำว่า อำมาตย์ เพราะมุ่งประเด็นที่สูงกว่านั้น แม้กระทั่งนักวิชาการก็ให้ความหมายชนชั้นไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วชาวบ้านไม่ได้คิดเรื่องชนชั้น แต่มีคนจับเรื่องชนชั้นขึ้นมา เพราะคนร่ำรวยเป็นที่พึ่งไม่ได้ มักจะเอาเปรียบคนจน</p>
<p><strong>แม้กระทั่งคำว่าชนชั้นในสังคมก็ยังตีความต่างกัน ?</strong></p>
<p>คือเรามีนักวิชาการหรือนักการเมืองที่ฉลาดพยายามปั้นแต่งคำเพื่อประโยชน์ ตัวเอง ความขัดแย้งจริงๆ ในระบบชาวบ้าน ไม่ใช่อำมาตย์กับชาวบ้าน ชาวบ้านขัดกับคนสองพวกคือ ข้าราชการกับนายทุน เวลามีปัญหา ข้าราชการมักไปช่วยนายทุน ชนชั้นที่เกิดขึ้นจริงๆ ผมว่าเป็นชนชั้นนายทุนกับชาวบ้าน</p>
<p><strong>ในทัศนะของอาจารย์ ชนชั้นเป็นปัญหาหรือไม่ เพราะมีการถกเถียงในสังคมมากในเรื่องนี้</strong></p>
<p>สมัยรัตนโกสินทร์มีไพร่ มีเจ้านาย สมัยนั้นมีการแบ่งแยกระหว่างขุนนางกับพระเจ้าแผ่นดิน โดยระบบสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปค้านอำนาจเพื่อไม่ให้ขุนนางที่มีอำนาจ กดขี่ขูดรีดไพร่ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพของประชาชน เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ได้เข้าข้างขุนนาง</p>
<p>แต่พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่พวกเจ้านายก็ยังคุมขุนนางอยู่ จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 7 ขุนนางเริ่มมีอำนาจมากและระบบสถาบันกษัตริย์จะค้านอำนาจพวกอำมาตย์หรือ ข้าราชการเหมือนสมัยโบราณไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างไร ระบบอุปถัมภ์ก็ยังคงอยู่ในสังคม</p>
<p><strong>คำว่า ชนชั้นในสังคมไทย กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ?</strong></p>
<p>ถ้าชนชั้นหมายถึงคนที่มีฐานะไล่เลี่ยกัน มีความเป็นอยู่คล้ายๆ กัน มีความคิดเห็นร่วมกันว่าเป็นพวกเดียวกัน ส่วนระบบอุปถัมภ์ มีผู้อุปถัมภ์ ผู้เป็นนาย และผู้รับการอุปถัมภ์ รูปแบบนี้เรียกว่าความสัมพันธ์แนวตั้ง แต่ความสัมพันธ์ชนชั้นเป็นความสัมพันธ์แนวราบ</p>
<p>ถ้าเราเป็นสังคมแบบอุปถัมภ์จริงๆ ก็จะไม่มีชนชั้น ถ้าความสัมพันธ์แนวราบมีมาก และความสัมพันธ์แนวตั้งมีน้อย ถึงจะมีชนชั้น เมืองไทยอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่เป็นระบบอุปถัมภ์มาสู่สังคม อีกแบบ เราพบว่า คนที่มีความสัมพันธ์ที่เป็นระดับเดียวกันจะมารวมตัวกันมากขึ้นและต่อต้านคน อีกชั้น ระบบทุนนิยมทำให้เกิดการแบ่งแยกแบบนี้มากขึ้น ทั้งๆ ที่สมัยก่อนสังคมไทยไม่มีชนชั้น เพราะเป็นสังคมแนวตั้งมากกว่า แต่ตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน</p>
<p><strong>เป็นช่วงที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลง ?</strong></p>
<p>ในกรุงเทพฯ มีชนชั้นกลางและพวกทุนนิยมจำนวนมาก คนกรุงเทพฯ มีระบบอุปถัมภ์น้อยกว่า พวกเขาเลือกผู้แทนเพื่อเป็นตัวแทน แต่คนต่างจังหวัดบางแห่ง ไม่ได้เลือกผู้แทน แต่เลือกผู้อุปถัมภ์<br />
<strong><br />
จะเรียกว่า สังคมไทยมีการจัดลำดับชนชั้นด้วยอำนาจและเงินจะได้ไหม ?</strong></p>
<p>เมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างนี้ ผมจะเล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่ง จะได้ไม่พูดเชิงนามธรรมอย่างเดียว เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ผมทำงานที่กองคดีศาลแขวง มีเศรษฐีคนหนึ่งมาหาหัวหน้ากอง เขาเดินเข้ามาในห้องที่มีตำรวจ ตำรวจพวกหนึ่งยกมือไหว้อย่างนอบน้อม อีกพวกถอยหลังมา แล้วบอกว่า “จะไหว้มันดีไหม เพราะมันรวยมหาศาล แต่เลวระยำ” สมัยก่อนเรายังจัดลำดับคนด้วยคุณธรรม แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยน คนเห็นเงินสำคัญมากขึ้น</p>
<p><strong>ระบบอุปถัมภ์ในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไรคะ</strong></p>
<p>ระบบอุปถัมภ์สมัยโบราณยังใช้ได้ คนร่ำรวยมีฐานะไม่รู้จะเอาเงินไปใช้ทำอะไร ก็แจกจ่ายแบ่งปันให้คนอื่น และค้ำจุนพุทธศาสนา สมัยก่อนเราวัดคนคุณภาพด้วยความดี และธรรมะ เวลาเลือกคนมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ต้องเลือกคนที่มีคุณธรรม เคยบวชเป็นพระ แต่ตอนหลังเลือกคนมีเงิน จากฐานที่เคยยึดว่าต้องเป็นคนที่มีคุณความดีเปลี่ยนมาเป็นคนมีเงิน เพราะสมัยนี้ระบบทุนนิยมเข้ามาครอบงำ สะสมเพื่อตัวเอง ใช้เงินซื้ออุปกรณ์เพื่อความสุขทุกอย่าง</p>
<p><strong>หลายคนคิดว่า เรากำลังสู้กับชนชั้นที่ไม่เป็นธรรมในสังคม ?</strong></p>
<p>ผมไม่รู้ว่า พวกที่ออกจากป่าคิดยังไง มีหลายคนเคียดแค้นสถาบัน คิดว่า สถาบันมีส่วนเกี่ยวข้อง มีความแค้นอยู่ในใจ มีความคิดจะต่อสู้ ผมคิดว่า ถ้าเมืองไทยไม่มีสถาบันกษัตริย์จะลำบากมาก คนไทยจะฆ่ากันมากขึ้น เมื่อก่อนสยามประเทศจะมีหลายเผ่าพันธุ์ แต่มาอยู่ร่วมกันเพราะสวามิภักดิ์ต่อสถาบันเดียวกัน</p>
<p>จำได้ว่า หลังสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พวกอเมริกันพยายามมากในการดึงให้คนไทยไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมอยู่ต่างประเทศนานจนมองเห็นความบกพร่องของสังคมตะวันตก ถ้าคุณไปเรียนเมืองนอกนานๆ สิบหรือยี่สิบปี เมื่อคุณกลับมาอยู่เมืองไทย คุณจะเรียนรู้สังคมไทยมากขึ้น แต่ถ้าไปแบบที่อเมริกันพยายามทำ คือไปเรียน 2 -3 ปี ก็เหมือนถูกล้างสมอง จะเห็นอเมริกาวิเศษ จะไม่พยายามเข้าใจคนไทย</p>
<p><strong>แล้วสังคมไทยมีจุดร่วมตรงไหนคะ</strong></p>
<p>สมัยก่อนจุดร่วมของคนไทยคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ตอนนี้มีคนนำเรื่องสถาบันกษัตริย์มาเล่น ซึ่งในประวัติศาสตร์ไม่เคยปรากฏ สืบเนื่องมาจากความคิดระบบสังคมนิยมหรืออิทธิพลความคิดจากตะวันตก แต่ผมให้ข้อสังเกตว่า สถาบันกษัตริย์ของไทยไม่เหมือนต่างชาติ ซึ่งเรื่องพวกนี้ ผมคิดว่าไม่ได้อยู่ในความคิดของคนรากหญ้า แต่เป็นเรื่องชนชั้นกลาง</p>
<p>ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เมืองไทยก็ไม่ต่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แถบนั้นคนฆ่ากันตายเยอะ ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา ลึกๆ แล้วคนไทยต้องการความสงบและเลื่อมใสพุทธศาสนา แต่องค์กรพุทธศาสนาก็ตกอยู่ในบ่วงทุนนิยม</p>
<p><strong>จะเรียกว่า ผิดพลาดตั้งแต่การเลือกผู้แทนของประชาชนได้ไหมคะ<br />
</strong><br />
คนไทยคิดแต่จะเลือกคนมาเป็นที่พึ่ง ผมเคยไปศึกษากลุ่มเกษตรกรที่ปากช่องเจ็ดกลุ่ม ผมเคยออกแบบสอบ แล้วถามว่า การเลือกประธานกรรมการต้องเป็นคนแบบไหน ทุกคนตอบว่า เลือกคนซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต ผมก็ไปศึกษาประวัติคนที่พวกเขาเลือกมาปรากฏว่า ไม่มีคนซื่อสัตย์เลย มีแต่คนรวย มีเส้น มีสาย</p>
<p>เรื่องนี้ผมมีคำอธิบายคือ ผมไม่ได้เรียกคนเหล่านั้นว่า คนโกหก พวกเขาตอบแบบสอบถามตามแบบอุดมคติ ไม่ได้ตอบตามความจริง ผมกลับไปถามพวกเขา พวกเขาหัวเราะแล้วบอกว่า ต้องเลือกคนที่เราพึ่งได้ คนรวยๆ นี่แหละ แต่ในทางตรงกันข้าม ชาวบ้านเลือกคนพวกนี้ ก็ต้องมานั่งยองๆ ยกมือไหว้<br />
<strong><br />
แล้วจะแก้ไขอย่างไรคะ</strong></p>
<p>ต้องทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองให้ได้ ในความคิดของผม ถูกหรือผิดผมไม่ทราบ ประชาชนในภาคเหนือ อีสานและภาคใต้ไม่เหมือนกัน คนภาคใต้เป็นนักสู้ เวลาข้าราชการกดขี่ข่มเหง พวกเขาจะสู้เลย แต่คนภาคอีสานจะเป็นคนสุภาพ ซื่อสัตย์ กตัญญู ความคิดในการพึ่งคนอื่นมีมากกว่า จะเคารพคนมีสูงศักดิ์ และเคารพข้าราชการมาก พวกเขาจึงเสียใจมากที่ถูกดูถูกว่า โง่ จน เจ็บ ทำให้รู้สึกผิดหวังกับระบบ</p>
<p><strong>กลุ่มเครือข่ายที่มูลนิธิชุมชนไททำงานด้วย มีทางออกกับปัญหาให้คนรากหญ้าอย่างไรคะ</strong></p>
<p>เราจะรวมกลุ่มคนทำงานเพื่อชุมชน และได้พบกับนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยมีนักวิชาการอาวุโส นักธุรกิจเพื่อสังคม ผู้แทนเครือข่ายชุมชน นักพัฒนา เพราะนักการเมืองมุ่งที่จะต่อสู้กันเอง เพื่ออำนาจและกลุ่มตัวเอง น่าจะมามุ่งเพื่อปฏิรูปสังคมและการเมือง อยากให้นายกรัฐมนตรีปฏิรูปประเทศไทยจริงจัง เราจะจัดให้มีการพูดคุยกับชาวบ้านว่าปัญหาคืออะไร ชาวบ้านจะเป็นฝ่ายไหนผมไม่รู้ แต่พวกเขาเดือดร้อน เราต้องดึงจากปัญหาการเมืองมาสู่การแก้ปัญหาสังคม พวกชุมชนหรือเครือข่ายก็จะคุยกันเรื่องการสร้างสังคมใหม่ที่น่าอยู่ ชาวบ้านหลายแห่งก็คุยกันเรื่องนี้ อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก</p>
<p>แต่พอมาเถียงกันว่ายุบสภาหรือไม่ยุบสภา ผมว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบ เพราะแต่ละฝ่ายไม่มีเหตุผล ต้องแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน แล้วใครล่ะจะแก้ปัญหานี้  ผมอยากให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง คนกลุ่มนี้ต้องมีพลัง ..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดร.Mo Ibrahim</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%94%e0%b8%a3-mo-ibrahim/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%94%e0%b8%a3-mo-ibrahim/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Apr 2010 20:34:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=439</guid>
		<description><![CDATA[
แหม มันช่างเป็นเส้นขนานที่แตกต่างจากบ้านเราจริงๆ แฮะ 
อ่านแล้วรันทดใจ เฮ้อ! 
