<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Anpanpon :P Blog not Bread !! &#187; Read</title>
	<atom:link href="http://anpanpon.com/blog/on/read/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anpanpon.com/blog</link>
	<description>bread, blog, design, graphic design, politics, thai, environment, social, culture, art, media, movie, music, friends, tu, berlin, photography, travel, eat</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2011 19:07:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ไทยปรับเวลาใหม่ บังคับใช้ 23 ส.ค. !!</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%83/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%83/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Aug 2008 11:23:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Read]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=182</guid>
		<description><![CDATA[ขออนุญาตแก้ข่าว !!!
ตามที่มีข่าว เรื่อง การปรับเวลาประเทศไทย ให้เร็วกว่าเวลาปัจจุบัน 30 นาที ไม่เป็นความจริง สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ขอเรียนให้ทราบว่า สถาบันฯ มีหน้าที่จัดทำและรักษาเวลามาตรฐานตามระบบสากล และให้บริการถ่ายทอดเวลามาตรฐานโดยการปรับเทียบเวลามาตรฐาน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการมีเวลาที่ถูกต้องเที่ยงตรงสามารถนำไปใช้ได้  ไม่ได้เป็นการปรับแก้เวลา หรือปรับเปลี่ยนเวลาใดๆทั้งสิ้น ตามที่เป็นข่าว
สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ
ปล.ขอบคุณเพื่อนๆที่มาให้ข่าวสาร 
และขออภัยที่ไม่ได้เช็คข่าวล่วงหน้า

ไทยปรับเวลาใหม่ ให้ตรงกันทั่วประเทศ บังคับใช้ 23 ส.ค.
จากความเหลื่อมล้ำทางเวลาของไทย จนทำให้ไม่เป็นมาตรฐาน
สถาบันมาตรวิทยากระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
จึงดำเนินการปรับเปลี่ยนเวลาของไทยใหม่ทั่วประเทศ
เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล 
โดยจะทำการปรับเวลาประเทศไทยให้เร็วกว่าเวลาปัจจุบัน 30 นาที
ตัวอย ่าง ปัจจุบันเวลา 8:30 น.จะต้องปรับเป็น 8:00 น.
เพราะฉะนั้นประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะต้องตื่นเร็วกว่าปกติ 30 นาที
เพื่อรักษาสภาพการดำเนินชีวิตให้เหมือนเดิมปกติ
ก่อนที่จะมีการปรับเวลา โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ 
โดยกำหนดให้ผู้ประกอบ 4 ประเภท ดังนี้ 
        1. ผู้ ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายภาพและเสียง
อาทิ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขออนุญาตแก้ข่าว !!!</p>
<p><b>ตามที่มีข่าว เรื่อง การปรับเวลาประเทศไทย ให้เร็วกว่าเวลาปัจจุบัน 30 นาที ไม่เป็นความจริง สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ขอเรียนให้ทราบว่า สถาบันฯ มีหน้าที่จัดทำและรักษาเวลามาตรฐานตามระบบสากล และให้บริการถ่ายทอดเวลามาตรฐานโดยการปรับเทียบเวลามาตรฐาน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการมีเวลาที่ถูกต้องเที่ยงตรงสามารถนำไปใช้ได้  ไม่ได้เป็นการปรับแก้เวลา หรือปรับเปลี่ยนเวลาใดๆทั้งสิ้น ตามที่เป็นข่าว</b></p>
<p><a href="http://www.nimt.or.th/nimt/Announcement/index.php?menuName=news_detail&#038;menuNameOld=news_all&#038;type=hotissue&#038;NewsId=78" target="_blank">สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ</a></p>
<p>ปล.ขอบคุณเพื่อนๆที่มาให้ข่าวสาร <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /><br />
และขออภัยที่ไม่ได้เช็คข่าวล่วงหน้า</p>
<blockquote><p>
<s>ไทยปรับเวลาใหม่ ให้ตรงกันทั่วประเทศ บังคับใช้ 23 ส.ค.</p>
<p>จากความเหลื่อมล้ำทางเวลาของไทย จนทำให้ไม่เป็นมาตรฐาน<br />
สถาบันมาตรวิทยากระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี<br />
จึงดำเนินการปรับเปลี่ยนเวลาของไทยใหม่ทั่วประเทศ<br />
เพื่อให้ถูกต้องแม่นยำตามหลักสากล </p>
<p>โดยจะทำการปรับเวลาประเทศไทยให้เร็วกว่าเวลาปัจจุบัน 30 นาที<br />
ตัวอย ่าง ปัจจุบันเวลา 8:30 น.จะต้องปรับเป็น 8:00 น.<br />
เพราะฉะนั้นประชาชนชาวไทยทั้งประเทศจะต้องตื่นเร็วกว่าปกติ 30 นาที<br />
เพื่อรักษาสภาพการดำเนินชีวิตให้เหมือนเดิมปกติ<br />
ก่อนที่จะมีการปรับเวลา โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ </p>
<p>โดยกำหนดให้ผู้ประกอบ 4 ประเภท ดังนี้ </p>
<p>        1. ผู้ ประกอบกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายภาพและเสียง<br />
อาทิ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ขั้นพื้นฐาน โทรศัพท์ เคลื่อนที่<br />
ผู้ให้บริการเอทีเอ็ม เป็นต้น </p>
<p>        2. ผู้ให้ บริการการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อาทิ<br />
ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต เจ้าของหอพัก โรงแรม หน่วยราชการ<br />
บริษัทต่างๆ เป็นต้น </p>
<p>        3. ผู้ให้บริการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ </p>
<p>        4. ผู้ให้บริการร้านอินเตอร์เน็ตต่างๆ </p>
<p>        ทั้งนี้ผู้ให้บริการทั้งหมด ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
หากไม่ปฏิบัติตามตามกฎหมายของกระทรวงไอซีที<br />
จะต้องมีโทษปรับประมาณ 1-5 แสนบาท
</p></blockquote>
<p>โห เมืองไทยมีปรับเวลากันด้วยแฮะ ..<br />
แต่ว่านี่มันเรื่องใหญ่โตมากเลยนะเนี่ย<br />
น่าจะมีการประกาศกันเนิ่นๆ กว่านี้อีกสักหน่อยรึเปล่า ?<br />
แล้วต่างประเทศล่ะ .. มันจะมีตัวรับสัญญาณแล้วปรับได้เลยเหรอ?</s></p>
<p>ปล. เมื่อว่าทักษิณได้ออกข่าวบน U-bahn ด้วยแฮะ<br />
บอกว่า &#8220;ตอนนี้จะขอเป็นผู้ลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษ&#8221;<br />
-_-&#8221; หนีหมายศาลซะงั้นเลย !!</p>
<p>via <a href="http://jubjangjj.multiply.com/journal/item/39/39" target="_blank">นั่งริมทะเลตากสายฝนกันเหอะ &#8211; ไทยปรับเวลาใหม่ให้ตรงกันทั่วประเทศ&#8211;เร็วขึ้น ประมาณ 30 นาที<br />
 </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%83/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช่างคิด</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 May 2008 17:45:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Read]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=162</guid>
		<description><![CDATA[เปิดไปเจอ blog พูดถึงเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้มา
อ่านแล้วรู้สึกดีที่ได้อ่าน  
ปล.ตอนที่เอามาเป็นของคุณต่อ ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่ง phoenomena


ผมเป็นคนทำงานโฆษณา ผมคือผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
ผมรักงาน ผมชอบทำงาน
หลายคนพูดว่าผมเป็นคนเก่ง
แต่คุณรู้ไหมว่า เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมรู้สึกว่าผมเป็นอะไร
ผมรู้สึกว่าผมเป็นแค่…
ขี้หมาก้อนเล็กๆก้อนหนึ่ง ที่อยู่บนพื้นคอนกรีต
ตอนผมอายุ25 ผมเริ่มทำงานโฆษณา
ยิ่งทำ ยิ่งรู้ ยิ่งเห็น ยิ่งศึกษา
ผมก็พบว่าแท้ที่จริงแล้ว
โฆษณาก็คือ เครื่องมือตัวหนึ่งที่จะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทของลูกค้า
ทำเงินให้เยอะๆสร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้าเยอะๆเพราะลูกค้าคือพระเจ้า
หลายคนพูดว่า โฆษณาที่ดีคือโฆษณาที่ต้องขายของ
และถ้าทุกคนคิดแบบนั้น
งานโฆษณามันก็มีค่าแค่…
ขี้หมาก้อนเล็กๆแห้งๆก้อนหนึ่ง ที่อยู่บนพื้นคอนกรีต
ครับ ในตอนนั้น ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนที่ไม่มีค่าอะไรเลย
เพราะสิ่งที่ผมทำก็คือ
ทำหนังเท่ๆ อาร์ตๆ ตัวแสดงดูดีมีชาติตระกูล
ทำให้แบรนด์หรือสินค้านั้น สวยทันสมัย มีรสนิยม ไฮโซ
ทำให้ผู้บริโภคดูแล้วอยากได้ อยากมี อยากเท่ อยากเป็นแบบในโฆษณา
ยิ่งทำเท่าไหร่ ผมยิ่งก็รู้สึกว่าผมเป็นก้อนขี้หมาก้อนหนึ่ง
ยิ่งทำก็ยิ่งเหม็นตัวเอง
จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็รู้ว่า
ขี้หมาอย่างผม จะหายเหม็นได้อย่างไร
ตอนนั้น ผมอายุ 29
ผมทำหนังเรื่องหนึ่ง
สินค้าคือ ธนาคารเอเชีย
เรื่องราวก็คือ
เด็กเวรๆคนหนึ่งเลี้ยงปลาทอง
ยิ่งเลี้ยง แม่ก็ยิ่งบ่น
เลี้ยงทำไมปลาทอง เลี้ยงปลาทูดีกว่า มันยังจะกินได้
การบ้านก็ไม่สนใจ
เวลากินข้าว เด็กคนนั้นก็เฝ้าดูแต่ปลาทอง
เมื่อเวลาผ่านไป ปลาทองก็เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ
แล้ววันหนึ่ง
เด็กคนนั้นก็เอาปลาทองที่มีอยู่ ออกขาย
เพื่อเอาเงินมาให้แม่
ครับ มันไม่ได้เป็นหนังที่ดีอะไรมาก
ได้รางวัลหรือเปล่า ผมก็จำไม่ได้
แต่ที่ผมจำได้แม่นก็คือ
เช้าวันหนึ่งผมดูรายการบ้านเลขที่5 ทางช่อง5
พิธีกรสัมภาษณ์เด็กคนหนึ่งที่ทำเวบไซต์จนโด่งดัง
ทำเงินได้มากมาย
โดยรายได้ทั้งหมด เด็กคนนั้นนำมามอบให้แม่
พิธีกรถามว่า เขาได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร
เด็กคนนั้นตอบว่า
เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังปลาทองของธนาคารเอเชีย
ในวันนั้นเอง ผมภูมิใจมากและดีใจมาก
ที่ดีใจไม่ใช่เพราะว่า ผมกลายร่างจากขี้หมา กลายเป็นทอง
เปล่าครับ อย่าเข้าใจผิด
ผมยังคงเป็นขี้หมาก้อนเล็กๆ เหม็นๆเหมือนเดิม
แต่ผมรู้วิธีแล้วว่า จะทำอย่างไร
ให้ขี้หมาก้อนเล็กๆแห้งๆที่อยู่บนพื้นคอนกรีตอย่างผมนั้นหายเหม็น
วิธีการง่ายนิดเดียว
เราก็แค่ย้ายขี้หมาก้อนนั้นไปวางบนสนามหญ้า
แทนที่จะวางบนพื้นคอนกรีต
เมื่อขี้หมาอยู่บนสนามหญ้า
มันจะเป็นมากกว่าขี้หมา
มันกลายเป็นปุ๋ย กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับสิ่งที่อยู่รอบๆตัวมัน
ดินได้ประโยชน์ จุลินทรีย์ในดินได้ประโยชน์
ต้นไม้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เปิดไปเจอ blog พูดถึงเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้มา<br />
อ่านแล้วรู้สึกดีที่ได้อ่าน <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p><small>ปล.ตอนที่เอามาเป็นของคุณต่อ ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่ง phoenomena<br />
</small></p>
<blockquote>
<p>ผมเป็นคนทำงานโฆษณา ผมคือผู้กำกับหนังโฆษณาอันดับหนึ่งของโลก<br />
ผมรักงาน ผมชอบทำงาน<br />
หลายคนพูดว่าผมเป็นคนเก่ง<br />
แต่คุณรู้ไหมว่า เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมรู้สึกว่าผมเป็นอะไร<br />
ผมรู้สึกว่าผมเป็นแค่…<br />
ขี้หมาก้อนเล็กๆก้อนหนึ่ง ที่อยู่บนพื้นคอนกรีต</p>
<p>ตอนผมอายุ25 ผมเริ่มทำงานโฆษณา<br />
ยิ่งทำ ยิ่งรู้ ยิ่งเห็น ยิ่งศึกษา<br />
ผมก็พบว่าแท้ที่จริงแล้ว<br />
โฆษณาก็คือ เครื่องมือตัวหนึ่งที่จะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทของลูกค้า<br />
ทำเงินให้เยอะๆสร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้าเยอะๆเพราะลูกค้าคือพระเจ้า</p>
<p>หลายคนพูดว่า โฆษณาที่ดีคือโฆษณาที่ต้องขายของ<br />
และถ้าทุกคนคิดแบบนั้น<br />
งานโฆษณามันก็มีค่าแค่…<br />
ขี้หมาก้อนเล็กๆแห้งๆก้อนหนึ่ง ที่อยู่บนพื้นคอนกรีต</p>
<p>ครับ ในตอนนั้น ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนที่ไม่มีค่าอะไรเลย</p>
<p>เพราะสิ่งที่ผมทำก็คือ<br />
ทำหนังเท่ๆ อาร์ตๆ ตัวแสดงดูดีมีชาติตระกูล<br />
ทำให้แบรนด์หรือสินค้านั้น สวยทันสมัย มีรสนิยม ไฮโซ<br />
ทำให้ผู้บริโภคดูแล้วอยากได้ อยากมี อยากเท่ อยากเป็นแบบในโฆษณา<br />
ยิ่งทำเท่าไหร่ ผมยิ่งก็รู้สึกว่าผมเป็นก้อนขี้หมาก้อนหนึ่ง<br />
ยิ่งทำก็ยิ่งเหม็นตัวเอง</p>
<p>จนกระทั่งวันหนึ่งผมก็รู้ว่า<br />
ขี้หมาอย่างผม จะหายเหม็นได้อย่างไร</p>
<p>ตอนนั้น ผมอายุ 29<br />
ผมทำหนังเรื่องหนึ่ง<br />
สินค้าคือ ธนาคารเอเชีย<br />
เรื่องราวก็คือ<br />
เด็กเวรๆคนหนึ่งเลี้ยงปลาทอง<br />
ยิ่งเลี้ยง แม่ก็ยิ่งบ่น<br />
เลี้ยงทำไมปลาทอง เลี้ยงปลาทูดีกว่า มันยังจะกินได้<br />
การบ้านก็ไม่สนใจ<br />
เวลากินข้าว เด็กคนนั้นก็เฝ้าดูแต่ปลาทอง<br />
เมื่อเวลาผ่านไป ปลาทองก็เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ<br />
แล้ววันหนึ่ง<br />
เด็กคนนั้นก็เอาปลาทองที่มีอยู่ ออกขาย<br />
เพื่อเอาเงินมาให้แม่</p>
<p>ครับ มันไม่ได้เป็นหนังที่ดีอะไรมาก<br />
ได้รางวัลหรือเปล่า ผมก็จำไม่ได้<br />
แต่ที่ผมจำได้แม่นก็คือ<br />
เช้าวันหนึ่งผมดูรายการบ้านเลขที่5 ทางช่อง5<br />
พิธีกรสัมภาษณ์เด็กคนหนึ่งที่ทำเวบไซต์จนโด่งดัง<br />
ทำเงินได้มากมาย<br />
โดยรายได้ทั้งหมด เด็กคนนั้นนำมามอบให้แม่<br />
พิธีกรถามว่า เขาได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร<br />
เด็กคนนั้นตอบว่า<br />
เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังปลาทองของธนาคารเอเชีย</p>
<p>ในวันนั้นเอง ผมภูมิใจมากและดีใจมาก<br />
ที่ดีใจไม่ใช่เพราะว่า ผมกลายร่างจากขี้หมา กลายเป็นทอง<br />
เปล่าครับ อย่าเข้าใจผิด<br />
ผมยังคงเป็นขี้หมาก้อนเล็กๆ เหม็นๆเหมือนเดิม<br />
แต่ผมรู้วิธีแล้วว่า จะทำอย่างไร<br />
ให้ขี้หมาก้อนเล็กๆแห้งๆที่อยู่บนพื้นคอนกรีตอย่างผมนั้นหายเหม็น</p>
<p>วิธีการง่ายนิดเดียว<br />
เราก็แค่ย้ายขี้หมาก้อนนั้นไปวางบนสนามหญ้า<br />
แทนที่จะวางบนพื้นคอนกรีต</p>
<p>เมื่อขี้หมาอยู่บนสนามหญ้า<br />
มันจะเป็นมากกว่าขี้หมา<br />
มันกลายเป็นปุ๋ย กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับสิ่งที่อยู่รอบๆตัวมัน<br />
ดินได้ประโยชน์ จุลินทรีย์ในดินได้ประโยชน์<br />
ต้นไม้ ต้นหญ้า ได้รีบผลประโยชน์<br />
และเมื่อเวลาผ่านไป<br />
ขี้หมาก้อนเล็กๆก้อนนั้น ก็ได้ซึมซาบตัวมันเองเข้าไปในดิน<br />
ขี้หมาก้อนนั้นได้เปลี่ยนสภาพและเข้าไปอยู่ในทุกอณูของสิ่งที่อยู่รอบตัวมัน<br />
ขี้หมาก้อนนั้นหายเหม็น</p>
<p>ถ้าผมทำงานโฆษณาโดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับลูกค้าอย่างเดียว<br />
มันคงหยุดอยู่แค่…พื้นคอนกรีต<br />
แต่ถ้าผมทำโฆษณาเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน<br />
โดยคิดถึงผู้บริโภคเป็นหลัก<br />
ทำอย่างไรให้โฆษณามีส่วนร่วมกับสังคม คิดถึงสังคม<br />
นำเนื้อหาและปัญหาของสังคมมาตีแผ่ วิพากษ์วิจารณ์<br />
สร้างคำถามให้กับผู้บริโภค<br />
กระตุ้นให้คนทั้งหกสิบล้านคนทั่วประเทศได้คิด ได้มองตัวเอง<br />
สร้างทัศนคติดีๆใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคไปพร้อมๆกับการขายของ</p>
<p>เมื่อนั้น การขายของจะไม่ใช่การขายของแบบเดิมๆอีกต่อไป<br />
มันจะเป็นการขาย ที่ซึมลึก เป็นมิตร เพื่อประโยชน์ เป็นเพื่อน จริงใจ<br />
และถ้าคุณทำแบบบริสุทธิ์ใจ<br />
สิ่งที่คุณจะได้คือ ผลกำไรที่ยั่งยืน<br />
มันอาจจะไม่ใช่แบรนด์ที่ทันสมัย ดูดี<br />
แต่มันจะเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครัก</p>
<p>ครับ ทุกวันนี้ผมยังคงเป็นขี้หมา<br />
เราทั้งหมดก็เป็นขี้หมา<br />
ลูกค้าหรือเจ้าของสินค้าก็เป็นขี้หมา<br />
เราอยู่ในธุรกิจขี้หมา<br />
เราอยู่ในโลกทุนนิยมขี้หมาๆ</p>
<p>แต่ขี้หมามีอยู่ 2 ประเภท<br />
แบบเหม็นกับไม่เหม็น
</p></blockquote>
<p>ปล.ว่าแล้วก็ฝากซื้อหน่อยดิ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  </p>
<p>via <a href="http://sorry061.wordpress.com/" target="_blank">sorry61</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลาก่อนโทรเลข</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%82/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%82/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Mar 2008 00:42:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Me]]></category>
		<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=94</guid>
		<description><![CDATA[
ไปรษณีย์กลางบางรักเตรียมจัดงานอำลาโทรเลข
ระหว่างวันที่ 20-30 เมษายน
ซึ่งเป็นช่วงอาทิตย์สุดท้ายของการให้บริการโทรเลข
ก่อนที่จะปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2551
ไม่เคยมีโอกาสได้รับโทรเลขเลยแฮะ
มีแต่เคยตามพ่อตอนสมัยเด็กๆ เข้าไปดูเค้าทำงานส่งโทรเลขกัน -_-&#8221;
จำได้แต่ว่าเป็นกระดาษยาวๆ ขนาดประมาณ 1 cm
สีเหลือง สีชมพู วางเกะกะทั่วห้องเต็มไปหมด ..
จำได้เลาๆ ว่าอยากจะขอมาเล่นเป็นกระเป๋ารถเมล์มาก
แต่ด้วยความอายเลยไม่ได้เอ่ยปาก ..
(เอ๊ะ! หรือขอมาแล้วแต่ลืมวะ -_-&#8221;)
ก่อนที่มันจะผ่านไปตามอายุขัยของเทคโนโลยี
อยากได้รับโทรเลขสักฉบับแฮะ
&#8230;.&#8221;ใครก็ได้ ส่งมาให้ที !!!!&#8221; 
จุดประกาย : โทรเลขจ๋า&#8230;ลาก่อน 

โทรเลขจ๋า&#8230;ลาก่อน
20 มีนาคม พ.ศ. 2551 10:00:00
เป็นธรรมดาที่คลื่นลูกใหม่ย่อมแรงกว่าคลื่นลูกเก่า โทรเลขก็ต้องยอมยกธงขาวให้กับเอสเอ็มเอส โทรศัพท์มือถือและเอ็มเอสเอ็น เช่นเดียวกับคนที่รู้รหัสมอร์สที่ยังเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : คณิสสร ต้องทรัพย์ รู้อยู่แล้วว่า คงต้องถึงวันนี้สักวัน หลังจากมีข่าวกระเซ็นกระสายมาพักหนึ่งแล้วว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะยกเลิกบริการโทรเลขที่ส่งเสียงเคาะ &#8220;แต๊ก แต๊ก&#8221; มานานถึง 133 ปี
 แต่เจ้าหน้าที่โทรเลข ประจำไปรษณีย์กลาง บางรัก คนนี้ยังอดบ่นเสียดายไม่ได้
โทรเลข หรือชาวบ้านยุคก่อนเรียกกันว่า &#8220;ตะแล๊บแก๊ป&#8221; ซึ่งเพี้ยนมาจาก Telegraph ในภาษาอังกฤษ เป็นเครื่องมือสื่อสารยุคแรกของประเทศไทยสมัยที่คนไทยยังไม่รู้คำว่า SMS และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>
ไปรษณีย์กลางบางรักเตรียมจัดงานอำลาโทรเลข<br />
ระหว่างวันที่ 20-30 เมษายน<br />
ซึ่งเป็นช่วงอาทิตย์สุดท้ายของการให้บริการโทรเลข<br />
ก่อนที่จะปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ<br />
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2551</p></blockquote>
<p>ไม่เคยมีโอกาสได้รับโทรเลขเลยแฮะ<br />
มีแต่เคยตามพ่อตอนสมัยเด็กๆ เข้าไปดูเค้าทำงานส่งโทรเลขกัน -_-&#8221;<br />
จำได้แต่ว่าเป็นกระดาษยาวๆ ขนาดประมาณ 1 cm<br />
สีเหลือง สีชมพู วางเกะกะทั่วห้องเต็มไปหมด ..<br />
จำได้เลาๆ ว่าอยากจะขอมาเล่นเป็นกระเป๋ารถเมล์มาก<br />
แต่ด้วยความอายเลยไม่ได้เอ่ยปาก ..<br />
(เอ๊ะ! หรือขอมาแล้วแต่ลืมวะ -_-&#8221;)</p>
<p>ก่อนที่มันจะผ่านไปตามอายุขัยของเทคโนโลยี<br />
อยากได้รับโทรเลขสักฉบับแฮะ<br />
&#8230;.&#8221;ใครก็ได้ ส่งมาให้ที !!!!&#8221; </p>
<p><a href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/03/20/WW06_WW06_news.php?newsid=240513" target="_blank">จุดประกาย : โทรเลขจ๋า&#8230;ลาก่อน </a></p>
<p><span id="more-94"></span></p>
<p><b>โทรเลขจ๋า&#8230;ลาก่อน<br />
20 มีนาคม พ.ศ. 2551 10:00:00</b></p>
<p>เป็นธรรมดาที่คลื่นลูกใหม่ย่อมแรงกว่าคลื่นลูกเก่า โทรเลขก็ต้องยอมยกธงขาวให้กับเอสเอ็มเอส โทรศัพท์มือถือและเอ็มเอสเอ็น เช่นเดียวกับคนที่รู้รหัสมอร์สที่ยังเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน</p>
<p>กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : คณิสสร ต้องทรัพย์ รู้อยู่แล้วว่า คงต้องถึงวันนี้สักวัน หลังจากมีข่าวกระเซ็นกระสายมาพักหนึ่งแล้วว่า การสื่อสารแห่งประเทศไทยจะยกเลิกบริการโทรเลขที่ส่งเสียงเคาะ &#8220;แต๊ก แต๊ก&#8221; มานานถึง 133 ปี</p>
<p> แต่เจ้าหน้าที่โทรเลข ประจำไปรษณีย์กลาง บางรัก คนนี้ยังอดบ่นเสียดายไม่ได้</p>
<p>โทรเลข หรือชาวบ้านยุคก่อนเรียกกันว่า &#8220;ตะแล๊บแก๊ป&#8221; ซึ่งเพี้ยนมาจาก Telegraph ในภาษาอังกฤษ เป็นเครื่องมือสื่อสารยุคแรกของประเทศไทยสมัยที่คนไทยยังไม่รู้คำว่า SMS และ MSN</p>
<p>“โทรเลขเป็นความผูกพัน และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม เสน่ห์ของมันอยู่ที่ความคลาสสิก ทักษะการเคาะรหัสมอร์สในยุคต้นของการส่งโทรเลขระยะแรก ที่ต้องได้รับการฝึกฝนให้มีความแม่นยำ ถ่ายทอดมาเป็นรุ่นสู่รุ่น” เจ้าหน้าที่โทรเลขรุ่นเดอะ กล่าว</p>
<p>เขาเล่าว่า ยุคเฟื่องฟูที่สุดของโทรเลข คงต้องยกให้กับยุค 60 ที่วัยรุ่นมักจะส่งข้อความถึงกัน เป็นเรื่องความรักระหว่างหนุ่มสาว มีโทรเลขจำนวนมากที่ส่งไปถึงผู้รับในวันวาเลนไทน์ ซึ่งยอดการส่งโทรเลขสูงสุดถึง 1 แสนฉบับต่อวัน</p>
<p>คณิสสร ต้องทรัพย์</p>
<p>แม้จะเทียบไม่ได้กับเอสเอ็มเอสและอีการ์ดที่ส่งให้กันในยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูอย่างน้อยสะท้อน ให้เห็นว่าหนุ่มสาวยุคก่อนก็ฮิตส่ง &#8220;เอสเอ็มเอส&#8221; ตามแบบฉบับของพวกเขาเหมือนกัน</p>
<p>อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ใช้บริการโทรเลขลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 4-5 ปีหลัง สถิติไปรษณีย์กลางบันทึกไว้อยู่ที่ 8,000 ฉบับต่อเดือน หรือประมาณ 330 ฉบับต่อวัน  ส่งผลให้ไปรษณีย์จำเป็นต้องลดจำนวนเจ้าหน้าที่ให้บริการลงจากเดิม 300 คน เหลือเพียง 25 คน</p>
<p>&#8220;ผู้ใช้บริการโทรเลขส่วนใหญ่ตอนนี้มักเป็นข้อความทวงหนี้จากผู้ให้บริการบัตรเครดิต ที่ต้องการหลักฐานยืนยันการชำระหนี้ล่าช้าเพื่อฟ้องศาล ส่วนข้อความอื่นๆ จะเป็นข้อความประเภททั่วไป&#8221; คณิสสร บอกสถานการณ์</p>
<p>โทรเลขเป็นช่องทางการสื่อสารของคนทั่วไป สำนักพระราชวังก็ใช้โทรเลขเป็นช่องทางสื่อราชสาร เช่น ส่งข้อความแสดงความยินดีกับราชวงศ์ในประเทศอื่น</p>
<p>ขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องการส่งโทรเลขส่งก็สามารถกรอกแบบฟอร์มเขียนข้อความที่ต้องการลงไป อัตราค่าบริการนำส่งสำหรับโทรเลขธรรมดา อยู่ที่คำละ 1 บาท หากต้องการส่งแบบด่วนมาก ราคาค่าบริการจะอยู่ที่คำละ 2 บาท เท่านั้น ซึ่งจะว่าไปยังสูงกว่าส่งเอสเอ็มเอสผ่านมือถือ</p>
<p>คณิสสรบอกว่า โทรเลข เป็นช่องทางสื่อสารสำหรับชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล ต่างถิ่น เจ้าหน้าที่ส่งข้อความเองก็มักเจอกับข้อความแปลกๆ อยู่เสมอ</p>
<p>เช่น ‘มาแล้วไม่ต้องมา&#8217; และ ไม่มาให้มาด่วน’ กลายเป็นเรื่องขบขันและมานั่งคิดกันว่าผู้ส่งต้องการสื่อสารความหมายอะไรไปถึงผู้รับ</p>
<p>ข้อความลักษณะนี้ส่งมาบ่อย จนเจ้าหน้าที่โทรเลขเริ่มสรุปได้ว่าเป็นข้อความที่ฝ่ายหญิงส่งให้ฝ่ายชายเพื่อนัดแนะอะไรบางอย่างที่รู้กันเพียง 2 คน</p>
<p>“เจ้าหน้าที่มักมีอารมณ์ร่วมกับข้อความที่ส่งผ่านโทรเลขอยู่เสมอ บางครั้งก็แอบอมยิ้มกับข้อความยินดี เช่น โทรเลขแจ้งลูกเกิด ได้งานใหม่ เรียนจบ หรือสอบผ่าน</p>
<p>โทรเลขอายุ 157 ปี</p>
<p>ส่วนข้อความแสดงความเสียใจ เช่น ญาติเสีย เจ้าหน้าที่ทุกคนจะมีสัญชาตญาณ พร้อมจะนำส่งข้อความถึงมือผู้รับให้เร็วที่สุด” เขากล่าว</p>
<p>ปกติเจ้าหน้าที่โทรเลขจะนำโทรเลขจากจุดรับฝากโทรเลข ไปส่งที่ศูนย์บริการรับส่งวันละ 4-5 รอบ โดยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงรอบสุดท้ายที่นำส่งจะอยู่ที่ 4-5 ทุ่ม เพราะหากนำส่งดึกกว่านั้นอาจได้รับแจ้งโทษฐานบุกรุกยามวิกาลได้  </p>
<p>เอสเอ็มเอสยุคแรก</p>
<p>โทรเลข ถือกำเนิดในประเทศไทยตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 ในปี 2418 ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล ที่ประเดิมตั้งเสาโทรเลขสายแรกจากกรุงเทพไปถึงสมุทรปราการ ก่อนที่จะขยายไปทั่วประเทศ</p>
<p>ทุกวันนี้จะสังเกตเห็นเสาสัญญาณโทรเลขอยู่ข้างเสาไฟ ตามทางหลวง เสาดังกล่าวมีไว้เพื่อส่งโทรเลขด้วยสัญญาณรหัสมอร์ส ซึ่งไทยเริ่มใช้มาประมาณ 100 ปี</p>
<p>การส่งโทรเลขด้วยรหัสมอร์ส จะส่งผ่านเครื่องส่งสัญญาณและเครื่องรับสัญญาณ ซึ่งตั้งอยู่ต่างที่กัน ข้อความที่ส่งจะถูกเคาะเป็นรหัสแล้วแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังเครื่องรับที่ปลายทางในรูปแบบเสียง “แต๊ก แต๊ก” ทำให้ข้อความที่ส่งผ่านระบบโทรเลขใช้เวลารวดเร็วเพียง 2 นาที</p>
<p>“รูปแบบการส่งสัญญาณรหัสมอร์ส คือการเคาะรหัสสั้นยาวตามตัวอักษรโรมันที่กำหนด โดยผู้ส่งและผู้รับจำเป็นต้องเข้าใจรหัสและแปลงเสียงที่ได้ยินเป็นข้อความได้ทันท่วงที อย่างในภาพยนตร์คาวบอย ที่มักใช้นิ้วเคาะรหัสส่งสัญญาณระหว่างนักแสดงด้วยกันเอง” นายเสน่ห์ แพ่งสภา ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์นครหลวงใต้ แจงรหัสโทรเลข</p>
<p>สิ่งที่ทำให้รหัสมอร์สได้รับการยอมรับนั้น เป็นเพราะมีคนรู้รหัสนี้อยู่น้อย ในอดีตรหัสมอร์สมีไว้เพื่อสืบราชการลับในยุคสงคราม แต่มาระยะหลังระบบโทรเลขได้พัฒนาขึ้นจากรหัสมอร์ส มาเป็นเครื่องโทรพิมพ์ เพื่อรองรับสารสื่อสารที่มีจำนวนมากขึ้น และต้องการความรวดเร็ว</p>
<p>“เสาโทรเลขถือกำเนิดในประเทศก่อนเสาไฟฟ้าเสียอีก เมื่อก่อนเสาโทรเลขสูงที่สุด จนคนโบราณมักเปรียบเปรยคนที่สูงมากๆ ว่า สูงเหมือนเสาโทรเลข แต่มาระยะหลังเริ่มมีเสาไฟฟ้าซึ่งสูงกว่ามาแทนที่ เสาโทรเลขจึงลดบทบาทลง เช่นเดียวกับคนที่รู้รหัสมอร์ส” เขากล่าว</p>
<p>รหัสมอร์ส คิดค้นขึ้นโดย แซมมวล มอร์ส นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ ผู้พัฒนาเครื่องรับส่งโทรเลขคนแรก เมื่อปี 2378 จึงเป็นที่มาของ ‘รหัสมอร์ส’ ที่ใช้สื่อสารในกิจการทางทหาร กิจการรถไฟ บอกระยะทางการเคลื่อนที่ของรถไฟก่อนถึงชานชาลา ตลอดจน กิจการไปรษณีย์โทรเลข</p>
<p>การส่งสัญญาณรหัสมอร์ส ถือเป็นอีกพัฒนาการหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้แทนการสื่อสารในยุคก่อน เช่น การตีเกราะเคาะไม้  ส่งสัญญาณควัน ใช้ม้าเร็ว หรือนกพิราบสื่อสาร</p>
<p>สำหรับการส่งโทรเลขจะต้องมีคนเคาะคันเคาะเพื่อส่งกระแสไฟฟ้าในรูปของสัญญาณสั้น-ยาวสลับกันไปสัญญาณนี้จะวิ่งไปตามสายโทรเลข เช่น การเคาะแบบ &#8211;  &#8211; .    สัญญาณไฟยาว ยาว สั้น ใช้แทนตัวอักษร   ก   &#8211;  . &#8211; .  ยาว สั้น ยาว สั้น ใช้แทนตัวอักษร  ข ซึ่งเป็นรหัสมอร์สสากลที่รู้กันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ</p>
<p>&#8220;สมัยก่อนพนักงานโทรเลขทุกคน จะต้องเรียนรู้รหัสมอร์ส ซึ่งเป็นวิชาหลักในโรงเรียนไปรษณีย์โทรเลข เจ้าหน้าที่โทรเลขบางคนที่มีความเชี่ยวชาญในการรับสัญญาณรหัสมอร์ส สามารถรับข้อความโทรเลขได้ครั้งละ 3-4 ฉบับ ก่อนที่จะส่งต่อพร้อมกันในครั้งเดียว หรือที่ศัพท์เจ้าหน้าที่โทรเลข เรียกว่า ‘อมข้อความ’</p>
<p>ก่อนส่งสัญญาณด้วยรหัสมอร์ส เจ้าหน้าที่จะตรวจทานความผิดพลาดของข้อความที่ต้องการส่ง แต่อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้หากผู้รับไม่มีความชำนาญหรือตีความสัญญาณผิด</p>
<p>เช่น พระมหา เจ้าหน้าที่ส่งข้อความผิดพลาดเป็น พระหมา เมื่อโทรเลขพิมพ์ออกมาแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องส่งข้อความนั้นออกไปยังผู้รับซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้เมื่อข้อความถูกส่งไปแล้ว</p>
<p>บ๊ายบายโทรเลข</p>
<p>ในที่สุดโทรเลขถูกลดบทบาทลง เมื่อ อเล็กแซนเดอร์ เกรแฮมเบลล์ เกิดปิ๊งไอเดียประดิษฐ์โทรศัพท์ขึ้น การค้นพบของเบลล์สั่นสะเทือนวงการโทรเลขพอสมควร</p>
<p>เห็นได้ชัดเจนในยุคปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าระบบโทรเลขจะต้องปิดตัวเองลงสิ้นเชิง เมื่อเทคโนโลยีสื่อสารผ่านเสียง ก้าวหน้าและเข้าถึงคนทุกพื้นที่ ทั่วโลก</p>
<p>โทรเลขในยุคแรกเฟื่องฟูมาก นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการใช้รหัสมอร์ส มาถึงยุคที่ส่งโทรเลขด้วยเครื่องขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า ไอ้โม่ง และเครื่องโทรพิมพ์ แบบกระดาษปรุแถบ จนกระทั่งเทคโนโลยีได้พัฒนาขึ้นจึงเปลี่ยนมาใช้ มาถึงโทรศัพท์แบบหมุน วิทยุโทรเลขตามลำดับ</p>
<p>ปัจจุบันการส่งโทรเลขเปลี่ยนมาใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม และคลื่นไมโครเวฟแทน ซึ่งมีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้บริการลดลง</p>
<p>“สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเลือกใช้บริการโทรเลขลดลงเพราะคนหันไปใช้เทคโนโลยีอื่นๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้มากกว่า เช่น ส่งข้อความผ่านโทรสาร หรือเครื่องแฟกซ์  โทรศัพท์มือถือ ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ที่เข้ามาแทนที่โทรเลข ทำให้ความต้องการใช้งานโทรเลขของประชาชนลดน้อยลง” ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์นครหลวงใต้ อธิบายเหตุผล</p>
<p>อีกเหตุผลที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยต้องปิดบริการโทรเลขลงเป็นเพราะเครื่องมือใช้ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน และไม่สามารถซ่อมแซมได้ เนื่องจากในหลายประเทศเลิกให้บริการ ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจะอะไหล่ที่ต้องการเปลี่ยนก็ขาดแคลนเช่นกัน</p>
<p>แม้บริการโทรเลขจะมีให้บริการในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา แต่บางประเทศได้ยกเลิกบริการไปบ้างแล้ว ขณะที่บางประเทศรัฐบาลเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนในกิจการโทรเลขแทน</p>
<p>เนื่องจากระบบโทรเลขเริ่มหมดความสำคัญลง เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ล่าสุด บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีมติให้ระงับบริการโทรเลขที่มีมากว่า 100 ปี ลงตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป</p>
<p>“บริการที่ทางไปรษณีย์จะนำมาทดแทนโทรเลข คือ ธนาณัติออนไลน์ หรือการส่งเงินพร้อมข้อความสั้นไปยังผู้รับ ซึ่งสะดวกรวดเร็วคล้ายกับการโอนเงินผ่านธนาคาร ตลอดจนบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือ EMS ถึงปลายทางไม่เกิน 2 วัน” เจ้าหน้าที่กล่าว</p>
<p>ก่อนหน้านี้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ยกเลิกการใช้โทรเลขในกิจการรถไฟลงในปี พ.ศ. 2528  เหตุเพราะโทรเลขล้าสมัยและเปลี่ยนมาใช้ระบบโทรศัพท์ควบคุมการเดินรถ แทนเครื่องเคาะรหัสมอร์ส จนกระทั่งปัจจุบันใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการเดินรถแทน</p>
<p>อย่างไรก็ตามในบางกรณีบริการโทรเลขที่เคยยกเลิกไปแล้ว ก็มีการทบทวนเพื่อกลับมาใช้ใหม่ เช่นในประเทศอังกฤษ ซึ่งเคยประกาศยกเลิกบริการโทรเลขมาประมาณ 20 ปี</p>
<p>แต่ก็ต้องกลับมาใช้อีกครั้งในยุคสงครามตะวันออกกลาง เนื่องจากระบบโทรเลขมีความแม่นยำ รวดเร็วและปลอดภัยจากปัญหาการดักฟัง</p>
<p>ก่อนที่บริการไปรษณีย์โทรเลขจะปิดตัวลง ไปรษณีย์กลางบางรักเตรียมจัดงานอำลาโทรเลข ระหว่างวันที่ 20-30 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงอาทิตย์สุดท้ายของการให้บริการโทรเลข ก่อนที่จะปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2551</p>
<p>ไปรษณีย์กลางยังเตรียมจัดสาธิตส่งสัญญาณโทรเลขด้วยรหัสมอร์ส ตลอดจนนิทรรศการนำเสนอประวัติความเป็นมาของโทรเลขตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากไปรษณีย์กลางยังได้เชิญชวนประชาชนร่วมส่งโทรเลขเป็นที่ระลึกภายในงานนี้ด้วย</p>
<p>ใครที่ยังไม่เคยส่งโทรเลขไม่ควรพลาดงานเลี้ยงอำลานี้</p>
<p>จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมร้านตัดผมต้องมีเสาสีแดง ขาว น้ำเงิน ??</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2e/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2e/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 22 Mar 2008 23:12:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=93</guid>
		<description><![CDATA[
รักชาติเหรอ ??
ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะหลายชาติก็ใช้สัญลักษณ์แบบเดียวกัน -_-&#8221;
เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ก็แดง ขาว น้ำเงิน เหมือนกันไทย
&#8230;
งั้นทำไมล่ะ ?? 
PingMag &#8211; The Tokyo-based magazine about “Design and Making Things” » Archive » An Animated Ad Pillar In Red And Blue: The Barber’s Pole

These flickering signs always stand out when you hurry pass them on the street: a barber pole, of course! But if you [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img id="image92" src="http://www.anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2008/03/PolePart.jpg" alt="PolePart.jpg" /></p>
<p>รักชาติเหรอ ??<br />
ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะหลายชาติก็ใช้สัญลักษณ์แบบเดียวกัน -_-&#8221;<br />
เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ก็แดง ขาว น้ำเงิน เหมือนกันไทย<br />
&#8230;<br />
งั้นทำไมล่ะ ?? </p>
<p><a href="http://pingmag.jp/2008/03/21/sign-pole/" target="_blank">PingMag &#8211; The Tokyo-based magazine about “Design and Making Things” » Archive » An Animated Ad Pillar In Red And Blue: The Barber’s Pole</a></p>
<p><span id="more-93"></span></p>
<p>These flickering signs always stand out when you hurry pass them on the street: a barber pole, of course! But if you stop for a moment and stare at the red, blue, and white spirals, spinning around and around, they start playing tricks to your eyes and you feel hypnotically drawn into them… Just when did barbers start using these signs, and what do they mean? PingMag finds that out for you today.</p>
<p>Written by Ryoko<br />
Translated by Kevin Mcgue</p>
<p>So, we visit the Japanese Hairdressing Museum in Tokyo, which is run by the Hairdressing and Hygiene Association of Japan. The museum is home to many historical barber’s tools, scissors, and chairs:</p>
<p>Old times! A beautiful classic barber pole at the museum.</p>
<p>This one is not usually on display &#8211; but PingMag fortunately got a peek at it!<br />
Bloodletting History</p>
<p>The history of barber poles dates back to the 7th or 8th century in Europe. Today we think of barbers and doctors as being in completely separate professions, but in medieval Europe, hair cutting and treatment of injuries were done by barber surgeons, who employed some crude medical techniques that would have many of us fleeing in terror today…</p>
<p>A “barber surgeon” performing a bloodletting. A dish at the bottom of the pole collects the blood. Argh!<br />
In the Middle Ages, barber surgeons frequently performed bloodlettings on patients, believing that draining excess blood from a sick person would help them recover. This seemingly shocking treatment was recommended by physicians, but usually carried out by barber surgeons: The patient would squeeze a pole to make the veins in their arm dilate. The barber surgeon would slit the patient’s wrist, and blood would flow down the pole and to be collected in a dish. It is believed that in order make the blood not so noticeable, the poles were painted red. Another theory is that white and blood-stained bandages would be put on the pole and hung outside the shop to dry, and get twisted around the pole by the wind, creating a spiral pattern.<br />
Although bloodletting treatments ended in the 19th century, barber poles remain as a symbol of this gruesome past.</p>
<p>A historic barber pole closely resembling the bloodletting pole of a barber surgeon.</p>
<p>A 1902 catalogue from Koken, an American maker of barber poles. Nice patterns though!<br />
Business Separation</p>
<p>By the way, both barber surgeons and surgeons used the poles to mark their places of business, making them indistinguishable. In 1745, however, the surgeons formerly split from the barbers, after which laws required that surgeons used red and white poles, and barbers used blue and white ones. There are lots of theories on what the blue colour represents, including that the colour combination was based on the French flag or the American stars and stripes. Another theory is that they represent blue veins.</p>
<p>Antique Barber Poles</p>
<p>What a homely atmo! An old and very nice Japanese barber shop, with a barber pole just as old (or even older) out front.<br />
Barber poles in very antique styles can be found around Japan, but actually they first arrived here when the country opened up to the West during the Meiji period, after the mechanism and design of barber poles had already been fully developed.</p>
<p>Another cute barber pole on a stand made in an antique style…</p>
<p>… and a new barber pole in old-school style.<br />
One of the unique features of older barber poles are glass globes at the top. We found out that these also have a symbolic meaning: It seems that barbers in France used leeches for bloodletting, and the glass globe at the top of the pole was used to store leeches when then were not attached to a patient. Argh!</p>
<p>Barber poles always catch the attention of passers-by, anywhere on the world</p>
<p>Nostalgia! A pole prominently displayed on a corner.</p>
<p>Oh la la! A chic one with a pointy top…</p>
<p>… and look closer: a sign with a cross-hatch design.<br />
Modern Barber Poles</p>
<p>Modern barber poles are made with the the same basic design that has continued from the Middle Ages. By now, they can be seen in a surprising array of models, including free standing signs, ones that attach to walls, ones that glow from within, or fully electronic models even with LED:</p>
<p>A free-standing barber pole with yet another nice design…</p>
<p>… and one made of LED looking like the “Saturday Night Fever” dance floor!</p>
<p>This one is display directly over the entrance to a barber shop. Pragmatic use of space!</p>
<p>A modern one we found in the trendy Tokyo neighbourhood of Shiodome…</p>
<p>… and a barber pole connected to a sign board.</p>
<p>Wow! You couldn’t possibly miss this barbershop with its three barber poles.</p>
<p>A new one in front of a rather old barbershop…</p>
<p>… and one inside a wooden frame.</p>
<p>A barber pole in motion. Artistic! Don’t get drawn into it…<br />
A bit more of red and blue…</p>
<p>But it’s not all about poles: A cute character can be found in the windows of barbershops that are recognised by the Hairdressing and Hygiene Association of Japan. Actually, a contest was held to come up with designs for the mark, and manga artist Leiji Matsumoto and art director Atsumi Asaba had to judge all 16,250! A second contest was held to choose a name for the mascot, with the name “Choki-chan” winning out. Kawaii!</p>
<p>The little Choki-chan character on a shop sign…</p>
<p>…and in a shop window. Look how flexible it is!<br />
Despite sharing all the same basic design, each barber pole is slightly different, often related to the history of its shop it stands in front of. Pay a little more attention next time you stroll down the street! You may discover something you didn’t know about</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b2e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>555</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/555/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/555/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 Mar 2008 00:48:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nostalgia]]></category>
		<category><![CDATA[Read]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=84</guid>
		<description><![CDATA[สมัยเด็กๆ เราว่า&#8230;
เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ร้านนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
แฟชั่นสะสมกระดาษเขียนจดหมายน่ารักๆ
โคตรจะแพร่ระบาดตอนสมัยเราเรียนสักป.5 ได้
ไม่รู้ตอนนั้นซื้อกันไปได้ยังไง กระดาษลายการ์ตูนราคาแสนแพง -_-&#8221;
&#8230;
เราก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน
ทุกๆ ครั้งที่ไปเรียนพิเศษที่สยาม
ก็มีอันต้องแวะและหมดเงินไปกับร้านนี้ครั้งละหลาย 10 เสมอ
จนป่านนี้กระดาษส่วนใหญ่ก็ยังนอนนิ่งๆ อยู่ที่บ้านยังงั้น
คาดว่าตอนนี้มันคงเริ่มกลายเป็นสีเหลืองกันแล้วล่ะ -_-&#8221; 
แต่ก่อนมานี่ เราก็ยังวนเวียนไปใช้บริการร้านนี้เสมออยู่ดี
เพราะมันมีกระดาษให้เลือกทำงานได้เยอะที่สุดนี่หว่า 
ตอนทำโปสการ์ดขายยิ่งต้องไปใช้บริการใหญ่
เพราะซองที่ร้านนี้มันขายถูกที่สุดอีกตะหาก -_-&#8221; 
ว่าแล้วก็คิดถึงจัง !
(เพราะกระดาษประเทศนี้มันแพงแสนแพง -_-&#8221;) 
ผู้จัดการ : &#8220;555&#8243; ซองจดหมายสามรุ่น

&#8220;555&#8243; ซองจดหมายสามรุ่น
โดย สุภัทธา สุขชู
ในยุคที่คนรุ่นใหม่มีแฟกซ์ มือถือ อีเมล และ MSN เข้ามาทดแทนรูปแบบการสื่อสารรุ่นปู่รุ่นพ่อ การเขียนจดหมายที่เคยมีบทบาทเป็นสื่อรักให้คุณย่ารักกับคุณปู่หรือให้คุณพ่อกับคุณแม่มีวันวานที่หวานซึ้งต่อกันก็ดูเหมือนจะเริ่มจางหายไป แล้วทุกวันนี้บริษัทผู้ผลิตซองและกระดาษเขียนจดหมายจะปรับตัวกันอย่างไร&#8230; นี่เป็นคำถามที่ทำให้ &#8220;ผู้จัดการ&#8221; ต้องออกไปเดินหาคำตอบ 
&#8220;อ่านคำบรรยายจดหมายถึงพ่อ หนูยัง รอวันพ่อกลับบ้าน&#8230;&#8221; 
ได้ยินเสียงแว่วเพลงจดหมายถึงพ่อของ วงฟุตบาธ ทำให้นึกถึงว่าในอดีต บ้านเรามีเพลงที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารรูปแบบคลาสสิก อย่างการเขียนจดหมายไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเพลงอมตะอย่าง &#8220;ฉันทนาที่รัก&#8221; เพลง &#8220;จดหมายผิดซอง&#8221; ของมนต์สิทธิ์ หรือ จะเป็นเพลง &#8220;จดหมายจากพระจันทร์&#8221; ของแอน ธิติมา และเพลง &#8220;จดหมายรัก&#8221; ประกอบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมัยเด็กๆ เราว่า&#8230;<br />
เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ร้านนี้อย่างไม่ต้องสงสัย<br />
แฟชั่นสะสมกระดาษเขียนจดหมายน่ารักๆ<br />
โคตรจะแพร่ระบาดตอนสมัยเราเรียนสักป.5 ได้<br />
ไม่รู้ตอนนั้นซื้อกันไปได้ยังไง กระดาษลายการ์ตูนราคาแสนแพง -_-&#8221;<br />
&#8230;<br />
เราก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน<br />
ทุกๆ ครั้งที่ไปเรียนพิเศษที่สยาม<br />
ก็มีอันต้องแวะและหมดเงินไปกับร้านนี้ครั้งละหลาย 10 เสมอ<br />
จนป่านนี้กระดาษส่วนใหญ่ก็ยังนอนนิ่งๆ อยู่ที่บ้านยังงั้น<br />
คาดว่าตอนนี้มันคงเริ่มกลายเป็นสีเหลืองกันแล้วล่ะ -_-&#8221; </p>
<p>แต่ก่อนมานี่ เราก็ยังวนเวียนไปใช้บริการร้านนี้เสมออยู่ดี<br />
เพราะมันมีกระดาษให้เลือกทำงานได้เยอะที่สุดนี่หว่า <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /><br />
ตอนทำโปสการ์ดขายยิ่งต้องไปใช้บริการใหญ่<br />
เพราะซองที่ร้านนี้มันขายถูกที่สุดอีกตะหาก -_-&#8221; </p>
<p>ว่าแล้วก็คิดถึงจัง !<br />
(เพราะกระดาษประเทศนี้มันแพงแสนแพง -_-&#8221;) </p>
<p><a href="http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=66609" target="_blank">ผู้จัดการ : &#8220;555&#8243; ซองจดหมายสามรุ่น</a></p>
<p><span id="more-84"></span></p>
<p><b>&#8220;555&#8243; ซองจดหมายสามรุ่น<br />
โดย สุภัทธา สุขชู</b></p>
<p>ในยุคที่คนรุ่นใหม่มีแฟกซ์ มือถือ อีเมล และ MSN เข้ามาทดแทนรูปแบบการสื่อสารรุ่นปู่รุ่นพ่อ การเขียนจดหมายที่เคยมีบทบาทเป็นสื่อรักให้คุณย่ารักกับคุณปู่หรือให้คุณพ่อกับคุณแม่มีวันวานที่หวานซึ้งต่อกันก็ดูเหมือนจะเริ่มจางหายไป แล้วทุกวันนี้บริษัทผู้ผลิตซองและกระดาษเขียนจดหมายจะปรับตัวกันอย่างไร&#8230; นี่เป็นคำถามที่ทำให้ &#8220;ผู้จัดการ&#8221; ต้องออกไปเดินหาคำตอบ </p>
<p>&#8220;อ่านคำบรรยายจดหมายถึงพ่อ หนูยัง รอวันพ่อกลับบ้าน&#8230;&#8221; </p>
<p>ได้ยินเสียงแว่วเพลงจดหมายถึงพ่อของ วงฟุตบาธ ทำให้นึกถึงว่าในอดีต บ้านเรามีเพลงที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารรูปแบบคลาสสิก อย่างการเขียนจดหมายไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเพลงอมตะอย่าง &#8220;ฉันทนาที่รัก&#8221; เพลง &#8220;จดหมายผิดซอง&#8221; ของมนต์สิทธิ์ หรือ จะเป็นเพลง &#8220;จดหมายจากพระจันทร์&#8221; ของแอน ธิติมา และเพลง &#8220;จดหมายรัก&#8221; ประกอบ ภาพยนตร์ไทยแสนซึ้งชื่อ The Letter&#8230;เหล่านี้ เป็นเพียงส่วนน้อย </p>