คุณดร. Mo นี่เป็นชาว Sudan ที่โชคดีได้ทุนการศึกษาไปเล่าเรียนถึงอังกฤษ
จนจบปริญญาที่โน้น และก็ได้ทำงานกับ บ.Telecom หลายแห่ง
แต่คุณดร.ไม่หยุดความฝันแค่ตัวเอง แต่กลับเอามาพัฒนาบ้านเกิดในรูปแบบที่น่าสนใจมาก!
เนื่องจากตอนนั้นแอฟริกายังไม่มีระบบโทรศัพท์มือถือ คุณดร.ก็เลยมองเห็นช่องทางลงทุนพัฒนาทวีปบ้านเกิด
วางระบบโทรศัพท์มือถือให้ใช้จนฮิตไปทั่วทวีป จนกลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกเลยทีเดียว
แต่คุณดร.Mo ก็ไม่คิดจะก้าวลงมาเล่นการเมือง แต่กลับตั้งกองทุนชื่อตัวเองเมื่อปี 2007
เพื่อให้ทุนแก่รัฐบาลในประเทศแอฟริกาทั้งหลาย ที่บริหารงานได้ดีและมีคุณธรรม
โดยมีเงินรางวัลถึงมูลค่า 5 ล้านดอลล่าร์ ! (แต่เสียดายปีที่แล้วกลับไม่มีประเทศไหนบริหารงานเข้าตา -_-&#8221;) 
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วมันเจ็บจี๊ดๆ ยังไงไม่รู้แฮะ 555 !! 
Mo Ibrahim &#8211; Wikipedia, the free encyclopedia
via Neonเล่มพ.ค.2010
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2010/04/220px-Mo_Ibrahim.jpg" alt="220px-Mo_Ibrahim" title="220px-Mo_Ibrahim" width="220" height="329" class="alignnone size-full wp-image-440" /></p>
<p>แหม มันช่างเป็นเส้นขนานที่แตกต่างจากบ้านเราจริงๆ แฮะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /><br />
อ่านแล้วรันทดใจ เฮ้อ! </p>
<p>คุณดร. Mo นี่เป็นชาว Sudan ที่โชคดีได้ทุนการศึกษาไปเล่าเรียนถึงอังกฤษ<br />
จนจบปริญญาที่โน้น และก็ได้ทำงานกับ บ.Telecom หลายแห่ง<br />
แต่คุณดร.ไม่หยุดความฝันแค่ตัวเอง แต่กลับเอามาพัฒนาบ้านเกิดในรูปแบบที่น่าสนใจมาก!<br />
เนื่องจากตอนนั้นแอฟริกายังไม่มีระบบโทรศัพท์มือถือ คุณดร.ก็เลยมองเห็นช่องทางลงทุนพัฒนาทวีปบ้านเกิด<br />
วางระบบโทรศัพท์มือถือให้ใช้จนฮิตไปทั่วทวีป จนกลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกเลยทีเดียว<br />
แต่คุณดร.Mo ก็ไม่คิดจะก้าวลงมาเล่นการเมือง แต่กลับตั้งกองทุนชื่อตัวเองเมื่อปี 2007<br />
เพื่อให้ทุนแก่รัฐบาลในประเทศแอฟริกาทั้งหลาย ที่บริหารงานได้ดีและมีคุณธรรม<br />
โดยมีเงินรางวัลถึงมูลค่า 5 ล้านดอลล่าร์ ! (แต่เสียดายปีที่แล้วกลับไม่มีประเทศไหนบริหารงานเข้าตา -_-&#8221;) </p>
<p>อ่านมาถึงตรงนี้แล้วมันเจ็บจี๊ดๆ ยังไงไม่รู้แฮะ 555 !! </p>
<p><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Mo_Ibrahim" target="_blank">Mo Ibrahim &#8211; Wikipedia, the free encyclopedia</a></p>
<p>via <a href="http://www.neon.de/magazin/1005/" target="_blank">Neonเล่มพ.ค.2010</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%94%e0%b8%a3-mo-ibrahim/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โยนิโสมนสิการ</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Apr 2010 22:01:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=425</guid>
		<description><![CDATA[
มันอาจจะฟังดูอุดมคติ
แต่จริงแล้วเมื่อคนเข้าใจกันว่าเราต่างมีหน้าที่ของตัวเองในสังคม
ไม่ได้มีใครสำคัญกว่าใครเราเปนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ที่เท่าเทียมกัน
คือหมุนประเทศนี้ต่อไปข้างหน้า เราเข้าใจว่าเราเองก็ไม่อยากจน
ไม่อยากลำบาก และคนอื่นก็เช่นกัน ใครก็อยากรวย อยากสุขสบาย
เราจะไปบอกคนอื่นว่าเกิดมาจนก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไป&#8230;สิมันไม่ได้หรอก
เพราะลองถามตัวเองจะให้ไปอยู่อย่างนั้นเอาไหม เราก็ไม่เอาเหมือนกัน ฉะนั้น
กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย คนกรุงเทพไม่ใช่เจ้าของประเทศ
คนต่างจังหวัดไม่ใช่คนโง่ เขาตื่นแล้ว ความยกจนข้นแค้น
มันเรียกร้องให้เขาหาคำตอบว่าทำไมชีวิตเขาถึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที
วันหนึ่งเมื่อเขาเจอคำตอบเขาก็ไม่เชื่อสื่อของรัฐอีกต่อไป
พวกเขาไม่ได้เกียจคร้านและแบมือขอ พวกเขาทำงานหนักกว่าเราที่ทำงานในเมือง
แต่ค่าตอบแทนมันต่างกันลิบลับ เราร้อนเราเปิดแอร์
แต่เขาร้อนนั่นคือพืชผลถูกทำลายและหมายถึงเจ๊งๆ ๆ ไม่มีจะแดก
นี่คือเรื่องจริง อย่างที่สุดไม่ใช่นิยายที่แต่งขึ้นมาประโลมโลกย์
และไม่ตื้นเขินเหมือนคำตอบที่ว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดมาเพื่อทักษิณ

โยนิโสมนสิการ
via  mdsponx
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote>
<h3>มันอาจจะฟังดูอุดมคติ<br />
<span>แต่จริงแล้วเมื่อคนเข้าใจกันว่าเราต่างมีห</span>น้าที่ของตัวเองในสังคม<br />
<span>ไม่ได้มีใครสำคัญกว่าใครเราเปนฟันเฟืองตัว</span>หนึ่งที่มีหน้าที่ที่เท่าเทียมกัน<br />
คือหมุนประเทศนี้ต่อไปข้างหน้า เราเข้าใจว่าเราเองก็ไม่อยากจน<br />
ไม่อยากลำบาก และคนอื่นก็เช่นกัน ใครก็อยากรวย อยากสุขสบาย<br />
<span>เราจะไปบอกคนอื่นว่าเกิดมาจนก็ใช้ชีวิตอย่</span>างพอเพียงไป<span>&#8230;</span><span>สิมันไม่ได้หรอก<br />
<span>เพราะลองถามตัวเองจะให้ไปอยู่อย่างนั้นเอา</span>ไหม เราก็ไม่เอาเหมือนกัน ฉะนั้น<br />
กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย คนกรุงเทพไม่ใช่เจ้าของประเทศ<br />
คนต่างจังหวัดไม่ใช่คนโง่ เขาตื่นแล้ว ความยกจนข้นแค้น<br />
<span>มันเรียกร้องให้เขาหาคำตอบว่าทำไมชีวิตเขา</span>ถึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที<br />
<span>วันหนึ่งเมื่อเขาเจอคำตอบเขาก็ไม่เชื่อสื่</span>อของรัฐอีกต่อไป<br />
พวกเขาไม่ได้เกียจคร้านและแบมือขอ พวกเขาทำงานหนักกว่าเราที่ทำงานในเมือง<br />
แต่ค่าตอบแทนมันต่างกันลิบลับ เราร้อนเราเปิดแอร์<br />
<span>แต่เขาร้อนนั่นคือพืชผลถูกทำลายและหมายถึง</span>เจ๊งๆ ๆ ไม่มีจะแดก<br />
<span>นี่คือเรื่องจริง อย่างที่สุดไม่ใช่นิยายที่แต่งขึ้นมาประโล</span>มโลกย์<br />
<span>และไม่ตื้นเขินเหมือนคำตอบที่ว่าคนเสื้อแด</span>งทั้งหมดมาเพื่อทักษิณ</span></h3>
</blockquote>
<h4><a href="http://mdsponx.spaces.live.com/blog/cns%21D6E4F9FB367EB066%212258.entry">โยนิโสมนสิการ</a></h4>
<p>via  <a href="http://mdsponx.spaces.live.com" target="_blank">mdsponx</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กีฬา &#8216;สี&#8217; ตานี้ หนูขอมั่ง</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%ac%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%ac%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Apr 2010 20:32:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=422</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;พันช์&#8221; วัย 6 ขวบครึ่งที่มาเรียนศิลปะที่โรงเรียนคูลคิดส์ โดยคุณครูได้สอนให้ทำตุ๊กตาเต่าทอง แล้วน้องพันช์ ก็เลือกที่จะระบายสีเต่าทองตัวเก่งให้มีลายจุดสีเหลือง โดยเพื่อนครูที่สอนศิลปะเล่าให้ครูแน้นฟังว่า ระหว่างเรียนเด็กหญิงก็ระบายและเลือกใช้สีไปตามปกติไม่มีทีท่าว่าจะวิตก กังวลอะไร
แต่พอถึงเวลาต้องกลับบ้าน เต่าทองเจ้ากรรม กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กหญิง เพียงเพราะมันมีลายจุด &#8220;สีเหลือง!&#8221;
&#8220;คุณแม่ขา เราจะเอาเต่าทองไปแอบที่ไหนดีคะ.. ม็อบเขาจะว่าอะไรมั้ยคะ.. เขาจะให้เราผ่านทางรึเปล่าคะ..&#8221; สารพัดคำถามพรูออกจากปาก &#8220;ปั่นปั๊น&#8221; ของคุณแม่ &#8220;ดาว&#8221; เพราะกังวลว่า ลายจุดสีเหลืองจะไปเตะตาบรรดาคนเสื้อแดง จนทำให้เกิดปัญหาให้กับเธอและคุณแม่
กีฬา &#8216;สี&#8217; ตานี้ หนูขอมั่ง &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

กีฬา &#8216;สี&#8217; ตานี้ หนูขอมั่ง
โดย : ปานใจ ปิ่นจินดา
ภาพประกอบข่าว
เรื่องดูเหมือนจะเล็ก (แต่ใหญ่) ของเด็กตัวจ้อย ที่ไม่อาจเข้าใจปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไปมากกว่าเรื่องของ &#8220;กีฬาสี&#8221;
&#8220;แดงเดือด!&#8221; คำพูดที่ออกจากปากเล็กๆ ดูตกใจ จนครูแน้นต้องละจากเปียโนตรงหน้า ถาม &#8220;มิตตรี&#8221; ลูกศิษย์ตัวเปี๊ยกที่กำลังหน้าตาตื่นว่า เกิดอะไรขึ้น?
สมุดโน้ตเพลงคริสมาสต์ยังอยู่ในมือน้อย แต่นอกจากตัวโน้ตแล้ว บนหน้ากระดาษเดียวกันยังประดับด้วยรูปคุณลุงซานต้าในชุดสีแดงที่เพิ่งจะถูก ละเลงสีลงไป
ใครๆ ก็รู้ ว่าซานตาคลอสใส่ชุดสีแดง แต่การแต้มสีแดงให้กับลุงซานต้าครั้งนี้ กลับทำให้มิตตรี ทำหน้าเหมือนกับว่านั่นคือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>&#8220;พันช์&#8221; วัย 6 ขวบครึ่งที่มาเรียนศิลปะที่โรงเรียนคูลคิดส์ โดยคุณครูได้สอนให้ทำตุ๊กตาเต่าทอง แล้วน้องพันช์ ก็เลือกที่จะระบายสีเต่าทองตัวเก่งให้มีลายจุดสีเหลือง โดยเพื่อนครูที่สอนศิลปะเล่าให้ครูแน้นฟังว่า ระหว่างเรียนเด็กหญิงก็ระบายและเลือกใช้สีไปตามปกติไม่มีทีท่าว่าจะวิตก กังวลอะไร</p>
<p>แต่พอถึงเวลาต้องกลับบ้าน เต่าทองเจ้ากรรม กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กหญิง เพียงเพราะมันมีลายจุด &#8220;สีเหลือง!&#8221;</p>
<p>&#8220;คุณแม่ขา เราจะเอาเต่าทองไปแอบที่ไหนดีคะ.. ม็อบเขาจะว่าอะไรมั้ยคะ.. เขาจะให้เราผ่านทางรึเปล่าคะ..&#8221; สารพัดคำถามพรูออกจากปาก &#8220;ปั่นปั๊น&#8221; ของคุณแม่ &#8220;ดาว&#8221; เพราะกังวลว่า ลายจุดสีเหลืองจะไปเตะตาบรรดาคนเสื้อแดง จนทำให้เกิดปัญหาให้กับเธอและคุณแม่</p></blockquote>
<p><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20100412/109756/%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%AC%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%B5-%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87.html">กีฬา &#8216;สี&#8217; ตานี้ หนูขอมั่ง &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์</a></p>
<p><span id="more-422"></span></p>
<p><strong>กีฬา &#8216;สี&#8217; ตานี้ หนูขอมั่ง<br />
โดย : ปานใจ ปิ่นจินดา<br />
ภาพประกอบข่าว</strong></p>
<p>เรื่องดูเหมือนจะเล็ก (แต่ใหญ่) ของเด็กตัวจ้อย ที่ไม่อาจเข้าใจปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไปมากกว่าเรื่องของ &#8220;กีฬาสี&#8221;<br />
&#8220;แดงเดือด!&#8221; คำพูดที่ออกจากปากเล็กๆ ดูตกใจ จนครูแน้นต้องละจากเปียโนตรงหน้า ถาม &#8220;มิตตรี&#8221; ลูกศิษย์ตัวเปี๊ยกที่กำลังหน้าตาตื่นว่า เกิดอะไรขึ้น?<br />
สมุดโน้ตเพลงคริสมาสต์ยังอยู่ในมือน้อย แต่นอกจากตัวโน้ตแล้ว บนหน้ากระดาษเดียวกันยังประดับด้วยรูปคุณลุงซานต้าในชุดสีแดงที่เพิ่งจะถูก ละเลงสีลงไป<br />
ใครๆ ก็รู้ ว่าซานตาคลอสใส่ชุดสีแดง แต่การแต้มสีแดงให้กับลุงซานต้าครั้งนี้ กลับทำให้มิตตรี ทำหน้าเหมือนกับว่านั่นคือ “ความผิด”</p>
<p>&#8220;เห็นมิตตรีหน้าตื่นแล้วพูดว่าแดงเดือด ก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเด็กถามประมาณว่าระบายสีแดงไปแล้วทำยังไงดี ก็ถึงได้เข้าใจ ว่าน้องเขาคิดว่าการระบายสีแดงที่ชุดซานตาคลอสเป็นสิ่งผิด เราก็ต้องอธิบายให้เข้าใจว่า การระบายสีแดงไม่ได้ผิด แล้วซานตาคลอส ก็ต้องใส่ชุดแดงน่ะถูกแล้ว&#8221; นันทนา อุตมเพทาย หรือ &#8220;ครูแน้น&#8221; ครูสอนเปียโนที่โรงเรียนสอนศิลปะ คูลคิดส์ เล่า</p>
<p>พร้อมกับบอกว่าโดยส่วนตัวแล้วมีความกังวลอยู่บ้างกับสิ่งที่ได้พบ เพราะนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้เห็นผลกระทบจากสงครามสาดสี(การเมือง) ที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์ของเธอ</p>
<p><strong>ต้มยำทำสี</strong></p>
<p>&#8220;พันช์&#8221; วัย 6 ขวบครึ่งที่มาเรียนศิลปะที่โรงเรียนคูลคิดส์ โดยคุณครูได้สอนให้ทำตุ๊กตาเต่าทอง แล้วน้องพันช์ ก็เลือกที่จะระบายสีเต่าทองตัวเก่งให้มีลายจุดสีเหลือง โดยเพื่อนครูที่สอนศิลปะเล่าให้ครูแน้นฟังว่า ระหว่างเรียนเด็กหญิงก็ระบายและเลือกใช้สีไปตามปกติไม่มีทีท่าว่าจะวิตก กังวลอะไร</p>
<p>แต่พอถึงเวลาต้องกลับบ้าน เต่าทองเจ้ากรรม กลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กหญิง เพียงเพราะมันมีลายจุด &#8220;สีเหลือง!&#8221;</p>
<p>&#8220;คุณแม่ขา เราจะเอาเต่าทองไปแอบที่ไหนดีคะ.. ม็อบเขาจะว่าอะไรมั้ยคะ.. เขาจะให้เราผ่านทางรึเปล่าคะ..&#8221; สารพัดคำถามพรูออกจากปาก &#8220;ปั่นปั๊น&#8221; ของคุณแม่ &#8220;ดาว&#8221; เพราะกังวลว่า ลายจุดสีเหลืองจะไปเตะตาบรรดาคนเสื้อแดง จนทำให้เกิดปัญหาให้กับเธอและคุณแม่</p>
<p>&#8220;โรงเรียนอยู่แถววัดตรีฯ ซึ่งเป็นจุดที่ใกล้กับกลุ่มที่ผู้ชุมนุมปักหลักมาก ทุกครั้งที่เด็กจะมาเรียนพิเศษ คุณพ่อคุณแม่จะต้องโทรมาถามที่โรงเรียนทุกครั้งว่าโรงเรียนเปิดมั้ย เหตุการณ์เป็นอย่างไร ปลอดภัยหรือเปล่า ซึ่งเด็กก็รับรู้ในทางอ้อม เก็บข้อมูล และสรุปเอาเอง ว่าม็อบคือปัญหา คือความวุ่นวายที่เกิดขึ้น แล้วขณะที่เดินทางมาเรียนส่วนมากก็จะต้องผ่านม็อบ ซึ่งก็จะได้เห็นภาพที่ค่อนข้างจะรุนแรง จนเด็กตีความไปว่า สีแดง เป็นสีที่ไม่ดี ไม่สมควร&#8221; ครูแน้นเล่า</p>
<p>ที่บอกว่าน้องพันช์ตีความเอาเอง ก็ด้วยคำยืนยันจากคุณแม่ดาว ดวงดาว เจริญบัณฑิต ที่ เล่าว่าโดยปกติน้องพันช์อยู่บ้านก็ดูแต่การ์ตูน ไม่เคยสนใจข่าวสารบ้านเมือง แถมที่บ้านก็ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองสักเท่าไหร่ จะมีก็แค่คุยกันเรื่องการเดินทางมาเรียน เช่น ไปได้หรือไม่ มีการติดตามสถานการณ์บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากมาย</p>
<p>&#8220;เวลามาเรียนเปียโน ก็จะต้องขับรถผ่านราชดำเนิน น้องเห็นม็อบก็ถามว่าเขามาทำอะไรกัน คุณแม่ก็เล่าให้เขาฟังว่าเขามาชุมนุมกันทำไม ใครเป็นใคร ซึ่งก็แค่นั้น แต่เขาคิดต่อเอาเอง เอาไปเชื่อมโยงกับสีเหลืองของกลุ่มพันธมิตร โดยมองว่าสีเหลืองเป็นสีตรงข้ามกันกับสีแดงของ นปช. พอมีตุ๊กตาเต่าทองลายจุดสีเหลือง ก็เลยจะหาที่ซ่อน บอกว่ากลัวเสื้อแดง กลัวเขาจะเอาเลือดมาสาดหนู&#8221; คุณแม่น้องพันช์เล่า</p>
<p>ขณะที่สองพี่น้อง สตางค์ และ มินท์ ที่โตมาในครอบครัวที่ค่อนไปทางฝ่าย &#8220;แอนตี้ทักษิณ&#8221; ก็จะพูดอย่างหนักแน่นว่าสีเหลืองดี สีแดงไม่ดี</p>
<p>&#8220;แม่ครับ ถ้ามีใครถามว่าเราสีอะไร คุณแม่ต้องบอกว่าสีแดงนะครับ เพราะถ้าบอกว่าสีเหลือง เดี๋ยวเขามาทุบรถเรา&#8221; คำพูดที่ออกจากปาก &#8220;สตางค์&#8221; ลูกชายวัย 8 ขวบ ของคุณแม่ ศิริพร บัวอินทร์  กับชุดความเชื่อชนิด &#8220;ฝังหัว&#8221; ว่า &#8220;สีแดงโหดร้าย&#8221;</p>
<p>&#8220;ที่บ้านก็ไม่ได้คอการเมืองจ๋า แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะเรายืนอยู่ข้างความถูกต้อง อย่างช่วงที่เสื้อแดงมาปิดถนน แล้วก็นัดเคลื่อนไหวทุกวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันที่ต้องพาลูกมาเรียนศิลปะ ก็เลยต้องมีการพูดคุย ติดตามข่าวสารการเมือง พอได้ยินผู้ใหญ่คุยกัน เด็กก็จะคอยถามว่าเขาเป็นใคร ออกมาทำไม คนที่เขาขับไล่ไม่ดียังไง ซึ่งคุณแม่ก็อธิบายให้เขาเข้าใจอย่างง่ายๆ แต่ลูกเขาก็ไปคิดต่อแล้วก็ตีความเรื่องสีกันเอง&#8221;</p>
<p>แต่เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่คนโตทำให้เกิดขึ้น ยากที่จะเข้าใจได้ด้วยสมองน้อยๆ เด็กจึงเลือกที่จะมองความขัดแย้งนั้นให้เป็นเรื่องของสีอย่างเดียว โดยเห็นสีเป็นตัวแทนของความคิดที่อยู่สองขั้วตรงกันข้าม</p>
<p>&#8220;เด็กเดี๋ยวนี้จะแบ่งเลยว่า สีเหลือง หรือ สีแดง ถ้าครอบครัวไหนเป็นเหลือง เด็กก็จะเหลือง ซึ่งอย่างบ้านเราก็เคยเข้าร่วมกับพันธมิตร ถึงแม้เราจะไม่ได้ยัดข้อมูลการเมืองใส่หัวลูก แต่ลูกก็ซึมซับไปเอง แล้วยิ่งมาเจอม็อบเสื้อแดงที่เด็กๆ กลัว ก็เลยยิ่งมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเสื้อเหลือง ก็เลยมีปฏิกิริยาอย่างที่เห็น</p>
<p>สตางค์ ซึ่งโตหน่อยก็จะกลัวมากกว่าน้องสาว โดยจะมองว่าเสื้อแเดงโหดร้าย ใครใส่เสื้อสีแดงต้องอยู่ฝ่ายเสื้อแดง ส่วนมินท์ก็จะมีบ้างเพราะโรงเรียนอยู่แถวที่ชุมนุม ประเด็นที่มักถูกหยิบมาคุยที่โรงเรียนกลับเป็นว่าใครอยู่สีไหน เด็กก็เลยสนอกสนใจกับเรื่องการแบ่งแยกสี&#8221;</p>
<p>แต่ถ้าถามว่ามันซึมลึกเลยหรือเปล่า คุณแม่ศิริพร บอกว่าคงยังไม่ถึงขนาดนั้น เพราะสตางค์ก็ยังใส่รองเท้าสีแดงคู่เก่ง ขณะที่มินท์ แม้จะลังเลบ้างเวลาเลือกซื้อชุดสีแดง แต่เมื่อคุณแม่ให้คำยืนยันว่าไม่เป็นไร เด็กหญิงก็จะเลือกหยิบชุดที่ชอบไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตาม<br />
<strong><br />
ใส่สีตีความ</strong></p>