<p>สุนทรีย์ของการเขียนจดหมายสำหรับ ผู้ส่งเริ่มต้นตั้งแต่ความพยายามในการเลือกสรรหากระดาษ ซองจดหมาย และแสตมป์ จนถึงการอดทนรอคอยผลตอบกลับ ส่วนไฮไลต์คงอยู่ที่ผู้รับที่จะได้เก็บจดหมายนั้นไว้เป็นสัญญาใจเอาไว้อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก (โดยเฉพาะจดหมายรัก) ยิ่งในยุคนี้การได้รับจดหมายจากเพื่อนฝูงหรือคนรักย่อมแสดงถึงความใส่ใจและความตั้งใจมหาศาลของผู้ส่งได้เหมือนกัน </p>
<p>แต่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จะห่างเหินการเขียนจดหมาย หันไปใช้วิธีสื่อรักรูปแบบอื่นที่ทั้งสะดวกและรวดเร็ว เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีขีดความ พยายามและความอดทนไม่สูงนัก ทำให้การเขียนจดหมายไม่เป็นที่นิยม </p>
<p>จน &#8220;ผู้จัดการ&#8221; แอบนึกว่า อาจจะมีเด็กรุ่นใหม่บางคนที่ไม่เคยเขียนจดหมายถึงใครมาก่อนและยังไม่เคยแม้แต่จะหาซื้อซองจดหมายมาไว้ใช้เองเลย แต่ก็ต้องแปลกใจที่ร้านขายกระดาษเขียนจดหมายและซองที่ชื่อ &#8220;555 Paperplus&#8221; แออัดไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่กำลังวุ่นอยู่กับการเลือกสรรซองและกระดาษเขียนจดหมาย </p>
<p>555 Paperplus เป็นแบรนด์ย่อยของกลุ่มบริษัท &#8220;สีทอง 555&#8243; ผู้ผลิตซองจดหมายรายแรกของประเทศไทย ก่อตั้งโดย ป๋อชั้ง แซ่ลี้ เมื่อปี 2481 กำลังจะมีอายุครบรอบ 70 ปีในปีนี้แล้ว </p>
<p>&#8220;สีทองมาจากคำพ้องเสียงภาษาจีน แปลว่า สี่ทิศ ส่วนเลข 5 หมายถึงการสื่อสาร และคนจีนมองว่าทุกอย่างที่เป็นเลข 5 เป็นสิริมงคล คุณปู่ก็เลยตั้งชื่อสีทอง 555 ตั้งใจให้มีความหมายว่าให้ดำเนินธุรกิจทางด้านการสื่อสารก้าวหน้าไปทั้งสี่ทิศ ส่วนที่ต้องเป็นสามตัว ก็เพื่อเน้น ย้ำว่า 3 เท่า&#8221; ธีรวุฒิ เลิศสีทอง หลานชายคนโตกล่าวในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท </p>
<p>บริษัทสีทอง 555 เริ่มต้นมาจากห้องแถว เล็กๆ แถบเยาวราช ภายใต้ชื่อ &#8220;ห้างหุ้นส่วนสีทอง 555 จำกัด&#8221; ทำธุรกิจขายเครื่องเขียนและ ซองจดหมายนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากเมื่อ 70 ปีก่อนยังไม่มีการสื่อสารอย่างอื่นนอก จากการเขียนจดหมาย ซองจึงเป็นสินค้าขายดีในร้าน เมื่อเห็นโอกาสการเติบโตบวกกับการ นำเข้าซองจดหมายมีราคาแพงและก็ใช้เวลาขนส่งนาน ป๋อชั้งจึงเกิดความคิดว่าน่าจะทำเอง นั่นจึงเป็นที่มาของบริษัทผลิตซองจดหมายแห่งแรกของประเทศไทย </p>
<p>เริ่มต้นจากการดูรูปแบบซองของต่างประเทศแล้วก็หัดตัดและพับด้วยมือตัวเอง จาก นั้นก็มีลูกน้องไม่กี่คนผลิตซองส่งขายตลาดหลัก ที่สำเพ็ง พอกิจการเริ่มโตขึ้นก็เริ่ม outsource งานตัดและพับซองไปให้เพื่อนบ้านช่วยกันทำ เรียกได้ว่าเป็นนิคมย่อยๆ เลยทีเดียว </p>
<p>&#8220;ซองจดหมายตรา 555 ไปถึงไหนใครๆ ก็ชอบ&#8221; เป็นเนื้อหาในสปอตโฆษณาภาษาจีนของ &#8220;ซอง 555&#8243; กลยุทธ์การตลาดที่ป๋อชั้งใช้สร้างแบรนด์มาตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว </p>
<p>ตลอดกว่า 20 ปีที่ป๋อชั้งบริหารกิจการ เครื่องจักรที่ใช้ผลิต ซองยุคนั้นมีแต่ &#8220;มือ&#8221; ล้วนๆ จนเมื่อรุ่นลูกเริ่มเข้ามาจึงได้มีการ นำเข้าเครื่องจักรพับซองจากเยอรมนีเข้ามาเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน ถือเป็นเครื่องจักรพับซองเครื่องแรกในประเทศไทย ด้วยเล็งเห็นว่า หากใช้มือต่อไปจะผลิตไม่ทันขาย เพราะในยุคที่กิตติ เลิศสีทอง ผู้เป็นลูกชายเข้ามานั้น ระบบไปรษณีย์ของไทยก็เริ่มมีการพัฒนาและขยายตัวมากขึ้น </p>
<p>ในยุคของกิตติเรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนเทรนด์เกี่ยวกับจดหมายในเมืองไทยอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น &#8220;ซองสิบสี&#8221; ซึ่งฮิตมากในหมู่วัยรุ่นยุคนั้น ภายใน 1 กล่องใหญ่มีซองสีสดคละกันถึง 10 สี จากเดิมที่ใช้แต่ซองจดหมายสีพื้นอ่อนๆ มีเพียงสีขาว สีชมพู และสีฟ้า จากนั้นก็มีการเพิ่มลายเส้นการ์ตูนและการผลิตกระดาษเขียนจดหมายที่มี texture มีกลิ่นหอม และมีลายพิมพ์ที่เหมือน กับซอง โดยนำเข้ามาจากต่างประเทศ ฯลฯ </p>
<p>ความสม่ำเสมอในการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับซองและกระดาษจดหมาย จึงทำให้ &#8220;สีทอง 555&#8243; กลายเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ </p>
<p>หลังจากกิตติเข้ามารับช่วงไม่นาน ห้องแถวเล็กๆ ที่เยาวราชก็กลายเป็นโรงงานขนาดย่อม ที่มีเครื่องทำซองและเครื่องพิมพ์อยู่รวมกันราว 8 เครื่อง จากที่รุ่นก่อนเคยใช้วิธีพับมือผลิตซองได้เพียงหลักพันต่อวัน กลายมาเป็นกำลังการผลิตที่มากกว่า 2-3 แสนซองต่อวันเลยทีเดียว </p>
<p>ราว 25 ปีก่อน การเขียนจดหมายยังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น เพราะยังเป็นเพียงวิธีการสื่อสารเดียวที่สะดวกและประหยัดที่สุด ดังนั้นเพื่อเข้าหากลุ่มลูกค้าวัยรุ่นให้ใกล้ชิดขึ้น กิตติจึงตัดสินใจเปิดร้านขายซองและกระดาษจดหมายแห่งแรกขึ้นที่มาบุญครอง แหล่งรวมวัยรุ่นในยุคนั้นภายใต้ชื่อร้าน &#8220;555&#8243; พร้อมทั้งนำเอาวิธีการขายแบบชั่งน้ำหนักเป็นแผ่นเข้ามาใช้เป็น แห่งแรกของเมืองไทย ทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าก่อนซื้อโดยไม่ต้องแอบแกะถุงและสามารถ เลือกผสมจับคู่ระหว่างลายและสีของกระดาษกับซองได้อย่างอิสระ </p>
<p>จนเริ่มเข้าสู่รุ่นที่ 3 เมื่อปี 2529 อันที่จริงก่อนหน้านั้น ธีรวุฒิก็คลุกคลีอยู่กับกิจการนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะกิตติมักจะพาลูกๆ เข้าไปวิ่งเล่นช่วยงานอยู่ในโรงงานตั้งแต่เด็ก เป็นตั้งแต่เด็กมัดซอง เด็กขายซอง ไปจนถึงนักออกแบบตัวน้อยร่วมกับน้องๆ ช่วยกันขีดเขียนการ์ตูน ลายเส้นเพื่อใช้เป็นแบบบนซองและกระดาษ 555 ฯลฯ แล้ววันนี้เขาก็เข้านั่งเก้าอี้ MD เป็นแกนนำน้องๆ อีก 3 คนเข้ามาดูแลกิจการอย่างเต็มตัว </p>
<p>เพราะเห็นว่าธุรกิจซองมีโอกาสที่จะเติบโตมากกว่าที่เป็นอยู่ในช่วงนั้นได้อีกเยอะ สิ่งแรกที่ธีรวุฒิลงมือทำก็คือการจดทะเบียนจัดตั้งเป็น &#8220;บริษัท&#8221; ในปี 2533 หลังจากนั้นไม่นานก็ย้ายโรงงานจากเยาวราชไปสู่โรงงานที่บางบอน ขนาดพื้นที่ 5 ไร่ พร้อมกับนำเข้าเครื่องจักรมาอีกเท่าตัว </p>
<p>&#8220;ช่วงนั้นเริ่มมีเชนห้างสรรพสินค้าอย่างบิ๊กคิง อิมพีเรียล ไดมารู ฯลฯ เข้ามาในเมืองไทย ผมก็มองว่าเชนพวกนี้เหมาะแก่การขายซอง เราก็แพ็กซองใส่ถุงพลาสติกไปขายในห้างต่างๆ เหล่านี้ พอเข้าห้างคนก็ซื้อง่ายขึ้น จากนั้นก็มีเชนอย่างแม็คโคร โลตัส เราก็เลยได้ลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้นและขายได้ มากขึ้น&#8221; </p>
<p>อาจเรียกได้ว่า นี่เป็นการปรับตัวครั้งแรกๆ ตั้งแต่ก่อนที่เทรนด์การสื่อสารจะเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือช่องว่างทางความนิยมให้กับวิธีสื่อสารสุดคลาสสิกอย่างการเขียนจดหมาย จากนั้นทิศทางและฐานธุรกิจของ &#8220;ซอง 555&#8243; ก็ย้ายไปสู่กลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ และกลุ่มโรงพิมพ์ที่รับพิมพ์ซอง ให้บริษัทอื่นๆ อีกที รวมถึงรับจ้างขึ้นรูปซองให้กับโรงพิมพ์ &#8230;โรงพิมพ์ในเครือ ผู้จัดการก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของบริษัทสีทองฯ </p>
<p>โรงงานบางบอนถูกใช้เป็นฐานการผลิตซองและกระดาษจดหมายของแบรนด์ 555 อยู่ไม่ถึง 18 ปี พื้นที่ 5 ไร่ก็ดูจะเล็กเกินไปสำหรับการผลิตซอง ให้ทันกับความต้องการของตลาด เมื่อไม่กี่ปีมานี้บริษัทสีทองฯ จึงย้ายฐานการ ผลิตไปใช้โรงงานที่พระราม 2 ซึ่งมีพื้นที่กว้างถึง 11 ไร่ กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จาก 7 แสนซองต่อวันมาอยู่ที่ 1.5 ล้านซองต่อวัน ณ ปัจจุบัน </p>
<p>แม้โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทในการสื่อสารบ้านเราตั้งแต่ช่วงปลายๆ ของยุคบางบอน ทำให้การสื่อสารด้วยจดหมายหดหายไปในพริบตา แต่บริษัทสีทองฯ ก็ยังหาญกล้าที่จะขยายกำลังผลิตกว่า เท่าตัว &#8220;เราก็เห็นว่าส่วนนี้กระทบเราในเรื่องบุคคลที่จะใช้ซองเขียนจดหมาย แต่ส่วนนี้ไม่มากเพราะหลักๆ เราปรับตัวไปขายซองให้องค์กรซึ่งตรงนี้กลายเป็นส่วนใหญ่&#8221; </p>
<p>สำหรับรายได้จากการขายซองเพื่อไปใช้ในส่วนบุคคลที่หายไปร่วม 10% เพราะกระแสถาโถมของเทคโนโลยีการสื่อสารยุคดิจิตอล ธีรวุฒิก็ชดเชยด้วยการส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรปและแอฟริกาใต้ ซึ่งบริษัทสีทองฯ เริ่มออกตลาดต่างประเทศตั้งแต่ 3 ปีก่อน ส่วนนี้สร้างรายได้ 10-12% ของยอดขาย </p>
<p>ขณะเดียวกันการแตกแบรนด์ขึ้นมาเพื่อจับกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะก็เป็นอีกยุทธศาสตร์ที่ถูกนำมาใช้ โดยมีน้องสาว 2 คนสุดท้องเป็นผู้ดูแล นั่นก็คือแบรนด์ &#8220;555 Paperplus&#8221; วิสัยทัศน์ตรงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ก่อนที่เทคโนโลยีสื่อสารจากยุคกระดาษจะถูกเปลี่ยนถ่ายเข้ามาสู่ยุคดิจิตอลและออนไลน์อย่างเต็มตัวเช่นทุกวันนี้ </p>
<p>หลังจากแตกแบรนด์ออกมาบริษัทสีทองฯ ก็เน้นเรื่องซอง การขายก็เป็นปริมาณมากๆ เป็นหลักหมื่นหรือหลักแสน กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นห้างร้านที่นำสินค้าไปขายต่อ บริษัทที่เป็นลูกค้าซื้อซองและกลุ่มโรงพิมพ์ ขณะที่บริษัท 555 Paperplus เน้นขาย end-user ที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้ในจำนวนไม่มาก กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น และองค์กรที่ต้องการความแปลก ใหม่ เพราะสินค้าที่นี่มีหลากหลายทั้งชนิดและรูปแบบซึ่งโดดเด่นด้านดีไซน์ สีสัน และลวดลาย (อ่านรายละเอียดในเรื่อง &#8220;กระดาษยิ้มได้ที่ &#8220;555 Paperplus&#8221;") </p>
<p>อีกกลยุทธ์ที่บริษัทสีทองฯ ใช้ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด นั่นก็คือความหลากหลายของซอง บางคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่า กะแค่ซองจดหมายจะมีรูปร่างหน้าตาที่หลากหลายได้มาก มายกี่รูปแบบกันเชียว&#8230;ซองขาว ซองแอร์เมล์ ซองผนึกแห้ง ซองเอกสาร ซองตาไก่ ซองกันกระแทก ซองฝาสามเหลี่ยม ซองปรุฉีก ฯลฯ </p>
<p>&#8220;ถ้านับสี นับไซส์และนับฝาที่ไม่เหมือนกันเลย ของเราน่าจะมีสัก 3 พันแบบ แต่ถ้าลูกค้าอยากได้สีอื่น แบบอื่น หรือรูปแบบอื่น เราก็ทำให้ได้ เรียกว่า ถ้าหาซองที่ไหนไม่มี ต้องมาที่นี่ ถึงเราไม่มีให้เลือกแต่เราก็ผลิตให้ได้&#8221; ธีรวุฒิกล่าวพร้อมรอยยิ้มแห่งความภูมิใจ</p>
<p>บริษัทสีทองฯ มักนำเอานวัตกรรมด้านซองเข้ามาใช้ในเมืองไทยเป็นรายแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นซองปรุฉีกเพื่อความสะดวกในการเปิดซองอ่าน กาว non-toxic ที่ใช้ผนึกแห้งเพราะพฤติกรรมคนไทยชอบใช้ลิ้นเลียฝาซองแทนการใช้น้ำ พัฒนาขึ้นไปกว่านั้นก็เป็นซองกาวสองหน้าไม่ต้องใช้น้ำ และซองพิมพ์พื้นด้านในเพื่อกันการมองเห็นจากภายนอก ฯลฯ &#8230;ถือเป็น จุดแข็งที่คู่แข่งทั้งรายใหญ่และเล็กที่มีอยู่กว่า 10 รายตามไม่ทัน </p>
<p>ธีรวุฒิยังบอกเพิ่มเติมอีกว่าในอนาคต &#8220;สีทอง 555&#8243; จะยังคงนำนวัตกรรมด้านซองใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาแบรนด์ 555 ให้มีความแปลกใหม่และหลากหลายรูปแบบมากกว่านี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยน ไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย และรองรับความต้อง การที่จะเกิดขึ้นมาในอนาคต เพราะนั่นคือจุดยืนของบริษัทมาตั้งแต่ 70 ปีก่อน </p>
<p>จากวันแรกที่มีเพียงแรงงาน 30 คน ทำงานแทนเครื่องจักร วันนี้ บริษัทสีทองฯ มี พนักงานร่วม 320 คนพร้อมกับเครื่องจักรอีก 70-80 เครื่อง บวกกับตัวเลขรายได้ของบริษัท เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท คงจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าชื่อ &#8220;สีทอง 555&#8243; จะยังคงอยู่คู่กับการส่งจดหมายในบ้านเราอีกนาน ถึงแม้ว่าการเขียนจดหมายในบ้านเราจะลดลงก็ตามที&#8230;   </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/555/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อวสาน เทรนดี้ เพลส ?</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Feb 2008 03:14:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=59</guid>
		<description><![CDATA[ช่างหลากความคิด หลายข้อมูลกันดีจริงๆ
ว่าแต่ไอ้ J-Avenue คืออะไรเหรอ ??
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยแฮะ ..
(สงสัยจะต้องพยายามติดตามข่าวเมืองไทยมากกว่านี้หน่อย  )
ส่วนกาลอวสานของ playground นี่ก็อืม ..
พูดยากแฮะ ..
เคยไปแค่ 1 ครั้ง แต่รู้สึกมันหรูจนบอกไม่ถูก -_-&#8221;
ไปเมื่อตอน Pecha kucha ครั้งที่ 2
เพื่อนขับรถไป ไปถึงมีเจ้าหน้าที่มารับรถไปจอดให้ -_-&#8221;
ข้างในหรูหรา มี gallery ผสมผสานหลายอย่างดี  
ในขณะเดียวกัน manga ในสายตาเรา ดูเป็นแนว street art มากกว่า
เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เด็กกว่า ..
แต่ของก็ยังแพง(มาก)อยู่ดี !!
ของหลายอย่างเป็นอะไรที่ชินตาและเห็นบ่อยในประเทศแถบยุโรป
เลยไม่รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นอีกครั้ง -_-&#8221; 
และก็ถูกอย่างที่เค้าว่า

สินค้ามีราคาสูงแต่ความเป็น &#8216;พิเศษ&#8217; สุดยอด
หรือหนึ่งเดียวไม่ได้ผันตามราคา ดังนั้นลูกค้า
สามารถเดินไปซื้อสินค้าดีไซน์แบบนี้ที่ไหนก็ได้
ในราคาที่ถูกกว่า หรือความเก๋ที่มีอยู่ก็สามารถซื้อของ
copy ได้ คนก็ไม่ยอมที่จะจ่ายแพง
ขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เดินทาง
ต่างประเทศบ่อยก็สามารถที่จะซื้อมา
โดยไม่ต้องจ่ายราคาส่วนต่าง 
จะว่าไป trendy place ในเบอร์ลิน ..อืม..