<p>&#8220;ในความเป็นครู เมื่อเหตุการณ์เซ้นซิทีฟเช่นนี้ มันก็ทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นในการพูดคุยกับเด็ก โดยเราจะไม่พูดอะไรที่เกี่ยวกับสองสีนี้ ในเชิงแบ่งแยกเลย อย่างที่โรงเรียนตอนนี้มีการบอกครูทุกๆ คนว่าห้ามแซว ห้ามทัก ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะใส่เสื้อสีเหลืองหรือแดง แล้วก็ห้ามพูดเรื่องการเมืองต่อหน้าเด็ก เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะเก็บข้อมูลผิดๆ ถูกๆ ตรงไหนไปบ้าง&#8221;</p>
<p>&#8220;ผู้ใหญ่เองบางครั้งเวลาทำหรือพูดอะไร ก็ไม่ทันคิด ว่าเด็กอยู่ตรงนั้น ถึงแม้เราไม่ได้พูดกับเขาโดยตรง แต่มันก็เข้าหูเขาอยู่ดี&#8221; ครูแน้นเล่าถึงการปรับตัวของครูที่โรงเรียนในสถานการณ์ปัจจุบัน</p>
<p>&#8220;ผู้ใหญ่เวลารับสาร จะมีการกรอง คิดวิเคราะห์ ประมวลเหตุและผล ก่อนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเด็กยังมีวิจารณญาณไม่ถึงขนาดนั้น อีกทั้งไม่ได้รับข้อมูลโดยตรง ซึ่งครูแน้นเชื่อว่าครอบครัวส่วนมากคงไม่มีใครตั้งใจที่จะนั่งเล่าเรื่อง การเมืองให้เด็ก อย่างมากก็อธิบายสั้นๆ เวลาถูกถาม ดังนั้นสิ่งที่เด็กได้รับจึงเป็นการเก็บข้อมูลเอาเองจากสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น การดูทีวี, ฟังผู้ใหญ่คุย ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ไม่ได้ผ่านการกรองหรือคัดสรรให้ง่ายต่อการทำความ เข้าใจสำหรับเด็กโดยเฉพาะ&#8221;</p>
<p>นอกจากนี้ ครูแน้นยังได้เอ่ยถึงเรื่องการรับรู้เรื่องสีของเด็กในวันนี้เท่าที่สังเกต จากการระบายสีของเด็ก ได้เห็นว่าจริงๆ แล้วการตีความในเรื่องของสียังไม่ได้ฝังหัวมากนัก เพราะเวลาที่เด็กระบายสี เด็กก็จะเลือกใช้สีทุกสีอย่างปกติ แต่เมื่อทำเสร็จแล้วและหยุดดู เด็กจะเกิดการคิดต่อ และ ตีความสีที่ตัวเองใช้ อย่างเช่นที่มิตตรีระบายซานตาคลอสสีแดง หรือ พันช์ระบายสีเต่าทองสีเหลือง แล้วมาตกใจทีหลังเป็นต้น</p>
<p>&#8220;ที่น่าเป็นห่วง คือ เด็กยุคนี้และถัดจากนี้ที่เกิดมาท่ามกลางการแบ่งแยกโดยใช้สีเป็นตัวแทน ก็น่าเป็นห่วงว่าสัญญะ และการตีความของสีรูปแบบใหม่จะเกิดขึ้นมา โดยมองว่าสีนี้ดี สีนั้นเลว ซึ่งเป็นการตีความหมายโดยที่เด็กไม่ได้คิดเอง มันเป็นความหมายที่ถูกกรอบขึ้นโดยสังคมขณะนั้นและส่งผลต่อความคิดของเด็ก โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงสีสองสีอย่างเหลืองกับแดง</p>
<p>ถ้าบ้านของเด็กคนนั้นเป็นเสื้อเหลือง เด็กก็มักจะเชื่อว่าสีเหลืองดี แต่สีแดงเลว ในทางกลับกันก็คือเด็กที่บ้านอยู่ฝ่ายเสื้อแดง ก็จะซึมซับความคิดที่ว่าแดงดีเหลืองเลวด้วยเช่นกัน</p>
<p>มันเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ที่ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้ถึงขนาดฝังหัว ซึ่งถ้าเหตุการณ์คลี่คลายความขัดแย้งลง เด็กก็จะค่อยๆ เลือนไปเอง แต่หากยังยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ ก็น่าห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการตีความสีเหลืองและแดงในอนาคต&#8221;</p>
<p>แม้มุมมองต่อสีเช่นนี้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับเด็กทุกคน แต่ที่แน่ๆ เกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างน้อยก็กับเด็กที่โรงเรียนคูลคิดส์ ซึ่งต้องพบเจอสภาพแวดล้อมของกลุ่มสีทางการเมืองที่รุนแรงอย่างในปัจจุบัน<br />
<strong><br />
เลวหรือดี &#8220;สี&#8221; ไม่เกี่ยว</strong></p>
<p>อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี หรือที่รู้จักกันในนาม ครูมอส จิตรกร และ นักศิลปะบำบัด แสดงความเห็นถึงโอกาสที่การตีความของสีเหลืองและแดงในมุมมองของเด็กเล็กที่ จะฝังลึกในวันข้างหน้า ว่ามีทั้งความเป็นไปได้ และ เป็นไปไม่ได้ โดยปัจจัยหลักที่จะทำให้เป็นเช่นนั้น อยู่ที่ความยาวนานของสถานการณ์ ตลอดจนบริบททางสังคม และ สิ่งแวดล้อมที่เด็กได้พบเจอ</p>
<p>การที่เด็กจะเกลียดหรือรักสีใดสีหนึ่ง พร้อมๆ กับตีความหมายไปถึงความดีและความเลวได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยากมาก เพราะนั่นหมายถึงเด็กคนนั้นจะต้องรับรู้เรื่องเหล่านี้ตลอดเวลา</p>
<p>เขามองว่าน่าจะมีผลเพียงเล็กน้อย ผิวเผิน และเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่น่าจะฝังลึกในจิตใจของเด็ก แต่จะเลือนความเชื่อนั้นได้เร็วหรือช้า ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เพราะอย่างลูกศิษย์เด็กเล็กที่ครูมอสผ่านการสอนมา ไม่ได้ปรากฏพฤติกรรมเช่นที่เกิดขึ้นกับเด็กที่โรงเรียนคูลคิดส์</p>
<p>โดย ครูมอส วิเคราะห์ให้ฟังว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมน่าจะมีอิทธิพลลำดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กตีความหมายของสีไปในทางเลวหรือดี เพราะหากดูทำเลที่ตั้งโรงเรียนของครูแน้น จะเห็นว่าอยู่ไม่ไกลกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เด็กต้องรับรู้เรื่องความรุนแรงของคนเสื้อแดงอยู่เรื่อยๆ ขณะที่ลูกศิษย์ของครูมอสไม่ได้อยู่ในย่านนั้น จึงไม่มีพฤติกรรมดังที่ว่ามา</p>
<p>&#8220;สี คือ เรื่องของสุนทรียะ ไม่ใช่ความน่ารังเกียจ อย่างที่กลุ่มการเมืองพยายามสื่อให้เป็น&#8221; ครูมอส เอ่ยถึงสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า เพราะ สี ในทัศนะของคนทำงานศิลปะไม่ได้ถูกออกแบบให้สื่อ &#8220;ความหมาย&#8221; มากเท่ากับหน้าที่ในการสื่อ &#8220;อารมณ์&#8221; แต่เคสที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนของครูแน้น อธิบายง่ายๆ ก็คือ เด็กกำลังคิดถึงสี ในระดับของ &#8220;Thinking&#8221; ไม่ใช่ &#8220;Feeling&#8221; อย่างที่ควรจะเป็น</p>
<p><strong>การตีความหมายดี-เลว จึงเกิดขึ้น เพราะสังคมให้คุณค่ากับ &#8220;สี&#8221; เพียงแค่นั้น</strong></p>
<p>พร้อมกันนี้ ครูมอสก็ยังได้ยกตัวอย่าง สัญญะ ของสี ว่าสีมีหน้าที่สื่ออารมณ์ ไม่ใช่ ความหมาย เช่นว่า สีแดง จะให้อารมณ์แอ็คทีฟ ร้อนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความถึง &#8220;คน&#8221; ที่มีความร้อนแรง (จนถึงขั้นรุนแรง) เช่นที่คนไทยกำลังตีความกันไป</p>
<p>ไม่ต่างกับสีดำ ที่ดูจะเป็นสีที่มีความหมายชัดและสากลที่สุดในมุมมองของคนไทย ว่า เป็นสีแห่งความตาย ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักที่จะปฏิเสธสีดำ ซึ่งกว่าที่อาการ &#8220;ชัง&#8221; สีดำจะแทรกอยู่ในวิถีชีวิต ความเชื่อคนไทยได้ลึกและแน่นขนาดนี้ ก็ผ่านการสั่งสมความคิดความเชื่อมานับร้อยๆ ปี ขณะที่ สัญญะทางความดีชั่วของสีเหลืองและแดง เพิ่งจะปรากฏในสังคมไทยได้ไม่กี่ปี</p>
<p>เหลือง และ แดง กับ สัญญะ แห่งความดี-ชั่ว ที่เกิดขึ้นวันนี้ จึงยังพอมีทางทุเลาได้ หากว่าความต่างของสีมลายหายไปในเร็ววัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b8%ac%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&#8221; ผ่าทางตัน &#8220;เราจะออกจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร ?&#8221;</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Apr 2010 14:51:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=412</guid>
		<description><![CDATA[ การชุมนุมปิดถนนสาธารณะของ &#8220;เสื้อแดง&#8221; สร้างความวุ่นวายและความลำบากให้กับคนกรุงเทพฯ มาเป็นเวลาติดต่อกันหลายวันแล้ว ในวันนี้ผมไม่แน่ใจแล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจนนำมาสู่ความวุ่นวายคืออะไรกันแน่เพราะเท่าที่ได้ยินมา ปัญหาที่เกิดขึ้นถูกโยงไปเป็นการต่อสู้ระหว่าง &#8220;ไพร่&#8221; กับ &#8220;อำมาตย์&#8221; ไปเสียแล้ว
ผมไม่ทราบว่า &#8220;ไพร่&#8221; และ &#8220;อำมาตย์&#8221; ในที่นี้ หมายถึงใคร ? แต่ถ้าจะให้คาดเดา ก็คงคาดเดาไว้ว่า หมายถึงการต่อสู้ระหว่าง &#8220;ชนชั้น&#8221; ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว &#8220;ในอดีต&#8221; ในหลาย ๆ ประเทศ คือเป็นการต่อสู้ระหว่าง &#8220;คนธรรมดา&#8221; กับ &#8220;ชนชั้นนำผู้มีอำนาจในสังคม&#8221; ครับ
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราจึงพบ &#8220;คนชนบทผู้ยากจน&#8221; เดินทางเข้ามาสู่เมืองหลวงเพื่อ &#8220;เรียกร้อง&#8221; สิ่งที่พวกเขา &#8220;ไม่เคยได้&#8221; เช่นเดียวกับคนเมืองหลวง เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม เพราะตลอดเวลา คนชนบทผู้ยากจนต้องตกอยู่ในสถานะของ &#8220;พลเมืองชั้นสอง&#8221; ของประเทศมาตลอดครับ!!!


หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ &#124; เตือนคุณล่วงหน้า ทุกคำ ทุกข่าว
วันที่ 11 เมษายน  พ.ศ. 2553 เวลา 06:00:46 น.  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><span style="color: #000000; font-size: small;"> การชุมนุมปิดถนนสาธารณะของ &#8220;เสื้อแดง&#8221; สร้างความวุ่นวายและความลำบากให้กับคนกรุงเทพฯ มาเป็นเวลาติดต่อกันหลายวันแล้ว ในวันนี้ผมไม่แน่ใจแล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจนนำมาสู่ความวุ่นวายคืออะไรกันแน่เพราะเท่าที่ได้ยินมา ปัญหาที่เกิดขึ้นถูกโยงไปเป็นการต่อสู้ระหว่าง &#8220;ไพร่&#8221; กับ &#8220;อำมาตย์&#8221; ไปเสียแล้ว<br />
ผมไม่ทราบว่า &#8220;ไพร่&#8221; และ &#8220;อำมาตย์&#8221; ในที่นี้ หมายถึงใคร ? แต่ถ้าจะให้คาดเดา ก็คงคาดเดาไว้ว่า หมายถึงการต่อสู้ระหว่าง &#8220;ชนชั้น&#8221; ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว &#8220;ในอดีต&#8221; ในหลาย ๆ ประเทศ คือเป็นการต่อสู้ระหว่าง &#8220;คนธรรมดา&#8221; กับ &#8220;ชนชั้นนำผู้มีอำนาจในสังคม&#8221; ครับ<br />
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราจึงพบ &#8220;คนชนบทผู้ยากจน&#8221; เดินทางเข้ามาสู่เมืองหลวงเพื่อ &#8220;เรียกร้อง&#8221; สิ่งที่พวกเขา &#8220;ไม่เคยได้&#8221; เช่นเดียวกับคนเมืองหลวง เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม เพราะตลอดเวลา คนชนบทผู้ยากจนต้องตกอยู่ในสถานะของ &#8220;พลเมืองชั้นสอง&#8221; ของประเทศมาตลอดครับ!!!</span></p>
<p><span style="color: #000000; font-size: small;"><br />
</span></p></blockquote>
<p><a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1270902512&amp;grpid=02&amp;catid=no">หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ | เตือนคุณล่วงหน้า ทุกคำ ทุกข่าว</a></p>
<p><span id="more-412"></span><span style="color: #808080;">วันที่ 11 เมษายน  พ.ศ. 2553</span><span style="color: #808080;"> เวลา 06:00:46 น.</span> <span style="color: #808080;"> ประชาชาติธุรกิจออนไลน์</span> <!--<font size="2" color="#808080">[อ่านล่าสุด&nbsp;&nbsp;คน]</font>&#8211;></p>
<p><span style="color: #000040; font-size: medium;"><strong> &#8220;ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&#8221; ผ่าทางตัน   &#8220;เราจะออกจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร ?&#8221;</strong></span></p>
<p><span style="color: #000000; font-size: small;">&#8221; ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์&#8221; อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ไม่ใช่นักวิชาการเสื้อเหลือง และเสื้อแดง ฉะนั้นความเห็นของนักกฎหมายมหาชนผู้นี้ จึงได้รับการยอมรับจากทุกสี ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งระหว่าง &#8220;ไพร่&#8221; กับ&#8221;อำมาตย์&#8221; ที่ลุกลาม จนประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ &#8220;รัฐที่ล้มเหลว&#8221; ประชาชาติธุรกิจ นำเสนอแง่มุม และทัศนะทางการเมือง พร้อมเสนอทางออกจากวิกฤตได้อย่างเป็นรูปธรรม </span></p>
<p><span style="color: #000000; font-size: small;"><!--  P { margin: 0px; }  --> <span style="color: #cc0000;"><strong> @  อย่าเอาสีประจำจุฬาฯ เข้าไปวุ่นวายกับการเมือง</strong></span><br />
ผมขอแสดงความ &#8220;ไม่พอใจอย่างมาก&#8221; ต่อผู้ที่นำเอา &#8220;สีชมพู&#8221; ซึ่งเป็นสีประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าไปวุ่นวายกับการเมือง<br />
จนในวันนี้ นอกจากสีเหลือง สีแดงแล้ว  สีชมพูก็เลยกลายเป็นสีอีกสีหนึ่งที่ผู้ใส่อาจต้องระมัดระวังและพยายามไม่ เดินเข้าไปใกล้ &#8220;สีแดง&#8221; !!!<br />
จริง ๆ แล้วเราเคยมีตัวอย่างทำนองนี้เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง  คงจำกันได้ว่าการใส่เสื้อสีเหลืองเป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยใส่กันอยู่ทั้ง เมืองในช่วงเวลาหนึ่ง ผมจำได้ว่าแม้ข้าราชการเองก็สามารถใส่เสื้อโปโลสีเหลืองไปทำงานได้ แต่พอมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นและมีการนำเอาเสื้อสีเหลืองไปใช้เป็น สัญลักษณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ในวันนี้ <span style="color: #0000aa;">การใส่เสื้อสี เหลืองของประชาชนตามปกติหรือของข้าราชการก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ต้องพึง ระมัดระวังเพราะอาจถูกเข้าใจได้ว่าเป็นพวกเสื้อเหลืองครับ!!! </span><br />
คราวนี้ก็มาถึงเสื้อชมพูอีกแล้ว ปกติผมเองจะใส่เสื้อโปโลสีชมพูเป็นประจำเวลาอยู่ที่คณะและไม่มีประชุมข้าง นอก  คนในจุฬาฯ เองก็ใส่เสื้อสีชมพูมาทำงานกันเป็นจำนวนมาก พอมีกรณีการชุมนุมของพวก &#8220;เสื้อชมพู&#8221; เกิดขึ้นก็คงสร้างความลำบากใจให้กับการใส่เสื้อชมพูไปเดินตามถนนหนทางเพราะ ไม่มั่นใจว่าจะมีปัญหาอะไรหรือไม่กับคนที่ไม่ชอบ &#8220;เสื้อชมพู&#8221;<br />
จริง ๆ แล้ว หากคนในจุฬาฯ หรือศิษย์เก่าที่รักและหวังดีต่อประเทศชาติอยากประท้วง คัดค้าน แสดงความคิดเห็นทางการเมืองหรือเล่นการเมือง ก็ย่อมทำได้ ไม่มีใครว่า แต่ไม่สมควรดึงเอา &#8220;สี&#8221; ที่เป็น &#8220;สีประจำมหาวิทยาลัย&#8221; ไปเกี่ยวข้อง เพราะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็น &#8220;มหาวิทยาลัย&#8221; คงไม่เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นดังกล่าวด้วยได้อย่างแน่นอนครับ<br />
การเอา &#8220;สีประจำมหาวิทยาลัย&#8221; เข้าไปเกี่ยวข้องจึงเกิดเรื่องต่าง ๆ ตามมามากมาย  รวมไปถึงการที่มีคนเอาระเบิดมาวางไว้หน้าประตูมหาวิทยาลัยเมื่อไม่กี่วันที่ ผ่านมานี้ด้วยครับ  เพราะฉะนั้น  ถ้าคนในจุฬาฯ หรือศิษย์เก่าอยากแสดงความคิดเห็น อยากประท้วง หรืออยากอะไรก็ตาม ควรหา &#8220;สีใหม่&#8221; ที่เป็นสีสัญลักษณ์เหมือนกับที่รองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คน หนึ่งเคยทำมาแล้วกับการใช้ &#8220;สีขาว&#8221; โดยไม่ดึงเอา &#8220;สีเหลืองแดง&#8221; เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย<br />
<span style="color: #cc0000;"><strong> @  เวลานี้   &#8220;สีดำ&#8221; น่าจะเป็นสีที่เหมาะสมที่สุด</strong></span><br />
ถ้าจะให้ผมเสนอแนะ  &#8220;<span style="color: #0000aa;">สี ดำ&#8221; น่าจะเป็นสีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแสดงความเห็นทางการเมืองในปัจจุบัน เราคงต้อง &#8220;ไว้ทุกข์&#8221; ให้กับ &#8220;ระบอบประชาธิปไตย&#8221; ของเราที่แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 80 ปีแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังไม่รู้จัก &#8220;ระบอบประชาธิปไตย&#8221; ดีพอ</span><br />
เราในที่นี้หมายถึงทั้งนักการเมืองและประชาชนนะครับ นอกจากนี้ &#8220;สีดำ&#8221; ยังเหมาะสำหรับแสดงออกถึง &#8220;ความโชคร้ายของประเทศไทย&#8221; ที่ได้ &#8220;คนแบบนั้น&#8221; มาอยู่เต็มไปหมด คนแบบนั้นในที่นี้หมายถึง พวกที่พยายามทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อนาย ทำเพื่อพรรคการเมือง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นอันดับแรก &#8220;คนแบบนั้น&#8221; จึงนำมาซึ่งปัญหา ข้อขัดแย้ง การทะเลาะ การเอาชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมาครับ!!!<br />
<span style="color: #cc0000;"><strong> @  การต่อสู้ระหว่าง &#8220;ไพร่&#8221; กับ &#8220;อำมาตย์&#8221;</strong></span><br />
การชุมนุมปิดถนนสาธารณะของ &#8220;เสื้อแดง&#8221; สร้างความวุ่นวายและความลำบากให้กับคนกรุงเทพฯ มาเป็นเวลาติดต่อกันหลายวันแล้ว ในวันนี้ผมไม่แน่ใจแล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจนนำมาสู่ความวุ่นวายคืออะไรกันแน่เพราะเท่าที่ได้ยินมา ปัญหาที่เกิดขึ้นถูกโยงไปเป็นการต่อสู้ระหว่าง &#8220;ไพร่&#8221; กับ &#8220;อำมาตย์&#8221; ไปเสียแล้ว<br />
ผมไม่ทราบว่า &#8220;ไพร่&#8221; และ &#8220;อำมาตย์&#8221; ในที่นี้ หมายถึงใคร ? แต่ถ้าจะให้คาดเดา ก็คงคาดเดาไว้ว่า หมายถึงการต่อสู้ระหว่าง &#8220;ชนชั้น&#8221; ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว &#8220;ในอดีต&#8221; ในหลาย ๆ ประเทศ คือเป็นการต่อสู้ระหว่าง &#8220;คนธรรมดา&#8221; กับ &#8220;ชนชั้นนำผู้มีอำนาจในสังคม&#8221; ครับ<br />
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราจึงพบ &#8220;คนชนบทผู้ยากจน&#8221; เดินทางเข้ามาสู่เมืองหลวงเพื่อ &#8220;เรียกร้อง&#8221; สิ่งที่พวกเขา &#8220;ไม่เคยได้&#8221; เช่นเดียวกับคนเมืองหลวง เรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม เพราะตลอดเวลา คนชนบทผู้ยากจนต้องตกอยู่ในสถานะของ &#8220;พลเมืองชั้นสอง&#8221; ของประเทศมาตลอดครับ!!!<br />
<span style="color: #cc0000;"><strong> @  เพราะนโยบายทักษิณ  &#8220;เห็นหัว&#8221; คนชนบทผู้ยากจน</strong></span><br />
จริง ๆ แล้ว หากมองย้อนกลับไปในอดีต เราก็จะพบว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นรัฐบาลแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ให้ประโยชน์แก่คนชนบทผู้ยากจน รัฐบาลได้รับความนิยมจากนโยบายประชานิยมที่ให้ความช่วยเหลือแก่คนยากจนหลาย ๆ อย่าง<br />
นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ออกไปพบปะและคลุกคลีกับชาวบ้านบ่อยครั้ง รวมทั้งให้ความสนใจกับตัวผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในต่างจังหวัด การกระทำทั้งหลายจึงทำให้คนชนบทผู้ยากจน &#8220;ชอบ&#8221; <span style="color: #0000aa;">รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เพราะทำให้พวกเขา &#8220;มีตัวตน&#8221; ขึ้นมาในสังคม</span><br />
แต่ในเวลาเดียวกัน พรรคการเมืองอื่นอีกหลายพรรคการเมืองก็ยัง &#8220;ไม่เข้าใจ&#8221; คนชนบทผู้ยากจนอยู่ ในบางครั้ง สิ่งที่พูดหรือแสดงออกมาทำให้คิดได้ว่า เกิดการมองว่าคนชนบทผู้ยากจนยัง &#8220;โง่&#8221; อยู่ สามารถซื้อเสียงขายเสียงได้ ไม่เหมือนคนเมืองหลวงและพรรคการเมืองของคนเมืองหลวงที่ไม่มีการซื้อเสียงขาย เสียง<br />
การมองคนชนบทผู้ยากจนเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ความรู้สึกว่าตนเอง &#8220;ถูกกด&#8221; หรือ &#8220;เป็นพลเมืองชั้นสอง&#8221; ทับถมทวีคูณขึ้นในใจ ประกอบกับการปฏิบัติต่อคนจำนวนหนึ่งมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เหมือนกัน<br />
ดังอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุดก็คือ กรณีเขายายเที่ยงของอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ ที่พอ &#8220;คืนที่&#8221; ให้กับทางราชการแล้วเรื่องก็จบ เปรียบเทียบกับการบุกรุกที่ป่าสงวนของชาวบ้านธรรมดา ๆ ที่ต้องรับโทษตามกฎหมาย!!! หรือกรณีปิดสถานีโทรทัศน์ของ &#8220;เสื้อแดง&#8221; แต่ไม่เคยคิดจะปิดสถานีโทรทัศน์ของ &#8220;เสื้อเหลือง&#8221; เลย<br />
กรณีดังกล่าว  ทำให้คนชนบทผู้ยากไร้มีความรู้สึกว่ากฎหมายมีไว้ใช้เล่นงานพวกตนในขณะที่ ชนชั้นนำผู้มีอำนาจกลับหลุดรอดไปได้ทุกกรณี<br />
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร นำนโยบายประชานิยมซึ่งเป็นนโยบายที่ &#8220;เห็นหัว&#8221; คนชนบทผู้ยากจนมาใช้ ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่คนเหล่านั้นจะต้องแสดงความ &#8220;ศรัทธา&#8221; ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ครับ นี่ก็คงเป็น &#8220;เหตุผลหนึ่ง&#8221; ในหลาย ๆ เหตุผลที่ทำให้เกิดวิกฤติเสื้อแดงในวันนี้ครับ<br />
<span style="color: #cc0000;"><strong> @ ปิดสี่แยกราชประสงค์กระทบกับการใช้ชีวิตตามปกติของผู้คน</strong></span><br />