ส่วนใหญ่เป็นร้านกระจ๊อก เล็กๆ น้อยๆ ซะมากกว่า
ไม่มีเป็น plaza ห้างสรรพสินค้าใหญ่โตอย่างเมืองไทย
ล่าสุดที่เห็น ..มีหลายร้านเปิดใหม่แถว friedrichchain
แนว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่างหลากความคิด หลายข้อมูลกันดีจริงๆ<br />
ว่าแต่ไอ้ J-Avenue คืออะไรเหรอ ??<br />
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยแฮะ ..<br />
(สงสัยจะต้องพยายามติดตามข่าวเมืองไทยมากกว่านี้หน่อย <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )</p>
<p>ส่วนกาลอวสานของ playground นี่ก็อืม ..<br />
พูดยากแฮะ ..<br />
เคยไปแค่ 1 ครั้ง แต่รู้สึกมันหรูจนบอกไม่ถูก -_-&#8221;<br />
ไปเมื่อตอน Pecha kucha ครั้งที่ 2<br />
เพื่อนขับรถไป ไปถึงมีเจ้าหน้าที่มารับรถไปจอดให้ -_-&#8221;<br />
ข้างในหรูหรา มี gallery ผสมผสานหลายอย่างดี  </p>
<p>ในขณะเดียวกัน manga ในสายตาเรา ดูเป็นแนว street art มากกว่า<br />
เน้นกลุ่มเป้าหมายที่เด็กกว่า ..<br />
แต่ของก็ยังแพง(มาก)อยู่ดี !!<br />
ของหลายอย่างเป็นอะไรที่ชินตาและเห็นบ่อยในประเทศแถบยุโรป<br />
เลยไม่รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นอีกครั้ง -_-&#8221; </p>
<p>และก็ถูกอย่างที่เค้าว่า<br />
<blockquote>
สินค้ามีราคาสูงแต่ความเป็น &#8216;พิเศษ&#8217; สุดยอด<br />
หรือหนึ่งเดียวไม่ได้ผันตามราคา ดังนั้นลูกค้า<br />
สามารถเดินไปซื้อสินค้าดีไซน์แบบนี้ที่ไหนก็ได้<br />
ในราคาที่ถูกกว่า หรือความเก๋ที่มีอยู่ก็สามารถซื้อของ<br />
copy ได้ คนก็ไม่ยอมที่จะจ่ายแพง<br />
ขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เดินทาง<br />
ต่างประเทศบ่อยก็สามารถที่จะซื้อมา<br />
โดยไม่ต้องจ่ายราคาส่วนต่าง </p></blockquote>
<p>จะว่าไป trendy place ในเบอร์ลิน ..อืม..<br />
ส่วนใหญ่เป็นร้านกระจ๊อก เล็กๆ น้อยๆ ซะมากกว่า<br />
ไม่มีเป็น plaza ห้างสรรพสินค้าใหญ่โตอย่างเมืองไทย<br />
ล่าสุดที่เห็น ..มีหลายร้านเปิดใหม่แถว friedrichchain<br />
แนว street art ขายเสื้อผ้า ตุ๊กตาของเล่น หนังสือ<br />
(ที่ดูจะเป็นโคตรแนวและไม่ค่อยเห็นที่ร้านอื่น)</p>
<p>หรืออย่างล่าสุดที่เห็นเป็นร้านใหญ่โต<br />
ก็คงเป็นร้าน <a href="http://www.vincon.com/WebCommerce/Sistema/200606/inicio.asp?MiTienda=100397&#038;MiIdioma=EN" target="_blank">&#8220;VINCON&#8221;</a> ที่ barcelona<br />
คือมันเป็นร้านที่ขายแต่ของโคตรจะ trendy จริงๆ<br />
ร้านใหญ่โต ประมาณเกือบ 1 ชั้นของ central ชิดลม<br />
(นี่คงเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นในแถบนี้แล้วล่ะ)<br />
ขายของได้แนวมาก และพยายามจะกำหนดแนวทางของตัวเองด้วย<br />
ซึ่งมันก็ค่อนข้างจะชัดเจนดี &#8230; </p>
<p>อ๋อ ! ที่ประหลาดมาก คือ.. ของที่แนวโบราณๆ<br />
อย่างเหยือกน้ำวัด หม้อข้าววัดสีเงินๆ กระโถน<br />
กลับมาวางขายที่ร้านนี้ด้วย<br />
และเอาไปประกอบ display ไว้ซะอย่างเก๋ </p>
<p>..อืม! ร้าน trendyๆ ที่เคยเห็นมานี่ .. -_-&#8221;<br />
เราเห็นที่ไหนมาบ้างหว่า !! เอาที่ขายครบวงจรเอามากๆ<br />
ก็คงเป็นที่ duesseldorf, ที่ Maelmo(Sweden) ..<br />
-_-&#8221; นึกออก 2 ที่เอง​..<br />
นอกนั้นดูจะเน้นขายแยกๆประเภทกันซะมากกว่านะ..<br />
หรือว่าไง ??? <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p><a href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/01/WW06_WW06_news.php?newsid=225845" target="_blank">จุดประกาย : อวสาน เทรนดี้ เพลส ?</a></p>
<p><span id="more-59"></span></p>
<p><b>อวสาน เทรนดี้ เพลส ?<br />
1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 10:09:00</b></p>
<p>ประกาศปิดตัวเองไปแล้วสำหรับ playground และ manga ภายหลังจากซบเซามานาน แต่ไม่ได้หมายความว่า trendy place แบบอื่นๆ จะมีชะตากรรมแบบเดียวกัน บางแห่งนั้นถึงขั้นอยู่ดีกินดีและอยู่รอดปลอดภัย นั่นเป็นคำถามว่า แล้วสาเหตุใด playground และ manga ที่ใครบางคนเคยมองว่ามีอนาคตถึงมาจุดสิ้นสุดในเวลารวดเร็ว เป็นเพราะเทรนด์ไม่ใช่หรือรสนิยมคนซื้อไม่ถึง จุดประกาย มีรายงานจากหลากหลายทัศนะของผู้เคยสัมผัสวัฒนธรรมนี้</p>
<p>กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พลันที่ play ground ประกาศปิดตัวเองลงไป พร้อมๆ กับช็อป manga ในศูนย์การค้าเน้นไลฟ์สไตล์ในศูนย์การค้าอย่าง central world ประกาศหยุดกิจการอย่างเป็นทางการนั้น&#8230;น่าสนใจว่า สิ่งที่เซคชั่น et (enter trend) ของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ bizweek เคยนำเสนอในปลายปี 2006 อย่าง เทรนดี้ เพลส นั้น จะมีคำถามและคำตอบอย่างไรภายหลังจากเวลาผ่านไปร่วมๆ สองปี</p>
<p>ปลายปี 2006 ทางกองบรรณาธิการรายงานนำร่องเกี่ยวกับแรงกระเพื่อมของเทรนดี้ เพลส อันมีความหมายที่นักวิชาการเรียกสถานที่เที่ยวดื่มกินและชอปปิง โดยสอดใส่ความเป็นไลฟ์สไตล์คนเมืองด้วยอารมณ์แบรนด์เนมและทันสมัย ซึ่งปี 2006 ผุดขึ้นอยู่หลายแห่งทั้งตลาดในหัวหิน ชุมชนกลางเมือง สะพานควาย อเวนิวทองหล่อ บางพื้นที่ของย่านสยามสแควร์ &#8230;ลามเลียเลยมาถึงอีกคาแรคเตอร์หนึ่งในแบบ play ground ข้างสถานีตำรวจทองหล่อ หรือช็อปอินดี้แบบ manga ในชั้น 1 เซ็นทรัล เวิลด์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในหลายๆ แห่งนั้น ผลประกอบการไม่ได้บูมขึ้นเหมือนย่านอเวนิว ทองหล่อ ที่กลายเป็นทางเลือกของคนเมืองในเวลาว่าง&#8230;บรรยากาศที่เงียบเหงาในบางพื้นที่ ไม่ทำให้คำถามที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็คือ เมื่อ play ground ประกาศปิดตัวเองสองแห่งนั้น คำพูดที่ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นจึงดังขึ้น</p>
<p>เทรนด์นี้ไม่เวิร์ค&#8230;ของแพง&#8230;สินค้าไม่ใช่&#8230;รสนิยมไม่เกิด&#8230;หรือไม่ทำการตลาดต่อแมส ฯลฯ</p>
<p>เหล่านี้คือเครื่องหมายคำถามที่ผุดขึ้นในหลายๆ คน</p>
<p>โศภิน เงินสวัสดิ์ ผู้บริหารของบริษัท ริพเพิล เอฟเฟคท์ ให้ความเห็นว่า การทำ shop แบบ play ground และ manga ที่ประกาศปิดตัวไปนั้น ถือเป็น case study ที่ดี</p>
<p>&#8220;สำหรับคนที่จะทำ shop ลักษณะนี้ต้องศึกษาและทบทวน เพราะตอนที่ทั้ง 2 shop เปิด เราถามว่า ปัจจัยความพร้อมของกระแส ค่านิยม และการตอบรับ เป็นอย่างไร มีเพียงพอ หรือไม่ ?? ก็จะพบว่า พร้อม แต่พอเปิดไปสักระยะหนึ่ง ทำไมถึงซบเซา&#8230;และต้องปิดตัว ทีนี้เราก็ต้องมาคลี่ประเด็นว่าการทำ shop หรือ ทำธุรกิจ ปัจจัยที่มากกว่านั้นคืออะไร และประเด็นไหนที่ตกหล่น&#8221; เธอให้ภาพกว้างๆ เพื่อมองเห็นต้นทาง</p>
<p>&#8220;โดย case ของ สอง shop นี้ คาดว่าอยู่ที่สินค้ามีราคาสูงแต่ความเป็น &#8216;พิเศษ&#8217; สุดยอด หรือหนึ่งเดียวไม่ได้ผันตามราคา ดังนั้นลูกค้าสามารถเดินไปซื้อสินค้าดีไซน์แบบนี้ที่ไหนก็ได้ในราคาที่ถูกกว่า หรือความเก๋ที่มีอยู่ก็สามารถซื้อของ copy ได้ คนก็ไม่ยอมที่จะจ่ายแพง ขณะเดียวกันลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เดินทางต่างประเทศบ่อยก็สามารถที่จะซื้อมาโดยไม่ต้องจ่ายราคาส่วนต่าง&#8221;</p>
<p>&#8220;ยุคสมัยนี้ ความคาดหวังของคนสูงขึ้น ความพึงพอใจสูงตาม ขณะเดียวกันโลกก็แคบลง ดังนั้นทุกเม็ดเงินที่จ่ายไปลูกค้าจะดูและเปรียบเทียบ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญของ shop ประเภทนี้คือ การผสานระหว่างคำว่า Design , Unique, Pricing และ Marketing เคล้าให้เป็นหนึ่งเดียวกัน&#8221;</p>
<p>&#8220;ถ้าเราบอกว่าเราคือ Design Shop ความแหลมและความคม ของสิ่งนี้ต้องพุ่งออกมาให้เด่นชัด คิดว่านี่คือหนึ่งปัจจัยหลักต่อคำถามที่ว่า แล้วทำไมแหล่งจับจ่ายแบบ la villa จึงอยู่ได้ เพราะ la villa เสนอเพียงแค่แหล่งรวมความสะดวก เป็น lifestyle mall ที่มีหัวใจอยู่ไม่กี่อย่างคือ super market ที่ไม่ต้องใหญ่มากแต่มีครบ มีร้านอาหารหลักๆ และร้านค้าที่อำนวยความสะดวก ภายใต้เงื่อนไขไม่ต้องเดินทางไกล จอดรถง่าย อันนี้ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่จะแตกต่างกับ design shop ซึ่งมีความยากกว่า&#8221;</p>
<p>ทัศนะของ โศภิน นั้น ค่อนข้างสอดคล้องกับ สเตฟานี ไวส์ นักวิเคราะห์วัฒนธรรมป๊อปของฝรั่งเศส ซึ่งกล่าวไว้ในเวบไซต์ของนิตยสาร culture pub ตอนที่กระแสเทรนดี้เพลสเกิดขึ้นใหม่ ว่า “หลังจากความน่าเบื่อและอุดอู้ทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 20 มนุษย์ชนชั้นกลางในยุโรปต้องการความเป็นอยู่ที่มีรสนิยมมากขึ้น” สเตฟานีชี้แจงอย่างน่าสนใจว่า คำว่า “รสนิยม” นั้น ไม่ได้ผูกตัวเองหรือยืนพิงกับระดับของฐานะ</p>
<p>“มันเกี่ยวกับความเป็นศิวิไลซ์ในการใช้ชีวิตมากกว่าฐานะทางการเงิน แต่การใช้จ่ายเงินทองนั้น จะเป็นประเด็นด้วย” เธอบอก</p>
<p>น่าสนใจว่า ในย่านเดียวกันอย่างทองหล่อนั้น ขณะที่ เจ-อเวนิว กลับอยู่รอดปลอดภัยดี แต่ไม่ไกลออกไปอย่าง playground กลับต้องปิดตัวเองลงไป ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีรสนิยม และแน่นอนเคยไปสัมผัสกับสองสถานที่มาแล้วอย่าง โตมร ศุขปรีชา ซึ่งเป็นบรรณาธิการของนิตยสาร GM ก็มีมุมมองต่อเส้นทางที่สวนทางกันของสองพื้นที่นี้</p>
<p>&#8220;เป็นเรื่องที่คิดอยู่เหมือนกันครับว่า ระหว่าง Playground กับ J-Avenue ชอบไปที่ไหนมากกว่า คำตอบก็คือ ถ้า &#8216;ชอบ&#8217; ละก็ ชอบไปที่อย่าง Playground มากกว่า เพราะสิ่งที่น่าสนใจก็คือการจัดวางและการคัดสรร (ทั้งข้าวของและผู้คน) ชอบนิทรรศการศิลปะที่นั่น ชอบไปนั่งร้านกาแฟ Starbucks ชอบไปดูซีดีที่ร้านข้างล่าง ชอบขึ้นไปดูหนังสือที่ร้านข้างบน และชอบไปกินข้าวที่ร้านข้างบน (ขึ้นไปอีกชั้น) แต่แล้วเมื่อพิจารณาดูว่า ตัวเอง &#8216;ไป&#8217; ที่ไหนมากกว่ากัน ระหว่าง Playground กับ J-Avenue คำตอบกลับออกมาที่ J-Avenue&#8221; โตมร พูดถึงนัยของการชอบและการไปสัมผัส และขยายความคิดผ่านเหตุผลว่า&#8230;</p>
<p>&#8220;อย่างแรกที่สุดก็คือ J มีความเป็น &#8216;ตลาด&#8217; อยู่ในตัว เป็นเพราะมันมีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ด้วย ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ใช่ของเก๋ มันไม่ได้ทำให้สถานที่อย่าง J (หรือ la villa) เก๋ไก๋ขึ้นมาเลย แต่มันคือกระดูกสันหลัง คือ core หลักของสถานที่ที่ทำให้ทุกคนต้องไป เหมือนถ้าต้องเลือกระหว่างไปตลาดสดกับไปนั่งทำเก๋ๆ คนเราคงไปตลาดสดกันได้ทุกวัน แต่จะไปนั่งเก๋ตามที่สวยๆ ได้ไม่กี่วันในแต่ละเดือนหรอก ยิ่งเก๋มากเท่าไร คนก็ยิ่งอยากไปมากเท่านั้น แต่ความเก๋มักจะมากับระดับราคาที่ไม่สมจริง ทำให้ยิ่งไปได้น้อยลงไปอีก</p>
<p>ที่อย่าง Playground จึงเป็นสถานที่เพื่อเติมจินตนาการให้เต็ม เป็น &#8216;ฉาก&#8217; ให้ผู้คนไป &#8216;แสดง&#8217; แต่ไม่ได้ไปใช้ชีวิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเราต้องการ &#8216;ฉาก&#8217; ที่ว่าอยู่แล้ว แต่คำถามก็คือ ระหว่าง &#8216;ฉาก&#8217; กับชีวิตจริง เราเลือกอยู่กับสิ่งไหนได้มากกว่ากัน เพราะฉะนั้นโจทย์หลักไม่ได้อยู่ที่คำว่า Trendy อีกต่อไป แต่สิ่งที่ &#8216;อยู่รอด&#8217; กลับแสดงให้เห็นถึงการคัดเลือกโดยธรรมชาติที่แสดงถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้คน ความ Trendy เป็นแค่ส่วนเสริม มันอาจน่าสนใจในระยะแรก แต่ที่สุดแล้วไม่มีอะไรดีไปกว่า &#8216;แก่น&#8217; หรือ &#8216;สาระ&#8217; ที่แท้จริงหรอกครับ&#8221; เขาจบคำพูดผ่านความคมคายแห่งความคิด</p>
<p>แต่ก่อนความคิดที่น่าสนใจที่ว่านี้ อ.ชวนะ ภวกานันทน์ แห่งคณะวารสารศาสตร์ และ คณะนวัตกรรมฯ ม.ธรรมศาสตร์ เคยบอกกับ &#8216;จุดประกาย&#8217; ว่า เขายังเชื่อว่ากระแสของเทรนดี้เพลสนั้น เกิดมาจากการที่คนเมืองอาจจะเบื่อความเป็นห้าง</p>
<p>&#8220;ผมว่าระยะยาวแล้ว เทรนดี้เพลสอาจจะลำบาก และที่สุดต้องพึ่งความเป็นแบรนด์ ไม่มีแบรนด์ไม่ได้ ฉะนั้น ส่วนที่เป็นองค์ประกอบจึงต้องเป็นแบรนด์ทางไลฟ์สไตล์ทั้งหมด ร้านดื่มกินเที่ยว&#8221; แต่แบรนด์ที่ว่านั้น อาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง เพราะจะว่าไปสถานที่พยายามจะเป็นแบรนด์อย่าง play ground กลับต้องประสบภาวะขาดทุน และยุติบทบาทตัวเองลงไปในเชิงวัฒนธรรมป๊อป ไม่ได้หมายความว่า อีกแบบประเภทหนึ่งของ เทรนดี้ เพลส อย่าง เจ-อเวนิว หรือ ลา วิลล่า ย่านสะพานควาย จะต้องมีชะตากรรมแบบนั้น</p>
<p>&#8220;ถามว่าทำไม La Villa อยู่ได้ แต่ Playground อยู่ไม่ได้&#8221; หทัยรัตน์ เอสตราดา มณเฑียร คอลัมนิสต์ด้าน art &#038; museum ตั้งคำถามภายหลังได้รับโจทย์&#8230;</p>
<p>&#8220;Playground สร้าง Image ตัวเองขึ้นมาด้วยจุดขายที่เพิ่มความรู้สึกให้คนไปใช้หรือซื้อของในนั้นดูเป็นคนทันสมัย มีความแตกต่าง เป็นที่ของคนรุ่นใหม่ โก๋ เท่ กับข้าวของที่เลือกมาขายที่มีดีไซน์ระดับเกาะติดเทรนด์ของโลก ราคาแพงสุดฤทธิ์ ซึ่งสวนกระแสกับภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ที่วันนี้เราคงต้องคิดแล้วคิดอีกในการที่จะซื้อกางเกงยีนส์ตัวละหกพันบาทที่ Playground ซึ่งท้ายที่สุดก็ซื้อตัวพันกว่าบาทข้างถนน แล้วเก็บตังค์ที่เหลือไปซื้อตั๋วเครื่องบินนกแอร์บินไปเที่ยวฮานอยหรือทำอะไรอย่างอื่น ซึ่งมัน &#8220;ได้&#8221; มากกว่ากางเกงยีนส์ตัวเดียว&#8221;</p>
<p>&#8220;นอกจากเป็นปัญหาด้านราคากับภาวะเศรษฐกิจที่สวนกระแสแล้ว การสร้างภาพลักษณ์ให้คนที่ไปใช้ Playground เป็นคนที่ดูดี มีสไตล์ จริงๆ แล้วเป็นดาบสองคมเหมือนกัน เพราะความที่มันดูหรู โก้เก๋นั้น ได้สร้างกำแพง (boundary) ในใจ บางอย่างให้คนทั่วไป ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่มากของสังคม ไม่กล้าที่จะไปใช้บริการ เพราะในใจคิดกังวลไปหมดว่า ร้านที่เทรนดี้มากๆ ไม่เหมาะกับตัวเอง</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย ข้าวของที่แพงมากจนเอื้อมไม่ถึง อีกอย่างหนึ่งก็คือ ร้านที่เปิดอยู่ในเพลย์กราวด์ไม่มีจุดดึงดูดเพียงพอที่จะทำให้คนมีความรู้สึกว่า “ต้องไป” อย่างเช่นร้านหนังสือที่พยายามเสนอตัวเป็นทางเลือกร้านหนังสือของคอศิลปะ เพราะมีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะอยู่มาก แต่ในรายละเอียดแล้ว หนังสือที่เลือกมาเหล่านั้น ส่วนมากก็เป็นหนังสือที่ตามหาได้ในร้านขายหนังสือต่างประเทศทั่วไป ไม่มีหนังสือหายากในสต็อกมากพอที่จะทำให้คน “ต้อง” เดินทางจากฟากอื่นของเมืองมาซื้อหนังสือที่นี่&#8221;</p>