กลับมาสู่เรื่องร้อนของประเทศในวันนี้กันดีกว่าครับ หลังจากการอาละวาดสาดเลือดจนเหม็นคลุ้งไปทั่วกรุงเทพมหานครก็มาถึงการปิดการ จราจรสี่แยกราชประสงค์ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหลักกิโลเมตรที่ 0 ของถนนสุขุมวิท อันเป็นถนนที่ยาวที่สุดสายหนึ่งของประเทศไทยและก็เป็นแหล่งที่มีนักท่อง เที่ยวจำนวนมาก เนื่องจากมีศูนย์การค้าและโรงแรมหลายแห่งอยู่ในย่านดังกล่าวครับ<br />
การปิดสี่แยกราชประสงค์กระทบกับการใช้ชีวิตตามปกติของผู้คนในกรุงเทพมหานคร เป็นอย่างมากซึ่งผมเองในฐานะพลเมืองคนหนึ่งก็ต้องขอแสดงความไม่เห็นด้วยกับ การกระทำดังกล่าวเพราะเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิของผู้อื่นและเกิดความเสีย หายกับผู้อื่นเป็นอย่างมากครับ<br />
ส่วนข้อต่อรองที่ว่า การปิดการจราจรที่สี่แยกราชประสงค์จะหมดไปได้หากรัฐบาลยอมยุบสภานั้น  <span style="color: #0000aa;">ผม เห็นว่า  นายกรัฐมนตรียังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยุบสภาได้ในขณะนี้เพราะสภาผู้แทน ราษฎรยังคงทำงานได้ตามปกติและสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้ทำความผิดอะไรที่จะต้อง ไป &#8220;ลงโทษ&#8221; สภาผู้แทนราษฎรด้วยการยุบสภาครับ!!!</span><br />
ก่อนหน้าที่จะมีการปิดการจราจรที่สี่แยกราชประสงค์ เกิดการเจรจาขึ้นระหว่างรัฐบาลและตัวแทนของคนเสื้อแดง การเจรจาจบลงตรงที่ว่า ฝ่ายรัฐบาลยอมที่จะยุบสภาภายใน 9 เดือน ในขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงต้องการให้นายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 15 วัน<br />
ดังนั้น การเจรจา 2 ครั้งที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ข้อยุติ  แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ได้นำเสนอแผนงานของรัฐบาลออกมาเพื่อสนับสนุนตัวเลข 9 เดือนคือ วันที่ 19 กรกฎาคม ออกเสียงประชามติประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 28 กรกฎาคม รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 20 พฤศจิกายน ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ วันที่ 21 พฤศจิกายน ยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ในเดือนมกราคมปีหน้าครับ<br />
ผมก็ไม่ทราบว่า ในที่สุดแล้ว ฝ่ายเสื้อแดงจะยอมรับตัวเลข 9 เดือนตามแผนงานของรัฐบาลข้างต้นหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ก็คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเท่าไรนัก เพราะในสายตาของนักกฎหมายมหาชน สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ หากจะต้องแก้รัฐธรรมนูญจะแก้ในประเด็นใดและโดยใครครับ!!!<br />
<span style="color: #cc0000;"><strong> @  จำเป็นที่จะต้อง &#8220;ยกเครื่อง&#8221; รัฐธรรมนูญกันใหม่</strong></span><br />
รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความขัดแย้งในสังคมมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการออกเสียง ประชามติเพื่อ &#8220;รับ&#8221; ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาในวันนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากประเด็นของการ แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน ผมคงไม่ต้องอรรถาธิบายเรื่องดังกล่าวเพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลที่ผ่านมา 2 รัฐบาลพยายามที่จะเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะถูกคัดค้าน &#8220;ทั้งในและนอกสภา&#8221; ครับ<br />
ในสมัยรัฐบาลปัจจุบัน คณะกรรมาธิการของรัฐสภาเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แต่พรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ไม่ร่วมด้วย เรื่องก็เลยเงียบไป  วันนี้ รัฐบาลยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาโดยบอกว่า หากจะยุบสภาก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนครับ ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่า <span style="color: #0000aa;">การยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาจะเป็นการ &#8220;ซื้อเวลา&#8221; หรือเป็นการ &#8220;มองเห็นความจำเป็น&#8221; ที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแน่ </span><br />
แต่ในส่วนตัวนั้น ผมเคยเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเอาไว้หลายครั้งแล้วเพราะ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่องอยู่มากมายหลายประการและไม่เหมาะที่จะ ถูกนำมาใช้ในระยะยาว แต่ในครั้งนี้ ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้อง<span style="color: #0000aa;"> &#8220;ยกเครื่อง&#8221; รัฐธรรมนูญกันใหม่ หากเราต้องการที่จะ &#8220;ออกจากสถานการณ์&#8221; แบบนี้ได้อย่างถาวรครับ!!</span><br />
<strong><span style="color: #cc0000;">@ 2 เรื่องที่ควรทำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ</span></strong><br />
ทำไมเราถึงต้องทำการยกเครื่องรัฐธรรมนูญใหม่ ?? ผมให้คำตอบได้ครับ ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ได้แสดงให้เราเห็นได้ชัดว่า สภาพสังคมที่เป็นอยู่ในประเทศไทยมีความ &#8220;เหลื่อมล้ำ&#8221; อยู่มาก คำว่า &#8220;ไพร่&#8221; และ &#8220;อำมาตย์&#8221; ถูกนำมาใช้ใน &#8220;สงคราม&#8221; ครั้งล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งจริง ๆ แล้วความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น ระหว่างคนเมืองหลวงกับคนในชนบทมีมานานแล้วและรอวันระเบิดมานานเช่นกัน<br />
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร เข้าไปสร้างงานและให้สวัสดิการกับคนชนบทผู้ยากจนและทำให้คนเหล่านั้น &#8220;มีตัวตน&#8221; ขึ้นมาอันเป็นการกระทำที่ &#8220;แตกต่าง&#8221; ไปจากรัฐบาลก่อน ๆ ที่ทุกอย่างรวมอยู่ที่ส่วนกลางและให้ความสำคัญกับชาวบ้านน้อย คนชนบทผู้ยากจนจึงเหมือนกับถูกต้อนให้เข้าไปอยู่ในมุมที่มืดอับ สกปรก<br />
<span style="color: #0000aa;">เพราะฉะนั้น หากจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมดังกล่าวได้ก็ต้องแก้ที่ &#8220;ระบบ&#8221; และนำคนชนบทผู้ยากจนออกมายืนคู่กับคนเมืองหลวงในระดับที่เท่าเทียมกัน ครับ!!!</span><br />
มีเสียงพูดถึงการปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบัน แนวทางนี้คงจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นอยู่ในวันนี้เวลานี้ไม่ได้ เพราะจะให้คนเสื้อแดงรอไปอีกเป็นปีคงไม่ไหวเป็นแน่<br />
แต่อย่างไรก็ตาม หากจะต้องคิดเผื่อไว้ว่า ถ้าคนเสื้อแดงแพ้ และรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ก็ควรที่จะต้องหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป ก็คงมีอยู่ 2 เรื่องที่ต้องทำสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ครั้งใหม่ เรื่องแรกก็คือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญกับเรื่องที่สองคือ องค์กรที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมืองครับ<br />
<span style="color: #cc0000;"><strong> @ ทำอย่างไรที่จะได้ส.ส.ที่เป็นผู้แทนราษฎรอย่างแท้จริง<br />
</strong></span> เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่จะต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมมีอยู่ หลายเรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกิดขึ้นมาในบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจนักการเมือง จึงมีบทบัญญัติที่มุ่งเน้นในการจัดโครงสร้างของรัฐและกระบวนการตรวจสอบการ ใช้อำนาจอยู่มาก ก่อนหน้าที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะใช้บังคับ  พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ได้ใช้นโยบายประชานิยมจนชนะใจคนจำนวนมาก<br />
เนื่องจากคนเหล่านั้น &#8220;ขาด&#8221; สิ่งที่ควรจะต้องได้เป็นเวลานาน  การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการ &#8220;ให้&#8221; ประชาชนทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสามารถทำได้โดยผ่าน &#8220;ผู้แทน&#8221; ที่มาจากประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่ &#8220;ผู้แทน&#8221; ที่เป็น &#8220;ตัวแทน&#8221; หรือ &#8220;เป็นสมบัติ&#8221; ของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือนายทุนทางการเมือง<br />
เพราะผู้แทนราษฎรที่เป็นของพรรคการเมืองก็ย่อมต้องเข้าไปเขียนกฎหมายเพื่อพรรคการเมืองและนายทุนทางการเมือง<br />
ดังนั้น <span style="color: #0000aa;">โจทย์แรกที่ต้องการคำตอบก็คือ ทำอย่างไรที่จะได้ผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนราษฎรอย่างแท้จริง</span> เพราะหากเราได้คนที่เป็นผู้แทนของราษฎรอย่างแท้จริง คนเหล่านี้ก็ย่อมจะต้องคำนึงถึงราษฎรเป็นหลัก เข้าไปเขียนกฎหมายเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคม เข้าไปเขียนกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรของประเทศและประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ราษฎรทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน หากทำได้ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็จะค่อย ๆ หายไป<br />
เพราะฉะนั้น หากจะแก้รัฐธรรมนูญใหม่ ผู้ที่จะเข้าไปทำการยกร่างรัฐธรรมนูญก็จะต้องคิดค้นหาวิธีการได้มาซึ่ง สมาชิกรัฐสภาใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่ง &#8220;ผู้แทนของราษฎรอย่างแท้จริง&#8221; โดยส่วนหนึ่งแล้วคงต้องพิจารณาถึงการกำหนดให้สมาชิกสภาผู้ทนราษฎรไม่จำเป็น ต้องสังกัดพรรคการเมืองเพื่อที่จะให้ &#8220;หลุด&#8221; ออกจากการครอบงำของพรรคการเมืองและนายทุนของพรรคการเมือง<br />
ส่วนสมาชิกวุฒิสภานั้นมีแบบอย่างจากหลายประเทศที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามา จากตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือมาจากตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ผมมองว่าการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาด้วยวิธีการเลือกตั้งไม่ได้เป็นสิ่งที่ ดีเลย เพราะจากที่เคยเกิดขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 พรรคการเมืองก็ได้เข้าไป &#8220;ครอบงำ&#8221; สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนหนึ่งจนทำให้วุฒิสภาไม่สามารถทำงาน ได้สมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ<br />
<span style="color: #cc0000;"><strong> @ ต้องสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน</strong></span><br />
เมื่อเรา &#8220;หาวิธี&#8221; ที่จะทำให้สมาชิกรัฐสภามาจากประชาชนทุกระดับได้อย่างจริงจังแล้ว ก็ควรที่จะต้องมองในเรื่องต่อไปที่สำคัญคือ การสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม<br />
ดังนั้น สิ่งต่อมาที่รัฐธรรมนูญควรกำหนดเอาไว้ก็คือ กำหนดประเภทของการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนประชานิยมที่ทำโดยพรรคการเมืองให้กลายมาเป็น สวัสดิการประเภทต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันมิให้พรรคการเมืองนำเรื่อง ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์แต่เพียงพรรคหนึ่งพรรคใด ซึ่งก็คือพยายามทำนโยบายประชานิยมให้เป็นสวัสดิการของประชาชนที่มี รัฐธรรมนูญรองรับ<br />
รัฐธรรมนูญใหม่ควรกำหนดเอาไว้เลยว่า รัฐบาลต้องให้อะไรกับประชาชนบ้างและจะเอาเงินมาจากไหน  ซึ่งในประเด็นหลังนี้ รัฐธรรมนูญจะต้องมีบทบัญญัติที่มีผลเป็นการปรับระบบภาษีใหม่ทั้งหมดโดยกำหนด ประเภทของภาษีอากรสำคัญ ๆ ที่รัฐจำต้องเก็บจากประชาชน  เช่น  ภาษีมรดก  ภาษีทรัพย์สิน  รวมทั้งยังต้องทำให้มีสภาพบังคับ  เช่น  กำหนดไว้ว่าต้องทำเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและจะต้องทำกฎหมายดังกล่าวให้ เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดครับ<br />
<span style="color: #cc0000;"><strong> @   แม้คนเสื้อแดงจะ &#8220;แพ้&#8221;  แต่ประเทศไทยก็ได้เปลี่ยนโฉมไปแล้ว<br />
</strong></span> นอกจากนี้แล้ว  ควรทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นใหม่  โดยลดความสำคัญของส่วนภูมิภาคลงและสนับสนุนการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้คน ชนบทผู้ยากจนได้มีสิทธิมีเสียงและมีโอกาสในสังคมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันครับ<br />