<p>เธอบอกว่า ในขณะเดียวกันที่ La Villa กลับอยู่ได้ เพราะมันมีร้านค้าแบบ Unique แต่ราคาเป็นมิตร และมีร้านขายของที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างซูเปอร์มาร์เก็ต ที่สร้างความคุ้นเคยให้คนที่มาใช้รู้สึกว่าการมาใช้บริการที่นี่ไม่ยากต่อใครๆ เป็นเรื่องการจ่ายตลาด ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันปกติ จะขาสั้น ลากแตะไปซื้อของก็ยังได้ มีร้านขนม อร่อยๆ ให้นั่งเล่น จิบกาแฟ อ่านหนังสือไปเพลินๆ</p>
<p>&#8220;&#8230;รวมไปถึงร้านเสื้อผ้าที่มีจุดเด่นในตัวของมันเอง ร้านหนึ่งขายเสื้อผ้าแนวโบราณ อีกร้านหนึ่งขายเสื้อผ้าสไตล์เกาหลี อีกร้านหนึ่งขายชุดชั้นในเสื้อผ้าวาบหวิวแบบฝรั่งเศส แพงขึ้นมานิดหนึ่งกว่าของตามห้าง แต่มันไม่ &#8220;โหล&#8221; เท่า ซึ่งทำให้ได้ใจของคนชั้นกลาง ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่ใหญ่และจงรักภักดีกว่าฐานลูกค้าตามเทรนด์ของ Playground มาก&#8221;</p>
<p>ก่อนหน้านี้สักหนึ่งปี เวลามองไปถนนพหลโยธิน เราเห็น la villa อันสวยงาม ที่เพิ่งเปิดให้บริการด้วยร้านค้าน่าสนใจ เหลียวไปทางย่านเหม่งจ๋าย เราเห็น park plaza ที่เพิ่งจัดงานเลี้ยงปีใหม่แก่ผู้ประกอบการไปเมื่อคืนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา&#8230;ลองชายตาอีกข้างหนึ่งไปที่ทองหล่อ ถิ่นดื่มด่ำความสุขของคนกรุงมีรสนิยมดูสิ เราจะเห็น “เจ-อเวนิว” ที่น่าเข้าไปนั่ง โดยที่ถัดไปไม่ไกลจากนั้น พยานอย่าง play ground ก็เริ่มไปก่อนหน้ากับวัฒนธรรมที่บางพื้นที่เรียกว่า “บูติค มอลล์”</p>
<p>เพียงแต่รายหลังสุดไม่สามารถจะทนกับภาวะซบเซาและค่าเช่าพื้นที่ได้ ในที่สุดทั้ง manga และ playground ต่างต้องโบกมือลาไป&#8230;</p>
<p>จิน่า โอสถศิลป์ สาวเก่งและผู้บริหารแห่งค่ายหนัง GTH ซึ่งเป็นคนมีรสนิยมกับของดีไซน์ต่างๆ (ก็ในหลายพื้นที่ของออฟฟิศ เธอเป็นคนออกแบบมันเอง) เมื่อถามถึงจุดสิ้นสุดของเทรนดี้เพลสบางแห่งอย่าง playground เธอบอกว่า น่าเสียดาย แต่ถ้ามองแบบไม่ได้โจมตีอันใด มองถึงเหตุผล เธอมองว่าราคาสินค้าคงจะเป็นปัจจัยหนึ่งของที่นี่</p>
<p>&#8220;ขนาดต่อให้เรามีสตางค์ที่พอจะซื้ออะไรได้บ้าง เรายังไม่กล้าควักเงินเลย เพราะราคาสูงมาก ตอนไปงานเปิดตัวแรกๆ ก็มีคำถามเหมือนกันว่า จะอยู่รอดได้หรือ ยังคิดว่าถ้าราคาถูกกว่านี้ คงจะดีกว่า&#8221; เธอให้ความเห็นด้วยความปรารถนาดี</p>
<p>หากเปรียบวัฒนธรรมกับต่างชาติล่ะ</p>
<p>“ผมว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงหรือกำลังได้รับความนิยมเนี่ย มันน่ามองอยู่หลายๆ ด้านเหมือนกัน โดยส่วนตัว ผมคิดว่า มันคือสถานที่ที่ต้องการคลี่คลายมาจากศูนย์การค้า” ปวิตร มหาสารินันทน์ อาจารย์ประจำภาคศิลปะการแสดงของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เคยให้ทัศนะกับ et ไว้</p>
<p>“ในอเมริกานั้น ผมนึกไม่ออกว่ามันมีแบบนี้แบบจริงจังหรือไม่ แต่ที่อเมริกานั้น เวลาวันหยุด เขาจะคิดถึงการไปพักผ่อนกับครอบครัว ไปปิกนิก ไปสวนสาธารณะ มากกว่าไปสถานที่แบบนี้ ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะว่าคนไทยเราไม่มีทางเลือกแบบนั้นมาก” ว่าที่ดอกเตอร์ทางการละคร ซึ่งไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศหลายปี ยังบอกอีกว่า เขาเชื่อว่า trendy place ก็คือการพยายามจะเป็นตัวเลือกใหม่ของคอนเซปต์ห้าง &#8220;ผมเห็นด้วยที่เราคุยกันว่า มันอาจจะเป็นอะไรที่พยายามรีแลกซ์มาจากห้างใหญ่ ซึ่งคนชั้นกลางส่วนหนึ่ง อาจจะเบื่อการเข้าไปหาที่จอดรถ trendy place มันง่ายๆ ไปง่ายมาง่าย อาจจะรองรับไลฟ์สไตล์คนกลุ่มนี้ได้”</p>
<p>ทัศนะมากมายและหลากหลายนั้นมาจากคนทำงานทั้งสถาปนิก มิวเซียม โฆษณา และ เอเยนซี รวมไปถึงนักวิชาการด้านวัฒนธรรม แต่ภาพหนึ่งที่สะท้อนเข้ามาได้ใกล้มากขึ้น ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ &#8216;จุดประกาย&#8217; ได้สัมภาษณ์ พิสาข์ ไวความดี บัณฑิตสาวจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ถึงข้อเด่นด้อยจากเทรนดี้เพลสสองแบบในพื้นที่เดียวกัน</p>
<p>&#8220;มีความรู้สึกว่า Playground ทองหล่อ ตั้ง concept พลาดไป คือ ของที่ขายในนั้นมันราคาค่อนข้างจะแพง ทำให้จำนวนคนที่อยากเข้าไปซื้อของเขาจริงๆ มีน้อย แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ brand หลาย brand ที่มีขายในนั้นเขาก็มี shop ของตัวเองที่อื่น ลูกค้าประจำของ brand นั้น เขาก็สามารถไปซื้อที่ shop โดยตรงสะดวกกว่า</p>
<p>ในขณะที่ J- Avenue หรือ La Villa มันจะมีร้านค้าที่หลากหลายกว่า มีทั้งถูกและแพง มีทั้ง supermarket, spa, ร้านทำเล็บ ร้านเสื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนม ทำให้สามารถดึงคนไปที่ของเขาได้มากกว่า แล้วบรรยากาศมันก็ดู laid back กว่าด้วย ส่วนตัวถ้าถามว่าเสียใจไหมที่ Playground ปิดไป ก็เสียใจนะ เพราะเสียดายร้านอาหารดีๆ ในนั้น โดยเฉพาะ Vanilla Industry คิดว่าถ้าเจ้าของเขาสามาถปรับ concept หน่อย ก็น่าจะช่วยให้อยู่ต่อไปได้ เพราะจริงๆ แล้ว location ก็ดีมาก&#8221; เธอบอกกับ &#8216;จุดประกาย&#8217;</p>
<p>อีกทัศนะหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ บรรณาธิการคนเก่งในชายคาของกรุงเทพธุรกิจอย่าง วลัญช์ สุภากร ให้ความเห็นว่า&#8230;</p>
<p>&#8220;น่าเสียดายมากครับสำหรับเพลย์กราวด์ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของราคาและการเลือกแบรนด์สินค้าแฟชั่น ราคาไม่สามารถซื้อได้เรื่อยๆ ยิ่งเมื่อเทียบกับการสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตที่มีแบบมีขนาดให้เลือกมากกว่า มีการจำหน่ายราคาพิเศษตามโอกาส มีการแจ้งข่าวสารผ่านอีเมลเป็นประจำ มีการให้รหัสส่วนลด คือมีทางเลือกมากกว่า ส่วนแบรนด์แฟชั่นไม่ต้องเลือกแบรนด์กูตูร์มากก็ได้ คนทั่วไปอาจใส่ยาก ใส่ได้น้อยครั้ง น่าจะเลือกแฟชั่นแนวสตรีทแวร์ แต่เป็นสตรีทแวร์ของดีไซเนอร์ที่ทำเสื้อผ้าออกมาดูโก้ แพทเทิร์นมีสไตล์พอที่จะสร้างความแตกต่างจากสตรีทแวร์ที่เป็นแมส (mass) ไม่ต้องถึงกับทำให้คนใส่ดูแปลกประหลาดมหัศจรรย์ แต่ใส่ได้เรื่อยๆ น่าจะเหมาะกว่า หรืออย่างรองเท้า คนไม่มีโอกาสไปญี่ปุ่นอย่างผมก็พอที่จะได้ดู onitsuka tiger ที่นี่ แต่หลังๆ ก็หายไปเลย อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่จอดรถ ทำให้คนไปเดินน้อย&#8221;</p>
<p>จะว่าไป&#8230;ดูเหมือนรสนิยมเรื่องราคาสินค้ากับอารมณ์ของสถานที่ จะเป็นปัญหาในสายตาของหลายๆ คน นักเดินทางที่บินมาแล้วทุกมุมโลกอย่าง ภาสกร ประมูลวงศ์ ซึ่งเป็นครีเอทีฟโฆษณาและนักเขียน เปรียบเทียบให้เห็นว่า</p>
<p>&#8220;เหตุที่ Trendy Place แบบคลัสเตอร์ อย่าง J-Avenue ไปได้ก็เพราะว่ามันมีองค์ประกอบ ที่เอื้อกับการใช้จ่ายจริงๆ ของชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆ มีการใช้เงินเป็นเรื่องเป็นราว มากกว่าแค่ window shopping ตัวอย่างชัดๆ เลยก็คือ เส้นเลือดใหญ่ของ J-Avenue เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ที่คนไม่เคยพร่องไม่ว่าจะไปช่วงไหนของวัน ถัดจากซูเปอร์ฯ ในละแวกชั้นเดียวกันก็จะมีสินค้าที่ดูรู้ว่าดูแลโดยคนที่ ‘เป็น’ ในเรื่อง space management มีร้านแอปเปิล มีร้านโอคเลย์ มีร้านขายแว่นเก๋ๆ ขายกระเป๋าเก๋ๆ มีร้านขายเสื้อผ้าเด็กอยู่ในมุมทแยงกับซูเปอร์ฯ ซึ่งคนที่บริหารทำเลได้อย่างนี้คือ คนที่รู้จักอารมณ์ของคน</p>
<p>แม้กระทั่งการผลักร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านไอศกรีมไปไว้หน้าถนน นั่นก็ถือเป็นความหลักแหลมในการเรียกคนให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศ&#8230;นี่ขนาดยังไม่นับชั้นสองที่เปิดเป็นร้านอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เดินขึ้นไปชั้นสามยังมีโรงเรียนสอนดนตรี มีกิจกรรมชีวิตที่ต่างไปจากสองชั้นแรก&#8230; ไม่แปลกที่มันจะไปได้ และดูท่าจะไปได้ดี เพราะมันอิงอยู่กับพื้นฐานแห่งความเป็นจริง อีกอย่างผมคิดว่าคนทำเขาซีเรียส เรื่องไลฟ์สไตล์ ว่ามันต้อง Practical ไม่ใช่แค่เท่ๆ ฟุ้งๆ ไปมื้อๆ นี่ขนาดยังไม่นับมุมด้านข้างถนนเล็กๆ ที่มีร้านขายเสื้อผ้านำเข้า มีแม้กระทั่งร้านสัตว์เลี้ยง</p>
<p>Shopping Cluster อย่าง J-Avenue เลยกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ระบาดร่วมๆ ทั่วกรุงเทพฯ แถวๆ IBM (พหลโยธิน) ก็มีอีกที่หนึ่ง ลักษณะคล้ายๆ กัน แต่วุ่นวายกว่าหน่อยเพราะอยู่ในย่านธุรกิจ แต่มันก็ไปได้ เพราะ fit-in กับชีวิตคนเมือง&#8230;หรืออย่างล่าสุดนี่ก็ The Crystal เลียบทางด่วนเกษตร-นวมินทร์ โครงสร้างนี่แทบจะโขลกมาจากบล็อกเดียวกัน คือมีซูเปอร์มาร์เก็ต มีร้านแอปเปิล มี B2S มีสตาร์บัคส์ มีร้านขายอาหารจริงๆ แบบเป็นเรื่องเป็นราว</p>
<p>คราวนี้เรามามอง playground กับ manga อันดับแรกเลย ทั้งสองที่มีเจ้าของคนเดียวกันเพราะฉะนั้นรูปแบบของร้านจะออกมาเหมือนๆ กัน แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ Manga เลยดู Compact กว่าหน่อยๆ ทั้งสองเน้นคอนเซปต์ที่ผมมองว่า&#8230;เน้นความเท่ ถึงเท่โคตรๆ และคิดเองว่า การเน้นความเท่แบบเน้นๆ นี้ นี่แหละคือที่มาของการปิดตัวก่อนเวลาอันควร&#8221; ภาสกร บอกว่า เขาไม่ตกใจกับข่าวการปิดตัวเองของ playground กับ manga</p>
<p>&#8220;ถ้าจะให้ตกใจหน่อยๆ ก็ตรงที่มันเร็วไปนิด และถ้าจะให้วิเคราะห์แบบคนนอกมองเข้ามาด้านใน ผมคงต้องบอกว่า มันไม่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจเพราะคนทำยังไม่ Sophisticate ไปเน้น Style มากกว่า Content ไปเน้น Detail มากกว่า Core แถมยังอิงตัวเองกับ Ideas มากกว่า Concept ขนาดตอนนี้ Sales ทั้งร้านสินค้ายังเหลือตรึม นั่นเพราะมันเกินความจำเป็นจริงๆ&#8221;</p>
<p>&#8220;ผมว่า&#8230;ต่อไปถ้าจะมีใครคิดจะทำร้านที่มี pattern แบบ playground ก็ขอให้มันออกมาจากตัวตนข้างใน คือไม่ต้องเท่มากก็ได้แต่ขอให้มีความคิดที่จะขายของ คือถ้าจะให้มัน Rare product หรือ Dead Stock Store ก็ให้มันจริงจัง เพลาๆ หน่อยเหอะความเท่&#8230;.คือถ้าเราเข้าใจตัวเองเมื่อไร เมื่อนั้นเท่ทันทีโดยไม่ต้องให้ใครมาบอกโน่นนี่ว่าทำยังไงแล้วเท่ เหมือนชื่อร้าน แหละครับ ชื่อก็บอกว่า Manga แต่ทำไมทั้งร้านหาหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นไม่เจอสักกะเล่ม&#8221;</p>
<p>นันทขว้าง สิรสุนทร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%89-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ไก่ จิก เด็ก ตาย เฎ็ก ฏาย บน ปาก โอ่ง”</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%8e%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%8f%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0b/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%8e%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%8f%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0b/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jan 2008 21:52:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[มันยังงี้นี่เอง   
สารคดี : รหัสช่วยจำ ยิ่งทะแม่ง&#8230;ยิ่งจำแม่น !

รหัสช่วยจำ ยิ่งทะแม่ง&#8230;ยิ่งจำแม่น ! 
บัญชา ธนบุญสมบัติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
E-mail : buncht@mtec.or.th Blog : http://gotoknow.org/blog/science
คนเรานั้นจำเป็นต้องใช้ความจำในการทำกิจกรรมต่างๆ แทบทุกอย่าง ไม่จำกัดเฉพาะการเรียนรู้เท่านั้น หลายเรื่องมักจะต้องลงมือทำไปจำไป จึงจะค่อยๆ เก็บรายละเอียดเพิ่มเติมไปเอง แต่บางเรื่องอย่างเช่นสูตรคูณ ก็อาจท่องจำไปก่อน แล้วจึงค่อยๆ เข้าใจลึกซึ้งขึ้นเมื่อใช้งาน ส่วนบางเรื่องก็อาจจะซาบซึ้งขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเริ่มแก่ตัวลงไป อย่างเช่นร้อยกรองอันแสนไพเราะที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กนั่นไงครับ
ครูบาอาจารย์ที่สอนเก่งๆ มักจะมีสูตรเด็ดที่ช่วยให้จำเรื่องราวต่างๆ ได้ง่าย อย่างในภาษาไทยของเรา ตอนที่ครูสอนเรื่องอักษรกลาง (ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ) ก็มีประโยคอมตะที่แม้แต่ดาราที่ไปเล่นเกมโชว์ “ถ้าคุณแน่ ? อย่าแพ้ ป. ๔“ ยังรู้ก็คือ 
“ไก่ จิก เด็ก ตาย เฎ็ก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มันยังงี้นี่เอง <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  </p>
<p><a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&#038;op=viewarticle&#038;artid=820" target="_blank">สารคดี : รหัสช่วยจำ ยิ่งทะแม่ง&#8230;ยิ่งจำแม่น !</a></p>
<p><span id="more-49"></span></p>
<p><b>รหัสช่วยจำ ยิ่งทะแม่ง&#8230;ยิ่งจำแม่น ! </p>
<p>บัญชา ธนบุญสมบัติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)<br />
E-mail : buncht@mtec.or.th Blog : http://gotoknow.org/blog/science</b></p>
<p>คนเรานั้นจำเป็นต้องใช้ความจำในการทำกิจกรรมต่างๆ แทบทุกอย่าง ไม่จำกัดเฉพาะการเรียนรู้เท่านั้น หลายเรื่องมักจะต้องลงมือทำไปจำไป จึงจะค่อยๆ เก็บรายละเอียดเพิ่มเติมไปเอง แต่บางเรื่องอย่างเช่นสูตรคูณ ก็อาจท่องจำไปก่อน แล้วจึงค่อยๆ เข้าใจลึกซึ้งขึ้นเมื่อใช้งาน ส่วนบางเรื่องก็อาจจะซาบซึ้งขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเริ่มแก่ตัวลงไป อย่างเช่นร้อยกรองอันแสนไพเราะที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กนั่นไงครับ</p>