ส่วนที่ว่าองค์กรใดจะเป็นผู้เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น  ผมได้เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำเรื่องดังกล่าว<br />
ในวันนี้  แม้คนเสื้อแดงจะ &#8220;แพ้&#8221;  แต่ประเทศไทยก็ได้เปลี่ยนโฉมไปแล้ว<br />
<span style="color: #0000aa;"><strong>ผม เข้าใจว่าคนเสื้อแดงไม่ได้ต้องการตัว พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร แต่ต้องการ คนแบบ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ที่เห็นคนชนบทผู้ยากจน  ในฐานะที่เป็น &#8220;ไพร่&#8221; มีตัวตน</strong></span> มีสติ  ปัญญา  มีสถานะ และมีความเสมอภาคเทียบเท่ากับชนชั้นนำผู้มีอำนาจในสังคมหรือที่เรียกกันในวันนี้ว่า &#8220;อำมาตย์&#8221; ครับ!!!<br />
ถ้าเราแก้ปัญหานี้ได้  ก็พอมองเห็น &#8220;ทางออก&#8221; จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้ได้ครับ!!! </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%8c-%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชนชั้นกลางอย่างพวกผม</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2010 15:06:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=407</guid>
		<description><![CDATA[ ผมสังเกตมานานแล้วว่า หากคนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมตัวกันเดินทางมาเรียกร้องและ ทำให้รถติดบ้างในบางโอกาส ชนชั้นกลางอย่างพวกผมจะรีบลุกขึ้นมาตะโกนโหวกเหวกในบัดดล เพื่อทวงสิทธิ์ในการใช้รถใช้ถนน
พวกผมสามารถพูดได้อย่างสวยหรูและเป็นเหตุเป็นผลว่า &#8220;การประท้วงเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนหรือกระทบกระเทือนสิทธิของคนอื่นในการใช้รถใช้ ถนน โดยทำให้รถติด&#8221;
แต่กับบรรดาเจ้าของห้างสรรพสินค้า นามสกุลใหญ่ ๆทั้งหลายที่มีส่วนทำให้รถติดตลอดเวลา ชนชั้นกลางที่ขับรถอย่างพวกผมกลับนิ่งเฉย ไม่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์อันใด และแสดงความอดกลั้น อดทนได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ปริปากบ่นสักคำว่า ห้างสรรพสินค้ามีส่วนทำให้รถติดอย่างสาหัสในกรุงเทพฯ เพียงใด
&#8220;กับคนตัวเล็ก เรามักข่มเหง กับคนตัวใหญ่ เรามักเกรงใจ&#8221; คือนิสัยของชนชั้นกลางอย่างพวกผมที่ขอสารภาพไว้ ณ ที่นี้
ชนชั้นกลางอย่างพวกผม &#124; โอเพ่นออนไลน์

ชนชั้นกลางอย่างพวกผม
Tue, 13/12/2005 &#8211; 14:27 — วันชัย ตัน
ผมเป็นชนชั้นกลางชาวสุขุมวิท บ้านอยู่ไม่ไกลจากแถวห้างเอ็มโพเรียม ของตระกูลอัมพุช
แต่ละวันผมแสดงความเห็นแก่ตัว โดยการขับรถยนต์ส่วนตัวแทนที่จะนั่งรถเมล์ ฝ่าดงรถติดไปทำงานเยี่ยงชนชั้นกลางในเมืองหลวงอีกหลายแสนคน
ทุกวันนี้บริเวณถนนสุขุมวิทแถวนั้น ทำสถิติรถติดกันเกือบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ยิ่งวันเสาร์-อาทิตย์ติดหนักขึ้นไปอีก ทั้ง ๆที่มีรถไฟฟ้าบีทีเอสลอยอยู่เหนือฟากฟ้าคอยลดความแออัดของการจราจรบนท้องถนน อยู่แล้ว
ผมสังเกตดูว่าแต่ละวันรถที่ติดยาวเหยียดบนท้องถนน ตั้งแต่ซอยทองหล่อขึ้นมา เมื่อผ่านหน้าห้างเอ็มโพเรียมแล้ว จะโล่งขึ้นทันตาเห็น ด้วยสาเหตุสำคัญคือ มีรถเลี้ยวเข้าออกที่จอดรถในห้างเอ็มโพเรียมมากตลอดเวลา และรถแท็กซี่จอดรับผู้โดยสารหน้าห้างฯก็มีอยู่ไม่ขาดสาย ทำให้ช่องทางการจราจรหายไปช่องหนึ่งโดยปริยาย
ผู้ขับขี่รถแถวนี้จึงทราบดีว่า หากผ่านหน้าห้างสุดหรูนี้แล้ว การจราจรจะคล่องตัวขึ้นไป และไปกระจุกตัวอีกทีแถวห้างเซ็นทรัลชิดลม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p> ผมสังเกตมานานแล้วว่า หากคนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมตัวกันเดินทางมาเรียกร้องและ ทำให้รถติดบ้างในบางโอกาส ชนชั้นกลางอย่างพวกผมจะรีบลุกขึ้นมาตะโกนโหวกเหวกในบัดดล เพื่อทวงสิทธิ์ในการใช้รถใช้ถนน<br />
พวกผมสามารถพูดได้อย่างสวยหรูและเป็นเหตุเป็นผลว่า &#8220;การประท้วงเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนหรือกระทบกระเทือนสิทธิของคนอื่นในการใช้รถใช้ ถนน โดยทำให้รถติด&#8221;<br />
แต่กับบรรดาเจ้าของห้างสรรพสินค้า นามสกุลใหญ่ ๆทั้งหลายที่มีส่วนทำให้รถติดตลอดเวลา ชนชั้นกลางที่ขับรถอย่างพวกผมกลับนิ่งเฉย ไม่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์อันใด และแสดงความอดกลั้น อดทนได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ปริปากบ่นสักคำว่า ห้างสรรพสินค้ามีส่วนทำให้รถติดอย่างสาหัสในกรุงเทพฯ เพียงใด</p></blockquote>
<p>&#8220;กับคนตัวเล็ก เรามักข่มเหง กับคนตัวใหญ่ เรามักเกรงใจ&#8221; คือนิสัยของชนชั้นกลางอย่างพวกผมที่ขอสารภาพไว้ ณ ที่นี้</p>
<p><a href="http://www.onopen.com/node/3573">ชนชั้นกลางอย่างพวกผม | โอเพ่นออนไลน์</a></p>
<p><span id="more-407"></span></p>
<p><strong>ชนชั้นกลางอย่างพวกผม<br />
Tue, 13/12/2005 &#8211; 14:27 — วันชัย ตัน</strong></p>
<p>ผมเป็นชนชั้นกลางชาวสุขุมวิท บ้านอยู่ไม่ไกลจากแถวห้างเอ็มโพเรียม ของตระกูลอัมพุช<br />
แต่ละวันผมแสดงความเห็นแก่ตัว โดยการขับรถยนต์ส่วนตัวแทนที่จะนั่งรถเมล์ ฝ่าดงรถติดไปทำงานเยี่ยงชนชั้นกลางในเมืองหลวงอีกหลายแสนคน<br />
ทุกวันนี้บริเวณถนนสุขุมวิทแถวนั้น ทำสถิติรถติดกันเกือบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ยิ่งวันเสาร์-อาทิตย์ติดหนักขึ้นไปอีก ทั้ง ๆที่มีรถไฟฟ้าบีทีเอสลอยอยู่เหนือฟากฟ้าคอยลดความแออัดของการจราจรบนท้องถนน อยู่แล้ว<br />
ผมสังเกตดูว่าแต่ละวันรถที่ติดยาวเหยียดบนท้องถนน ตั้งแต่ซอยทองหล่อขึ้นมา เมื่อผ่านหน้าห้างเอ็มโพเรียมแล้ว จะโล่งขึ้นทันตาเห็น ด้วยสาเหตุสำคัญคือ มีรถเลี้ยวเข้าออกที่จอดรถในห้างเอ็มโพเรียมมากตลอดเวลา และรถแท็กซี่จอดรับผู้โดยสารหน้าห้างฯก็มีอยู่ไม่ขาดสาย ทำให้ช่องทางการจราจรหายไปช่องหนึ่งโดยปริยาย<br />
ผู้ขับขี่รถแถวนี้จึงทราบดีว่า หากผ่านหน้าห้างสุดหรูนี้แล้ว การจราจรจะคล่องตัวขึ้นไป และไปกระจุกตัวอีกทีแถวห้างเซ็นทรัลชิดลม และสยามสแควร์ แต่รถก็ยังพอขับเคลื่อนไปได้<br />
พอเมื่อห้างสยามพารากอน เจ้าของเดียวกับห้างเอ็มโพเรียม ชอปปิ้งมอลล์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มทำการก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่างและมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา รถได้ติดขัดเพิ่มมากขึ้นอย่างสังเกตได้ชัด เพราะปริมาณรถยนต์ที่เลี้ยวเข้าห้างพารากอนมีอยู่ตลอดเวลา<br />
ห้างพารากอนได้ช่วยทำให้การจราจรบนถนนสุขุมวิทยาวเหยียดมาจนถึงสี่แยก ปทุมวันที่ติดขัดอยู่แล้ว นิ่งสนิทโดยเฉพาะวันเสาร์ อันเป็นวันชอปปิ้งของชนชั้นกลางในเมือง<br />
โชคยังดีที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ด ของตระกูลจิราธิวัฒน์บนถนนเดียวกัน อยู่ถัดออกไปไม่ไกล กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงอาคาร ยังไม่ได้เปิดทำการเต็มที่ หากเปิดเมื่อไร ก็นึกไม่ออกว่าการจราจรบนถนนชอปปิ้งสตรีทแห่งนี้จะเป็นอย่างไร<br />
กรุงเทพมหานครของเรามีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เยอะมาก และเยอะขึ้นเรื่อย ๆ<br />
ทุกวันนี้ประเทศไทยสั่งน้ำมันจากต่างประเทศมาใช้วันละ 8 แสนบาร์เรล เป็นรายจ่ายสำคัญที่สุดที่ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศอย่างไม่หยุด แต่ยังไม่มีหน่วยงานไหนออกมาสำรวจว่า แต่ละวันเราเอาน้ำมันมาเผาเล่นบนท้องถนนเพราะการจราจรติดขัดกี่หมื่นกี่แสน บาร์เรล<br />
ที่เล่ามาให้ฟังนี้ เพื่ออยากตั้งข้อสังเกตว่า ห้างสรรพสินค้าเหล่านี้ที่ใช้ปริมาณไฟฟ้ามหาศาลมากกว่าการใช้ไฟฟ้าของหลาย สิบจังหวัดรวมกัน ยอมรับหรือไม่ว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การจราจรบนท้องถนนติดขัดกันไปหมด และห้างเหล่านี้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้าง<br />
ที่ผ่านมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่รับผิดชอบการจราจรในเมืองหลวง ได้ออกมาสรุปกับสังคมว่า สาเหตุที่ทำให้การจราจรติดขัดบนท้องถนนอันดับแรกคือ ผู้ขับขี่รถยนต์ไม่ทำตามกฎจราจร และปริมาณรถในท้องถนนมีมากเกินไป แต่ไม่ยอมระบุเลยว่า สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งมาจากห้างสรรพสินค้าที่เปิดกันโครม ๆ ในปัจจุบัน<br />
หรือเกรงใจบารมีของบรรดาเจ้าของกิจการเหล่านี้ที่ล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคมทั้งสิ้น<br />
ผมขับรถฝ่าการจราจรติดขัดบนถนนสุขุมวิทออกมา ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างผมต่างก้มหน้าก้มตารับชะตากรรม ไม่มีใครออกมาบ่นดัง ๆ พูดผ่านวิทยุ หรือเขียนด่าในเว็บไซต์เลยว่า ห้างเหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้รถติดทุกวัน<br />
เมื่อผมขับรถผ่านไปแถวทำเนียบรัฐบาล หรือถนนราชดำเนิน ซึ่งปรกติรถไม่ค่อยติด แต่หากวันไหนเกิดการจราจรติดขัด เพราะม็อบเกษตรกร ม็อบครู หรือม็อบของผู้ได้รับความเดือดร้อนจากนโยบายของรัฐ คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวชนบทเดินทางมาร้องทุกข์ถึงในเมืองหลวง เท่านั้นแหละครับ บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนผู้ไม่เคยมีปากเสียง มักจะส่งเสียงดังด่าทอคนเหล่านี้ ด้วยภาษาเถื่อน ๆผ่านทางวิทยุและเว็บไซต์ ที่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนใช้รถใช้ถนนอย่างพวกเขา โดยไม่สนใจว่าจุดประสงค์ของคนเหล่านี้คืออะไรกัน<br />
ผมสังเกตมานานแล้วว่า หากคนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมตัวกันเดินทางมาเรียกร้องและ ทำให้รถติดบ้างในบางโอกาส ชนชั้นกลางอย่างพวกผมจะรีบลุกขึ้นมาตะโกนโหวกเหวกในบัดดล เพื่อทวงสิทธิ์ในการใช้รถใช้ถนน<br />
พวกผมสามารถพูดได้อย่างสวยหรูและเป็นเหตุเป็นผลว่า &#8220;การประท้วงเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนหรือกระทบกระเทือนสิทธิของคนอื่นในการใช้รถใช้ ถนน โดยทำให้รถติด&#8221;<br />
แต่กับบรรดาเจ้าของห้างสรรพสินค้า นามสกุลใหญ่ ๆทั้งหลายที่มีส่วนทำให้รถติดตลอดเวลา ชนชั้นกลางที่ขับรถอย่างพวกผมกลับนิ่งเฉย ไม่ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์อันใด และแสดงความอดกลั้น อดทนได้ดีเป็นพิเศษ ไม่ปริปากบ่นสักคำว่า ห้างสรรพสินค้ามีส่วนทำให้รถติดอย่างสาหัสในกรุงเทพฯ เพียงใด<br />
&#8220;กับคนตัวเล็ก เรามักข่มเหง กับคนตัวใหญ่ เรามักเกรงใจ&#8221; คือนิสัยของชนชั้นกลางอย่างพวกผมที่ขอสารภาพไว้ ณ ที่นี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วัฒนธรรมประท้วงในระบอบประชาธิปไตย กับเสรีภาพสื่อสารมวลชน</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2010 15:01:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=405</guid>
		<description><![CDATA[สังคมไทยที่ยังไม่พัฒนาเป็น &#8220;สังคมความรู้&#8221; อย่างแท้จริงจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือ &#8220;ด่า&#8221; และอะไรคือ &#8220;การวิพากษ์วิจารณ์&#8221;
เพราะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนความเห็นในฐานะเพื่อนร่วมชาตินั้นต้องมี &#8220;ความรู้&#8221; เป็นพื้นฐาน ต้องแยกแยะ &#8220;ข้อเท็จจริง&#8221; ออกจาก &#8220;ความเห็น&#8221; ได้อย่างชัดแจ้ง เพราะหากไม่แยกแยะแจกแจง การแสดงความเห็นส่วนตนที่แตกต่างไปจากคนอื่นก็จะกลายเป็น &#8220;การด่า&#8221; เท่านั้น
สังคมย่อมคาดหวังว่า &#8220;สื่อ&#8221; จะต้องทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมาไม่ตกอยู่ภายใต้การคุกคามของฝ่ายใด
นี่คือความหมายของ &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ที่ทุกฝ่ายเรียกร้องต้องการอย่างแท้จริง
อย่าให้การเรียกร้อง &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ของคนเสื้อสีไหนก็ตามมาพร้อมกับการคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นอย่าง เสรีของประชาชน เพราะสิทธิแห่งการเห็นแย้งนั้นคือ &#8220;หัวใจของประชาธิปไตย&#8221; มิใช่หรือ?