<p>ครูบาอาจารย์ที่สอนเก่งๆ มักจะมีสูตรเด็ดที่ช่วยให้จำเรื่องราวต่างๆ ได้ง่าย อย่างในภาษาไทยของเรา ตอนที่ครูสอนเรื่องอักษรกลาง (ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ) ก็มีประโยคอมตะที่แม้แต่ดาราที่ไปเล่นเกมโชว์ “ถ้าคุณแน่ ? อย่าแพ้ ป. ๔“ ยังรู้ก็คือ </p>
<p>“ไก่ จิก เด็ก ตาย เฎ็ก ฏาย บน ปาก โอ่ง”</p>
<p>ประโยคแบบนี้แหละเรียกว่า “นีโมนิค” (mnemonic) ซึ่งผมขอแปลว่า รหัสช่วยจำ ไปพลางๆ ก่อน (สังเกตว่าไม่ออกเสียงตัว m ต้นคำ) คำว่า mnemonic มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก mnemonikos แปลว่า เกี่ยวกับความจำ (of memory)</p>
<p>แต่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด รหัสช่วยจำจึงอาจมีได้หลายแบบ อย่างเรื่องอักษรกลางนี่ เพื่อนรุ่นพี่ของผมท่านหนึ่งท่องว่า </p>
<p>“กินจุ เด็กตุ๊ ดีแตก ใบปลิวออก”</p>
<p>ส่วนลูกสาวของผมตอนอยู่ ป. ๑ เคยท่องให้ผมฟังว่า </p>
<p>“เจ๊ดูบ่อปลากับอาตี๋”</p>
<p>ประโยคสุดท้ายนี่ ถึงแม้จะไม่เรียงตามลำดับอักษร แต่ก็เห็นภาพชัดแจ๋ว แถมยังเล่นเสียงสูงต่ำกุ๊งกิ๊งน่าฟังดีจัง </p>
<p>เห็นอย่างนี้แล้ว ผมก็เลยคันสมอง ขอโมเมมั่ง (อันแรกนี่โหดหน่อยนะครับ)</p>
<p>“เด็กอ้วนปากบอนโดนจิ๊กโก๋ตุ้บตั้บ”</p>
<p>ตามด้วยชุดอีกา</p>
<p>“อีกาตาดีบินจากไป”</p>
<p>“ไปดูอีกาจิกตัวบุ้ง”</p>
<p>“อีกาป่าบินตามจิกโดนตูดเด็ก”</p>
<p>แล้วต่อด้วยชุดแซวนักการเมืองคนดัง</p>
<p>“อาจารย์ปุเดินตรวจบาร์ตอนกลางดึก” </p>
<p>(ก็เลยทำให้) “จิ๊กโก๋แอบเดินตามบิ๊กปุ”</p>
<p>“บิ๊กจิ๋วเดือด! กล้าออกปากดุตามตรง”</p>
<p>ลองมาดูอักษรสูง ได้แก่ ผ ฝ ถ (ฐ) ข ส (ศ ษ) ห และ ฉ กันบ้าง </p>
<p>“ผีฝากถุงข้าวสารให้ฉัน”</p>
<p>“ผีฝากข่าวสารถึงฉันให้ศึกษาฐานขวด”</p>
<p>ส่วนผมขอดัดแปลงเล็กน้อย</p>
<p>“ผีถือขนมฝรั่งส่งให้ฉัน” (บรื๋อออ&#8230;) </p>
<p>“ผมถูกห้ามฝอยข่าวแสนฉงน” (อันนี้สำหรับคนเล่าข่าวที่โดนอำนาจมืดแทรกแซง)</p>
<p>“เขาฝอยข่าวผิดเสียหายถึงฉัน”</p>
<p>“ฉันถูกผัวฝรั่งห้ามศึกษาข่าวสาร” (สงสัยห้ามเล่นเน็ต&#8230;อิอิ)</p>
<p>คงพอจะเห็นแล้วว่านีโมนิคมักจะมีความหมายประหลาดๆ เพราะเกิดจากการด้นเล่นคำไปเรื่อยๆ จนลงตัวนั่นเอง</p>
<p>สำหรับอักษรต่ำนั้น อาจจำแยกเป็นอักษรต่ำคู่และอักษรต่ำเดี่ยวอย่างนี้ครับ</p>
<p>อักษรต่ำคู่เป็นอักษรที่มีเสียงคู่กับอักษรสูง เช่น ค-ข และ ช-ฉ โดยมีตัวอย่างประโยคนีโมนิค เช่น</p>
<p>“พี่เธอชอบแซวแฟนเฮียเคี้ยง”</p>
<p>ส่วนอักษรต่ำเดี่ยว (อักษรต่ำที่หาคู่ไม่ได้) ได้แก่ </p>
<p>“งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก”</p>
<p>หากคิดถึงอักษรต่ำทั้งหมด ก็มีตัวอย่างที่น่าทึ่งอย่างนี้ (จากหนังสือ ปั้นน้ำเป็นตัว ของคุณวินทร์ เลียววาริณ)</p>
<p>“เพชฌฆาตเฒ่าใช้โซ่ใหญ่ฟาดธงรูปนกฮูกล้มครืนในงานภาณยักษ์ที่วัดโมฬีโลก”</p>
<p>รหัสช่วยจำอาจนำไปใช้ช่วยในการสะกดคำได้ โดยเฉพาะคำที่สะกดกันผิดบ่อยๆ เช่น “สังเกต ดูดีๆ ไม่มีสระอุ” สำหรับฝรั่งนั้นก็มีปัญหาในการสะกดคำในภาษาของเขาเหมือนกัน และอาจใช้นีโมนิคต่อไปนี้ช่วยจำ</p>
<p>ARITHMETIC : A Rat In The House May Eat The Ice Cream</p>
<p>BECAUSE : Big Elephants Can Always Understand Small Elephants</p>
<p>NECESSARY : Not Every Cat Eats Sardines (Some Are Really Yummy)</p>
<p>สำหรับคำว่า argument ซึ่งแปลว่า การถกเถียงหรือการทะเละเบาะแว้งนั้น ฝรั่งเองบางทีก็สับสนเติมตัว e เข้าไปหลัง u เพราะคำกริยาคือ argue มีตัว e อยู่ด้วย แต่คนช่างคิดก็ผูกประโยค </p>
<p>“I lost an ‘e’ in an argument.” (ฉันสูญเสียตัวอักษร e ไปในระหว่างการโต้เถียง) ซึ่งช่วยเตือนว่าคำคำนี้ไม่มีตัว e อยู่แน่ๆ </p>
<p>อย่างไรก็ดี ฝรั่งสมองสัปดนบางคนผูกประโยคต่อไปนี้เพื่อช่วยสะกดคำว่า argument (ลองแปลเองถึงจะได้อรรถรส)</p>
<p>A Rude Girl Undresses; My Eyes Need Taping!</p>
<p>นีโมนิคอาจเป็นภาพก็ได้ เรียกว่า นีโมนิคแบบใช้มอง (visual mnemonic) ตัวอย่างต่อไปนี้มาจากเด็กฝรั่งเกรด ๘ (ตรงกับ ม. ๒ ของเรา) โรงเรียน Eisenhower Middle School และ Albuquerque Public Schools โดยคุณครูให้เด็กๆ คิดวิธีการจำตัวย่อของธาตุทางเคมีโดยใช้ภาพช่วย </p>
<p>ลองดูตัวอย่างน่ารักๆ ของเด็กๆ กันหน่อย อย่างเช่นภาพแรกมาจากไอเดียของเด็กชื่อ แครินา </p>
<p>เธอวาดเป็นรูปห่านตัวร้อน (Hot goose) ปากห่านคาบปรอทวัดไข้ เพราะอักษรตัวแรกของคำว่า Hot กับ goose คือ Hg เป็นสัญลักษณ์ของปรอทที่ย่อมาจากภาษาละติน คือ hydrargyrus ส่วนภาพที่เหลือให้ลองสังเกตลูกเล่นกันเอง</p>
<p>คณิตศาสตร์ก็มีรหัสช่วยจำเหมือนกัน เช่นค่า Pi ซึ่งเป็นอัตราส่วนของเส้นรอบวงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม ก็มีรหัสช่วยจำนับตามจำนวนตัวอักษรในแต่ละคำไล่เรียงไป (เช่น Can = ๓, I = ๑, find = ๔ เป็นต้น) </p>
<p>“Can I find a trick recalling pi easily?” (๓.๑๔๑๕๙๒๖)</p>
<p>“How I wish I could recollect pi easily today.” (๓.๑๔๑๕๙๒๖๕)</p>
<p>“How I want a drink, alcoholic of course, after the heavy lectures involving quantum mechanics!” (๓.๑๔๑๕๙๒๖๕๓๕๘๙๗๙) </p>
<p>“How I need a drink, alcoholic in nature, after the heavy lectures involving quantum mechanics!” (๓.๑๔๑๕๙๒๖๕๓๕๘๙๗๙)</p>
<p>ที่เห็นนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะรหัสช่วยจำค่า Pi ยังมีอีกนับสิบ และที่น่ารู้ไว้ก็คือ มีคนแต่งเพลงช่วยจำทศนิยมของค่า Pi ถึง ๕๐ ตำแหน่งไว้แล้ว เช่น “I am the First Fifty Digits of Pi” ลองดูกรอบเนื้อเพลงใกล้ๆ นี้ได้ (ค่า Pi ๕๐ ตำแหน่ง คือ ๓.๑๔๑๕๙๒๖ ๕๓๕๘๙๗๙ ๓๒๓๘๔๖๒ ๖๔๓๓๘๓๒ ๗๙๕๐๒๘๘ ๔๑๙๗๑๖๙ ๓๙๙๓๗๕๑)</p>
<p>วิชาวิทยาศาสตร์นี่ก็มีรหัสช่วยจำเยอะเอาการอยู่เหมือนกัน อย่างเมื่อก่อนเราแปล property หรือ properties ของสสารว่า “คุณสมบัติ” แต่ต่อมาใช้แค่ “สมบัติ” เฉยๆ โดยเหตุผลเท่าที่ผมเคยได้ยินมา (แต่ฟังแล้วทะแม่งๆ) ก็คือ สมบัติไม่จำเป็นต้องเป็นคุณเสมอไป อาจเป็นโทษก็ได้ กลางๆ ไม่มีคุณไม่มีโทษก็ได้</p>
<p>เรื่องนี้ก็เลยมีคุณครูบางท่านสอนว่า “คุณสมบัติ” มีเพียงหนึ่งเดียวคือคุณสมบัติ เมทะนี (ฮา)</p>
<p>อัตราเร็วแสงในทางฟิสิกส์ก็มีรหัสช่วยจำ (แต่ไม่หลากหลายเท่าค่าพายของคณิตศาสตร์) นั่นคือ </p>
<p>“We guarantee certainty, clearly referring to this light mnemonic.”</p>
<p>ซึ่งหมายถึงว่า อัตราเร็วแสงมีค่าเท่ากับ ๒๙๙,๗๙๒,๔๕๘ เมตร/วินาที (พอดีเป๊ะ&#8230;ย้ำ&#8230;พอดีเป๊ะ&#8230;โดยนิยาม)</p>
<p>สำหรับเรื่องอนุกรมวิธานในทางชีววิทยาซึ่งไล่เรียงจากกลุ่มใหญ่ซอยย่อยลงไปเรื่อยๆ ว่า Kingdom, Phylum, Class, Order, Family, Genus, Species</p>
<p>ก็มีรหัสช่วยจำจำนวนมาก เช่น</p>
<p>“King Plays Chess On Fat Girls Stomachs.”</p>
<p>“Kitten Prefer Cream Or Fish, Generally Speaking.”</p>
<p>“Kids Prefer Cheese (Chocolate) Over Fried Green Spinach.”</p>
<p>ประโยคสุดท้าย คือ “Kids Prefer Cheese&#8230;” นี่คิดโดยเด็กนักเรียนเกรด ๗ (ตรงกับชั้น ม. ๑ ของเรา) ในชั้นเรียนด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่ Slauson Middle School ในเมืองแอนน์อาร์เบอร์ มลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา&#8230;เด็ดไหมล่ะ?</p>
<p>ศัพท์ธรณีวิทยาที่เคยทำให้ผมมึนก็คือ stalactite (หินย้อย) และ stalagmite (หินงอก) ก็มีคนคิดวิธีการจำไว้อย่างนี้ครับ</p>
<p>* stalactite มีตัว c อยู่ ให้นึกถึงคำว่า ceiling (เพดาน) นั่นคือต้องเป็น “หินย้อย” เพราะงอกมาจากเพดานถ้ำ</p>
<p>* stalagmite มีตัว g อยู่ ให้นึกถึงคำว่า ground (พื้น) นั่นคือต้องเป็น “หินงอก” เพราะงอกขึ้นมาจากพื้น (ส่วนคำว่า mite ตรงท้ายซึ่งเป็นแมลงชนิดหนึ่งนั้น ก็ให้นึกถึงภาพแมลงเดินอยู่ตามพื้น จะได้ไปด้วยกัน)</p>
<p>ในทางดาราศาสตร์ เดิมทีระบบสุริยะมีดาวเคราะห์ทั้งหมด ๙ ดวง ได้แก่ พุธ (Mercury) ศุกร์ (Venus) โลก (Earth) อังคาร (Mars) พฤหัสบดี (Jupiter) เสาร์ (Saturn) ยูเรนัส (Uranus) เนปจูน (Neptune) และพลูโต (Pluto) ซึ่งมีตัวอักษรตัวแรกของชื่อไล่เรียงกันไป คือ M-V-E-M-J-S-U-N-P ทำให้มีคนคิดนีโมนิคไว้หลายแบบ เช่น </p>
<p>“My Very Educated Mother Just Served Us Nine Pizzas”</p>
<p>“Men Very Easily Make Jam Sandwiches Under No Pressure”</p>
<p>“My Very Existence May Just Screw Up Normal People”</p>
<p>แต่พอพลูโตถูกเขี่ยออกไปกลายเป็นแค่ดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) ทำให้เหลือดาวเคราะห์เพียง ๘ ดวง นีโมนิคก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ลองดูตัวอย่างสัก ๒ ประโยค</p>
<p>“Many Very Easy Mnemonics Just Seem Unnecessarily Nonsensical.”</p>
<p>“Major Volcanoes Erupt Massively Just Surrounding Underground Nations”</p>
<p>“My Very Exotic Mistress Just Showed Up Nude.”</p>
<p>มีบางตัวอย่างเหมือนกันที่ฝรั่งกับไทยต่างคนก็ต่างคิด เช่นสีของรุ้งกินน้ำ ซึ่งฝรั่งบางคนท่องเป็นชื่อคนว่า<br />
Roy G. Biv</p>
<p>หรือบางคนก็จำเป็นประโยค เช่น</p>
<p>“Richard Of York Gains Battles In Vain.”</p>
<p>ซึ่งหมายถึง Red, Orange, Yellow, Green, Blue, Indigo และ Violet นั่นเอง<br />
สังเกตว่า ฝรั่งท่องสีรุ้งกลับทิศทางกับเรา ซึ่งมักจะจำกันว่า</p>
<p>ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง </p>
<p>อันมีรหัสช่วยจำเด็ดๆ ที่นำตัวอักษรต้นของแต่ละสี คือ ม-ค-น-ข-ล-ส-ด มาแต่งเป็นประโยคว่า</p>
<p>“แม่คนนี้ขาลายสิ้นดี”</p>
<p>ได้เห็นตัวอย่างกันไปพอสมควรแล้ว ใครคิด (หรือรู้) รหัสช่วยจำหนุกๆ ก็ส่งมาแบ่งปันกันที่ สารคดี หรือตรงมาที่ผมได้ </p>
<p>ก่อนจากกัน ขอทิ้งตัวอย่างสุดท้ายเอาไว้เล่นๆ คือ เคยมีผู้ใหญ่สอนไว้ว่า คำว่า “อนุญาต” ต้องเขียนไม่มีสระอิ เพราะถ้าใครมา “ขออนุญาติ” ก็แสดงว่าจะขอญาติของเราไปเป็น “อนุ” ของเขา&#8230; ชะชะ&#8230;อย่างนี้หยามกันชัดๆ</p>
<p>นั่นคือ “ขออนุญาต” ยังพอได้ แต่ “ขออนุญาติ” ไม่ได้เด็ดขาด! <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';-)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>สำหรับไอเดียเด็กๆ เกี่ยวกับนีโมนิคของธาตุในตารางธาตุให้ไปที่ http://www.aps.edu/aps/Eisenhower/Brugge/PeriodicTableMnemonics.html<br />
เพลง “I am the First Fifty Digits of Pi”<br />
Man, I can&#8217;t, I shant formulate an anthem where the words comprise mnemonics dreaded mnemonics for pi<br />
The numerals just bother me, always even the dry anterior try to request something ower (zero) in numerary aptitude, even I, pantaloon gallant<br />
I cannot actualize the requested mnemonics the leading fifty, I&#8230;</p>
<p>ที่มาของเนื้อร้อง : http://en.wikiquote.org/wiki/English_mathematics_mnemonics<br />
ฟังเพลงนี้ได้ที่ : http://www.songstowearpantsto.com/ เข้าไปที่ ARCHIVE 1 แล้วเลือก SONG #0052<br />
หรือเข้าไปฟังเพลงพร้อมดูเนื้อร้องได้ที่ http://gotoknow.org/blog/judprakai/136538</p>
<p>ขุมทรัพย์ทางปัญญา</p>
<p>ขอแนะนำเรื่อง Mnemonic ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Mnemonic และ Amanda&#8217;s Mnemonic Page ที่ http://www.netnaut.com/mnemonics.html </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%8e%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%8f%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คนจริง คนเทียม</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2007/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2007/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Dec 2007 20:08:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Friends]]></category>
		<category><![CDATA[Read]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=9</guid>
		<description><![CDATA[คุณเพื่อนคนนึงส่งเรื่อง(เกือบไม่)สั้นมาให้อ่าน
เป็นของคุณน้องที่สนิทกันอีกคน
เรื่องยาวจริงๆ ยังอ่านไม่จบเลย อ่านไปได้นิดหน่อย 
แต่ชอบการเปรียบเทียบหลายๆอย่างในเรื่องมาก
เอามาเผยแพร่ก่อนเผื่อใครอยากอ่าน !!
ยินดีด้วยนะสำหรับรางวัล 
เจ๋งจริงๆ !! 
ปล.ไม่รู้จะให้บอกนามปากกว่าว่าไงดี เอาเป็นว่า rainycoolie ไปก่อนละกันนะ  
ปล2.เพิ่งก้าวลงจากสนามบินได้ไม่ถึงวัน
หลังจากหนีหนาวไปหนาวอยู่ที่สเปนและโปรตุเกสร่วม 10 วัน
ไว้จะมาทยอยสาธยายให้ฟังกันอีกที   

คนจริง คนเทียม
ฉันเห็นผู้หญิงคนนั้นทุกเช้า&#8230;
ใช่ว่าหล่อนเป็นคนสวยสะดุดตาหรือว่าน่าสนใจกว่าคนอื่น ก็แค่ผู้หญิงทำงานธรรมดา อายุราว 27 ไม่น่าจะมากน้อยไปกว่านั้น    ผมเหยียดตรงดูไร้ชีวิตยาวเกือบถึงกลางหลัง ใบหน้าค่อนข้างกลมเคลือบด้วยรองพื้นหนาเตอะจนขาวผ่องตัดกับแก้มสีชมพูหวานแหวว ขนตายาวงอนผ่านการดัดแต่งมาเป็นอย่างดีรับกับคิ้วโก่งได้รูปเข้าสมัยนิยม รูปร่างค่อนข้างเจ้าเนื้อและสูงตามมาตรฐานหญิงไทยทั่วไปอยู่ในชุดพองฟูเหมือนตุ๊กตา เสื้อประดับลูกไม้ผ้าชีฟองสีขาวตัวบนเข้าชุดกับกับกระโปรงบานทรงเอสีครีมระดับเข่า ดูพอเหมาะพอดีกับรองเท้าส้นเข็มสีขาวปักเลื่อมคู่นั้น หากจะให้จำกัดความหล่อนว่าเป็นสาวสวยก็คงยังถือว่าห่างไกลจากคำนั้นพอสมควร เพียงแต่หล่อนรู้จักหมุนตัวเองให้ทันแฟชั่นปัจจุบันจนกลมกลืนดีเท่านั้นเอง
ที่ผ่านมาฉันเห็นผู้หญิงประเภทนี้เป็นพิมพ์เดียวกันมาตลอด ไม่ได้ให้ความสำคัญไปมากกว่าตอนเห็นภาชนะพลาสติกลดราคาล็อตใหญ่จากโรงงานที่กองขายตามท้องตลาดเลย แต่ที่ทำให้ฉันเริ่มมองเห็นการมีตัวตนของหล่อนมากขึ้นเรื่อยๆก็เพราะพฤติกรรมบางอย่างซึ่งน่าสนใจมาก ฉันสังเกตมาเรื่อยๆจนสรุปกับตัวเองได้ในวันหนึ่งว่า ผู้หญิงคนนี้จริงๆแล้วไม่ใช่มนุษย์!