วัฒนธรรมประท้วงในระบอบประชาธิปไตย กับเสรีภาพสื่อสารมวลชน &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์


วัฒนธรรมประท้วงในระบอบประชาธิปไตย กับเสรีภาพสื่อสารมวลชน
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
หากเราจะสอนเยาวชนไทยให้เข้าใจความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และรู้ซึ้งถึง &#8220;วัฒนธรรมการประท้วง&#8221; ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้
เราต้องให้แน่ใจก่อนว่าระบบการศึกษาของเราสอนให้เด็กไทย &#8220;คิดเป็น&#8221; และ &#8220;เคารพในความเห็นคนอื่น&#8221;
สังคมไทยที่ยังไม่พัฒนาเป็น &#8220;สังคมความรู้&#8221; อย่างแท้จริงจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือ &#8220;ด่า&#8221; และอะไรคือ &#8220;การวิพากษ์วิจารณ์&#8221;
เพราะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนความเห็นในฐานะเพื่อนร่วมชาตินั้นต้องมี &#8220;ความรู้&#8221; เป็นพื้นฐาน ต้องแยกแยะ &#8220;ข้อเท็จจริง&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>สังคมไทยที่ยังไม่พัฒนาเป็น &#8220;สังคมความรู้&#8221; อย่างแท้จริงจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือ &#8220;ด่า&#8221; และอะไรคือ &#8220;การวิพากษ์วิจารณ์&#8221;<br />
เพราะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนความเห็นในฐานะเพื่อนร่วมชาตินั้นต้องมี &#8220;ความรู้&#8221; เป็นพื้นฐาน ต้องแยกแยะ &#8220;ข้อเท็จจริง&#8221; ออกจาก &#8220;ความเห็น&#8221; ได้อย่างชัดแจ้ง เพราะหากไม่แยกแยะแจกแจง การแสดงความเห็นส่วนตนที่แตกต่างไปจากคนอื่นก็จะกลายเป็น &#8220;การด่า&#8221; เท่านั้น</p>
<p>สังคมย่อมคาดหวังว่า &#8220;สื่อ&#8221; จะต้องทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมาไม่ตกอยู่ภายใต้การคุกคามของฝ่ายใด<br />
นี่คือความหมายของ &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ที่ทุกฝ่ายเรียกร้องต้องการอย่างแท้จริง<br />
อย่าให้การเรียกร้อง &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ของคนเสื้อสีไหนก็ตามมาพร้อมกับการคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นอย่าง เสรีของประชาชน เพราะสิทธิแห่งการเห็นแย้งนั้นคือ &#8220;หัวใจของประชาธิปไตย&#8221; มิใช่หรือ?</p></blockquote>
<p><a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20100407/108933/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%99.html">วัฒนธรรมประท้วงในระบอบประชาธิปไตย กับเสรีภาพสื่อสารมวลชน &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์<br />
</a><br />
<span id="more-405"></span></p>
<p><strong>วัฒนธรรมประท้วงในระบอบประชาธิปไตย กับเสรีภาพสื่อสารมวลชน<br />
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</strong><br />
หากเราจะสอนเยาวชนไทยให้เข้าใจความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และรู้ซึ้งถึง &#8220;วัฒนธรรมการประท้วง&#8221; ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้<br />
เราต้องให้แน่ใจก่อนว่าระบบการศึกษาของเราสอนให้เด็กไทย &#8220;คิดเป็น&#8221; และ &#8220;เคารพในความเห็นคนอื่น&#8221;<br />
สังคมไทยที่ยังไม่พัฒนาเป็น &#8220;สังคมความรู้&#8221; อย่างแท้จริงจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือ &#8220;ด่า&#8221; และอะไรคือ &#8220;การวิพากษ์วิจารณ์&#8221;<br />
เพราะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนความเห็นในฐานะเพื่อนร่วมชาตินั้นต้องมี &#8220;ความรู้&#8221; เป็นพื้นฐาน ต้องแยกแยะ &#8220;ข้อเท็จจริง&#8221; ออกจาก &#8220;ความเห็น&#8221; ได้อย่างชัดแจ้ง<br />
เพราะหากไม่แยกแยะแจกแจง การแสดงความเห็นส่วนตนที่แตกต่างไปจากคนอื่นก็จะกลายเป็น &#8220;การด่า&#8221; เท่านั้น<br />
ผมยังจำได้ว่าสมัยนักศึกษาเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นั้น ใครที่นั่งถกเถียงกับ &#8220;ซ้าย&#8221; ว่าทางออกของสังคมไทยมีทางเลือกอะไรบ้าง ใครที่เพียงตั้งคำถามว่า &#8220;เหมาเจ๋อตุง&#8221; เป็นคำตอบสุดท้ายของระบบการเมือง และเศรษฐกิจของไทยหรือ ก็จะถูก &#8220;ด่า&#8221; ว่างี่เง่า ไร้สติปัญญา มองไม่ออกหรือว่าสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์นั้นคือ &#8220;ทางออกทางเดียว&#8221; ของประเทศชาติ?<br />
สมัยนั้น ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับ &#8220;กระแสสังคมนิยม&#8221; เขาเรียกคุณว่าเป็น &#8220;พวกปฏิกิริยา&#8221; (reactionaries)<br />
ซึ่งเป็นคำที่ค่อนข้างจะเชย เพราะแปลมาจากภาษาคอมมิวนิสต์จีน มีความหมายว่าเป็น &#8220;ฝ่ายต่อต้าน&#8221; ฝ่ายเหมาเจ๋อตุง  &#8221;ซ้าย ไทย&#8221; สมัยนั้นแปลตรงตัว ใช้คำนี้ด่าใครที่ไม่เห็นด้วยว่าเป็นพวก &#8220;ปฏิกิริยา&#8221; โดยไม่ถามไถ่เหตุผลว่าทำไมจึงตั้งคำถามว่าระบอบคอมมิวนิสต์ จะแก้ปัญหาของสังคมไทยอย่างไร?<br />
คนทำสื่อที่พยายามศึกษา เก็บข้อมูล และแยกแยะวิเคราะห์ความเป็นไปของสังคมนั้นย่อมมีหน้าที่ตั้งคำถาม ยกประเด็นและขอความกระจ่างจากคนที่เรียกตัวเองว่าเป็น &#8220;activists&#8221; ที่ต้องการผลักดันให้สังคมไปทางใดทางหนึ่ง<br />
สื่อที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ย่อมต้องยืนข้างประชาธิปไตยในความหมายที่ว่าอำนาจอธิปไตยจะต้องอยู่ในมือของประชาชน<br />
เป็น &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ที่เคารพในความเห็นที่แตกต่าง แต่ยึดเอาเสียงส่วนใหญ่เป็นหลักการการปกครองประเทศ  ยุค ถนอม-ประภาส ปกครองประเทศในฐานะเผด็จการทหาร คนทำสื่อที่รับผิดชอบก็ตั้งคำถามว่าบ้านเมืองจะอยู่ในอุ้งมือของนายทหาร กลุ่มเดียวได้อย่างไร?<br />
เมื่อประชาชน และนักศึกษารวมตัวกันเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ คนทำสื่อที่รักประชาธิปไตย และความเป็นธรรมก็เป็นกำลังสำคัญในการเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลง มิใช่เพื่อ &#8220;activists&#8221; ที่เคลื่อนไหวเท่านั้น หากแต่เห็นเป็นประโยชน์สำหรับสังคมทั้งมวล<br />
หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาฯ ซึ่งเป็น &#8220;ชัยชนะของประชาชน&#8221; และนักศึกษาบางกลุ่มมีความ &#8220;ฮึกเหิม&#8221; เข้าไปคุมกิจกรรมในทำเนียบ สื่อก็ตั้งคำถามว่า &#8220;ใครยกบ้านเมืองให้นักศึกษา?&#8221;<br />
และเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในเวลาต่อมา ทหารเข้ามายึดอำนาจ ปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการควบคุมสื่อสารมวลชนทั้งหลายทั้งปวงเพื่อบิดเบือน ข่าวสาร สื่อที่รับผิดชอบก็ลุกขึ้นคัดค้านและต่อสู้และตั้งคำถามในนามของประชาชนที่ ไม่ได้รับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นกลางและรอบด้าน<br />
เมื่อ &#8220;คนเสื้อเหลือง&#8221; เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทักษิณ สื่อที่รับผิดชอบก็รายงานความเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา  ใน ภาวะที่สังคมแตกแยกและถูกทุกฝ่ายยัดเยียดข้อมูลฝ่ายตนให้กับประชาชน สื่อที่มีความรับผิดชอบย่อมจะต้องรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่าย<br />
และทุกฝ่ายที่ต้องการให้ข่าวสารข้อมูลของด้านตนเท่านั้นไปถึงสาธารณชนก็ จะไม่พอใจเมื่อสื่อทำหน้าที่รายงานความเป็นไปของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง<br />
ช่วง &#8220;เสื้อเหลือง&#8221; ประท้วง ก็เคยต่อว่าต่อขานสื่อที่รายงานข่าวที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนต้องการจากสื่อ <br />
คน &#8220;เสื้อเหลือง&#8221; ไม่เห็นพ้องกับสื่อไหนก็จะเรียกพวกเขาว่า &#8220;พวกทาสของทุนสามานย์&#8221; <br />
วันนี้ คน &#8220;เสื้อแดง&#8221; บางคนก็ใช้คำว่า &#8220;รับใช้อำมาตย์&#8221; กับสื่อที่ตนเห็นว่าไม่ใช่พวกของตน<br />
วันนั้น สื่อที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาย่อมจะต้องยืนยันสิทธิที่จะแสดงความเห็นที่ แตกต่างไปจากที่คน &#8220;เสื้อเหลือง&#8221; ต้องการจะประกาศเป็นแนวทางของตนเอง<br />
วันนี้ &#8220;คนเสื้อแดง&#8221; ประท้วง สื่อที่ทำหน้าที่ตามหลักการจรรยาบรรณก็จะต้องรายงานอย่างรอบด้าน และเปิดเวทีให้ความเห็นทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงออกเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ชาติเช่นกัน<br />
เพราะสื่อในฐานะเป็นมิติหนึ่งของสังคมก็เรียกร้องความเป็น &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; อย่างสุดจิตสุดใจ<br />
เพราะใครที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะต้องเคารพในการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนที่มิอาจจะเป็น &#8220;เครื่องมือ&#8221; ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้งได้เป็นอันขาด<br />
สังคมย่อมคาดหวังว่า &#8220;สื่อ&#8221; จะต้องทำหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์สุจริตตรงไปตรงมาไม่ตกอยู่ภายใต้การคุกคามของฝ่ายใด<br />
นี่คือความหมายของ &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ที่ทุกฝ่ายเรียกร้องต้องการอย่างแท้จริง<br />
อย่าให้การเรียกร้อง &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ของคนเสื้อสีไหนก็ตามมาพร้อมกับการคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นอย่าง เสรีของประชาชน เพราะสิทธิแห่งการเห็นแย้งนั้นคือ &#8220;หัวใจของประชาธิปไตย&#8221; มิใช่หรือ?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