ฟังดูเป็นเรื่องแปลกถ้าจะสรุปเอาดื้อๆว่า สิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ พูดและกระทำเหมือนมนุษย์แท้จริงแล้วนั้นไม่ใช่มนุษย์ ในตอนแรกฉันตกใจลนลานเมื่อสำนึกได้ว่าอาจจะกำลังตัดสิน “คน” ผิดๆ แต่ไม่ช้าไม่นาน ฉันเริ่มแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองคิด 2 อาทิตย์เต็มที่ฉันเฝ้าจับตาดูหล่อนเช้าเย็นบนชานชาลารถไฟฟ้ามาโดยตลอด ผู้หญิงคนนี้ดำเนินชีวิตตามโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ฝังอยู่ในสมองไม่ผิดแน่ หล่อนเป็น “แอนดรอยด์” (ถึงฉันควรจะเรียกหล่อนว่า “จีนอยด์” ซึ่งหมายถึงหุ่นยนต์เพศหญิงได้ก็ตาม แต่ฉันไม่คิดว่าหุ่นยนต์จะกำเนิดมาพร้อมกับสิ่งที่บ่งบอกเพศได้อย่างมนุษย์จริง เพราะฉะนั้นฉันไม่จำเป็นต้องยกย่องมันด้วยการแยกเพศให้) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณเพื่อนคนนึงส่งเรื่อง(เกือบไม่)สั้นมาให้อ่าน<br />
เป็นของคุณน้องที่สนิทกันอีกคน<br />
เรื่องยาวจริงๆ ยังอ่านไม่จบเลย อ่านไปได้นิดหน่อย <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /><br />
แต่ชอบการเปรียบเทียบหลายๆอย่างในเรื่องมาก<br />
เอามาเผยแพร่ก่อนเผื่อใครอยากอ่าน !!</p>
<p><b>ยินดีด้วยนะสำหรับรางวัล <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /><br />
เจ๋งจริงๆ !! </b></p>
<p>ปล.ไม่รู้จะให้บอกนามปากกว่าว่าไงดี เอาเป็นว่า rainycoolie ไปก่อนละกันนะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>ปล2.เพิ่งก้าวลงจากสนามบินได้ไม่ถึงวัน<br />
หลังจากหนีหนาวไปหนาวอยู่ที่สเปนและโปรตุเกสร่วม 10 วัน<br />
ไว้จะมาทยอยสาธยายให้ฟังกันอีกที <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  </p>
<p><span id="more-9"></span><br />
<b>คนจริง คนเทียม</b></p>
<p>ฉันเห็นผู้หญิงคนนั้นทุกเช้า&#8230;<br />
ใช่ว่าหล่อนเป็นคนสวยสะดุดตาหรือว่าน่าสนใจกว่าคนอื่น ก็แค่ผู้หญิงทำงานธรรมดา อายุราว 27 ไม่น่าจะมากน้อยไปกว่านั้น    ผมเหยียดตรงดูไร้ชีวิตยาวเกือบถึงกลางหลัง ใบหน้าค่อนข้างกลมเคลือบด้วยรองพื้นหนาเตอะจนขาวผ่องตัดกับแก้มสีชมพูหวานแหวว ขนตายาวงอนผ่านการดัดแต่งมาเป็นอย่างดีรับกับคิ้วโก่งได้รูปเข้าสมัยนิยม รูปร่างค่อนข้างเจ้าเนื้อและสูงตามมาตรฐานหญิงไทยทั่วไปอยู่ในชุดพองฟูเหมือนตุ๊กตา เสื้อประดับลูกไม้ผ้าชีฟองสีขาวตัวบนเข้าชุดกับกับกระโปรงบานทรงเอสีครีมระดับเข่า ดูพอเหมาะพอดีกับรองเท้าส้นเข็มสีขาวปักเลื่อมคู่นั้น หากจะให้จำกัดความหล่อนว่าเป็นสาวสวยก็คงยังถือว่าห่างไกลจากคำนั้นพอสมควร เพียงแต่หล่อนรู้จักหมุนตัวเองให้ทันแฟชั่นปัจจุบันจนกลมกลืนดีเท่านั้นเอง<br />
ที่ผ่านมาฉันเห็นผู้หญิงประเภทนี้เป็นพิมพ์เดียวกันมาตลอด ไม่ได้ให้ความสำคัญไปมากกว่าตอนเห็นภาชนะพลาสติกลดราคาล็อตใหญ่จากโรงงานที่กองขายตามท้องตลาดเลย แต่ที่ทำให้ฉันเริ่มมองเห็นการมีตัวตนของหล่อนมากขึ้นเรื่อยๆก็เพราะพฤติกรรมบางอย่างซึ่งน่าสนใจมาก ฉันสังเกตมาเรื่อยๆจนสรุปกับตัวเองได้ในวันหนึ่งว่า ผู้หญิงคนนี้จริงๆแล้วไม่ใช่มนุษย์!<br />
ฟังดูเป็นเรื่องแปลกถ้าจะสรุปเอาดื้อๆว่า สิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ พูดและกระทำเหมือนมนุษย์แท้จริงแล้วนั้นไม่ใช่มนุษย์ ในตอนแรกฉันตกใจลนลานเมื่อสำนึกได้ว่าอาจจะกำลังตัดสิน “คน” ผิดๆ แต่ไม่ช้าไม่นาน ฉันเริ่มแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองคิด 2 อาทิตย์เต็มที่ฉันเฝ้าจับตาดูหล่อนเช้าเย็นบนชานชาลารถไฟฟ้ามาโดยตลอด ผู้หญิงคนนี้ดำเนินชีวิตตามโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ฝังอยู่ในสมองไม่ผิดแน่ หล่อนเป็น “แอนดรอยด์” (ถึงฉันควรจะเรียกหล่อนว่า “จีนอยด์” ซึ่งหมายถึงหุ่นยนต์เพศหญิงได้ก็ตาม แต่ฉันไม่คิดว่าหุ่นยนต์จะกำเนิดมาพร้อมกับสิ่งที่บ่งบอกเพศได้อย่างมนุษย์จริง เพราะฉะนั้นฉันไม่จำเป็นต้องยกย่องมันด้วยการแยกเพศให้) ที่มีระบบปฏิบัติการไร้ที่ติ สามารถแทรกซึมอยู่กับพวกมนุษย์ได้ดีเยี่ยมจนไม่มีใครจับผิดได้ ยกเว้นฉัน ฉันออกจะภูมิใจอยู่ไม่น้อยกับการค้นพบครั้งนี้ แต่ก็หวาดหวั่นว่านี่อาจจะเป็นโครงการลับสุดยอดของรัฐบาลที่ร่วมมือกับอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ระดับโลกก็เป็นได้ มนุษย์เทียมเพศเมียตัวนี้เป็นแค่หุ่นนำร่องถูกส่งมาทดสอบเท่านั้นเอง ฉลาดจริงๆที่คิดทดสอบกับประชากรผู้หญิงก่อน เพราะหากแอนดรอย์ทดแทนมนุษย์เพศเมียได้จริง การควบคุมจำนวนประชากรมนุษย์โลกไม่ให้เกิดเจเนอเรชั่นใหม่ย่อมทำได้ไม่ยาก เมื่อนั้นการแทรกซึมก็&#8230;<br />
ฉันถอนใจแผ่วเบาด้วยความกลัดกลุ้ม เค้าลางหายนะของมนุษยชาติฉายแววอยู่เบื้องหน้า คงจะดีหากสิ่งที่ฉันคิดไม่ใช่เรื่องจริง ขณะที่ฉันกำลังหมกมุ่นอยู่กับการค้นพบอันน่าสะพรึงกลัว ผู้หญิงคนนั้นก็เดินทอดน่องมาช้าๆ และหยุดยืนนิ่งใกล้ๆฉันท่ามกลางผู้คนมากมายบนชานชาลายามเช้าที่เร่งฝีเท้าแกมวิ่งเพื่อให้ทันขบวนรถ มันถือวัตถุทรงเหลี่ยมอยู่ในมือและแนบเข้ากับใบหูข้างซ้ายด้วยอารมณ์เบิกบานซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ฉันแน่ใจว่ามันถูกโปรแกรมมาเพื่อให้กระทำซ้ำๆกันทุกวัน ราวกับไม่รู้สึกรู้สมกับความวุ่นวายตรงหน้า ไม่แยแสกับมนุษย์หลายคนที่เดินตามหลังมาและต้องหยุดชะงักจนหัวแทบชนกันเมื่อมันยืนนิ่งกลางทางเดินเอาเสียดื้อๆ เพียงเพื่อจะหัวเราะกับคู่สนทนาในสาย เป็นเช่นนี้วันแล้ววันเล่า ฉันหมดความลังเลสงสัยอีกต่อไป อย่างหนึ่งที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่เคยบันทึกไว้ในชิพขนาดจิ๋วทรงประสิทธิภาพอย่างแน่นอนก็คือ ความเกรงอกเกรงใจและนึกถึงผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สั่งสอนสืบต่อกันมาทางวัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน เรื่องนี้คงลึกซึ้งเกินกว่าที่คอมพิวเตอร์จะป้อนข้อมูลให้กับมนุษย์เทียมพวกนี้ได้  แอนดรอยด์ตัวนี้กำลังใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องของมัน อาจจะเป็นภารกิจส่งข้อมูลลับด้านพฤติกรรมมนุษย์ไปให้รัฐบาล ฉันไม่อยากคิดไปถึงว่ามันกำลังติดต่อกับแอนดรอยด์ตัวอื่น มันน่ากลัวเกินไป ฉันอาจจะหวาดวิตกไปเอง แค่แอนดรอยด์เพียงตัวเดียว ฉันก็คิดว่ามันเป็นภัยคุกคามสายพันธุ์มนุษย์มากพอแล้ว ฉันพยายามลอบฟังเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากรูเล็กๆบนวัตถุสี่เหลี่ยมเครื่องนั้นแต่ก็ได้ยินเพียงเสียงคลื่นแทรกเป็นระยะ จับใจความไม่ได้ชัดเจน หากมันยังคงส่งภาษาเลียนเสียงมนุษย์โต้ตอบกันอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว แม้แต่กล้ามเนื้อและรูขุมขน อวัยวะทุกอย่างบนใบหน้ามันก็ช่างคล้ายคลึงกับมนุษย์จนแยกแยะได้ยาก เสียงเริงร่านั้นสัมพันธ์กับเซลล์กล้ามเนื้อเทียมบนใบหน้าที่ยืดเข้าออกเวลาแสดงอารมณ์ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถสร้างแอนดรอยด์ที่เหมือนกับมนุษย์จริงได้มากขนาดนี้? ความสามารถและโครงสร้างภายในของมันพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว? มันได้รับคำสั่งมาให้ทำอะไรกับมนุษย์เรากันแน่? คำถามมากมายผุดขึ้นมาในใจฉันทีละข้อ ฉันถึงกับขนลุกชันเมื่อตระหนักได้ว่าอาจจะมีฉันเพียงคนเดียวที่จับสังเกตความจริงเรื่องนี้ได้ ถ้าเช่นนั้น อะไรที่กำลังรอฉันอยู่เบื้องหน้า หนทางที่เต็มไปด้วยภยันตรายอย่างนั้นหรือ?<br />
คนบนชานชาลาบางตาลงเมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกไป มันเดินห่างออกจากฉันไปแล้วอย่างช้าๆ ฉันปรายตามองชายกระโปรงพริ้วสะบัดตามการเคลื่อนไหวด้วยร่างกายสั่นเทา กลัวมันจะจับได้ว่าฉันล่วงรู้ความลับของมัน ดูเหมือนเสียงจากอีกฝั่งหนึ่งของอุปกรณ์ทรงเหลี่ยมจะหยุดการติดต่อไปแล้ว ฉันเห็นมันรีบเก็บเจ้าวัตถุนั่นเข้าไปในกระเป๋าหนังสีสดลวดลายเป็นตัวอักษรคล้ายอักษรโรมัน 2 ตัวดูมีราคาแบบที่มนุษย์เพศหญิงผู้มีฐานะทั้งหลายนิยมกัน แล้วหยิบวัตถุรูปทรงสะอาดตาอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมาต่อเข้ากับสายสีขาวที่มีฟองน้ำกลมๆขนาดเล็กตรงปลายสองข้างและเสียบเข้ารูหูอย่างคล่องแคล่วเหมือนไม่ใช่การเคลื่อนไหวของมนุษย์ มันคงกำลังจะดาวน์โหลดโปรแกรมหรือไม่ก็รับฟังข้อมูลคำสั่งจาก “นาย” ของมัน ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นรัฐบาล หากแต่เสียงที่เล็ดลอดแว่วออกมากลับกลายเป็นเสียงดนตรีจังหวะคึกคักเร้าใจ ฉันจับสังเกตลักษณะพิเศษของแอนดรอยด์เพศเมียตัวนี้ได้อีกข้อคือ มันเป็นหุ่นที่ต้องอาศัยพลังงานจากอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดเวลาไม่เช่นนั้นแล้วการดำเนินชีวิตเลียนแบบมนุษย์ของมันอาจจะเกิดความบกพร่องได้ มิน่าล่ะมันถึงไม่ยอมห่างจากวัตถุทรงเหลี่ยมนั่น มันต้องเป็นแหล่งพลังงานหลักเป็นแน่ ในขณะที่วัตถุที่มันกำลังใช้อยู่คงเป็นพลังงานเสริมเท่านั้น เท่าที่รู้เจ้าวัตถุที่เป็นแหล่งพลังงานหลักที่ว่านี้สามารถปล่อยรังสีบางอย่างออกมาทำลายเซลล์สมองของมนุษย์ได้ ใช่แล้ว! จุดประสงค์ที่ทุกวันนี้วัตถุสื่อสารตัวนี้เป็นที่นิยมในหมู่มนุษย์ก็เพราะว่ามันเป็นแผนการตลาดอันแยบยลของรัฐบาลกับองค์กรเครือข่ายโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่จะบ่อนทำลายกลไกการคิดของมนุษย์ทีละเล็กทีละน้อยจนสุดท้ายเซลล์สมองก็เปลี่ยนรูปกลายเป็นเซลล์ร้ายและฆาตกรรมมนุษย์ได้ในที่สุด เพื่อที่ว่าแอนดรอยด์จะได้มากลืนกินพื้นที่ในโลกนี้ได้ ที่แย่กว่านั้น ไม่เพียงแต่ผลร้ายจะเกิดโดยตรงกับเหยื่อช่วงที่ใช้มันติดต่อกัน แม้แต่เหยื่อที่ไม่ได้ใช้ก็ยังได้รับรังสีทางอ้อมได้อีกด้วย แอนดรอยด์ตัวนี้ถูกโปรแกรมมาให้สูบกินพลังงานจากเครื่องมืออิเลคทรอนิกส์แทนการเปลี่ยนแบตเตอรี่แบบเก่าๆ ด้วยวิธีการแนบเนียนและยังสามารถแผ่รังสีอันตรายเพื่อทำลายมนุษย์ที่อยู่ใกล้มันได้ด้วย ตามที่รัฐบาลสหรัฐเรียกมันว่าเป็น Electromagnetic Radiation Hazard หรือ EMR ผู้คนเกือบ 2 พันล้านคนที่กำลังใช้โทรศัพท์มือถือบนโลกนี้กำลังถูกคุกคามโดยไม่รู้ตัว ฉันถึงกับตกตะลึงเป็นครั้งที่สองเมื่อค้นพบแผนการร้ายนี้ นั่นหมายถึงมนุษย์ทุกคนกำลังเป็นเหยื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยมีเบื้องหลังเป็นรัฐบาลและองค์กรยักษ์ใหญ่เลือดเย็นหรือนี่?!<br />
ฉันเริ่มรู้สึกสูญสิ้นศรัทธาในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์เสียแล้ว&#8230;<br />
รถขบวนใหม่ค่อยๆ วิ่งเข้าสู่สถานี ชั่ววินาทีแห่งความหดหู่นั้น ฉันตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปในขบวนรถตามแอนดรอยด์ตัวนั้นไปอย่างเงียบเชียบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาฉันได้แต่ปล่อยเวลาให้ผ่านพ้นไปเปล่าๆ วันนี้ฉันในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งสมควรที่จะหาทางออกเพื่อปกป้องชะตากรรมของมวลมนุษย์ไว้ โชคดีที่เสียงล้อรถบดขยี้กับรางเหล็กดังสนั่นพอที่จะกลบเสียงเต้นระรัวของหัวใจฉันได้มิดชิดขณะที่ขยับตัวไปยืนใกล้มัน ฉันแอบมองมันยืนพิงเสาฟังเพลงของมนุษย์ด้วยความสนใจใคร่รู้ เสียงจังหวะดนตรีปนเสียงร้องโหยหวนแผดดังออกมานอกสายหูฟังสีขาวคู่นั้น กลไกอวัยวะภายในของมันคงรองรับเสียงดังได้มากกว่า 140 เดซิเบลติดต่อกันอย่างสบายๆ เพราะมันดูจะเพลิดเพลินกับแรงสั่นสะเทือนของเสียงกลองที่ทะลุทะลวงออกมาข้างนอกเหลือเกินทั้งที่ฉันเองรู้สึกเหมือนแก้วหูตัวเองกำลังปริแตกเป็นเสี่ยงๆ  ได้แต่ภาวนาให้ช่วงเวลาอันทรมานนี้จบสิ้นลงโดยเร็ว ภาพอาคารบ้านช่องตึกสูงภายนอกที่วิ่งผ่านสายตาไปไม่ได้ทำให้ฉันเพลิดเพลินใจไปด้วยเลย  เมื่อสำเหนียกได้ว่าชะตากรรมของมนุษย์จะถึงกาลอวสานในไม่นานนี้แล้ว ดูจะไม่มีใครรอบข้างที่สนใจแอนดรอยด์ตัวนี้เหมือนฉัน มันช่างกระทำตัวเลียนแบบมนุษย์ได้ไม่ผิดเพี้ยน หากไม่ได้จับตามองตั้งแต่ต้น มีหรือฉันจะรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอย่างเราๆ รถไฟฟ้าแล่นผ่านไป 2 สถานีแล้ว จู่ๆ ฉันก็เห็นมันทำท่าหงุดหงิดอะไรสักอย่าง ทั้งที่มันยืนพิงแอบเสากลางขบวนรถราวกับสัตว์ไร้กระดูกอยู่ตลอดแต่มันก็ยังขยับขาไปมาเหมือนจะสลัดความเมื่อยขบจากการยืนบนส้นแหลมเล็กเช่นเดียวกับมนุษย์ผู้หญิง น่าแปลกที่รัฐบาลยังใส่โปรแกรมความรู้สึกปวดเมื่อยให้มันได้ แต่กลับไม่ได้ป้อนข้อมูลเรื่องพฤติกรรมสัตว์สังคมให้ มันจึงทำตัวประหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจเจกไม่สนใจมนุษย์คนอื่นรอบข้าง ฉันรีบถอนมือออกจากเสาที่เกาะอยู่เมื่อปลายเส้นผมสากตรงและแผ่นหลังของมันนาบลงมากับเสาอีกครั้ง มันไม่ได้มีทีท่าจะรู้สึกว่าร่างกายสัมผัสโดนเลือดเนื้อที่แท้จริงของมนุษย์อย่างฉันและคนอื่นๆเลย ความรู้สึกหวาดกลัวสิ่งแปลกปลอมผุดขึ้นทันควัน ฉันลนลานเอามือมาถูกับชายเสื้อตัวเองทันที มนุษย์ผู้ชายข้างๆฉันหันไปมองมันทีสลับกับฉันที แววตามีคำถามแต่ฉันไม่มีเวลาพอจะอธิบายกับเขาหรอก ฉันต้องเก็บข้อมูล ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้เพื่อตัวเอง แต่ก็เพื่อพวกมนุษย์หน้าโง่ผู้ไร้การระวังตัวพวกนี้ทั้งนั้นแหละ<br />
และแล้วมันก็ลงไปนั่ง อีกเพียง 2 สถานีก็จะถึงปลายทาง ฉันเลือกนั่งตรงที่ว่างตรงข้ามกับมัน แววตาเราสบกันอยู่แว่บหนึ่ง แล้วก็มันเสมองไปทางอื่นก่อนจะล้วงหยิบวัตถุคู่กายในกระเป๋าหนังออกมาอีกครั้ง ฉันนั่งตัวแข็งทื่อ หรือว่ามันรู้ตัวแล้วว่าฉันสะกดรอยตามดูพฤติกรรมมันอยู่   ถึงได้หยิบอุปกรณ์เสริมพลังงานของมันอีกตัวขึ้นมาเพื่อเตรียมต่อสู้&#8230;<br />
ที่แท้มันก็เพียงแค่กดอะไรเล่นบนหน้าจอฆ่าเวลาเท่านั้นเอง เพียงครู่เดียวก็มีเสียงเพลงดังลั่นออกมาจากวัตถุในมือมัน ฉันเห็นมันรีบกระตุกสายสีขาวออกแล้วยกเจ้าวัตถุนั่นแนบหู สีหน้าสดชื่น ก็แน่ล่ะ สามารถชาร์จพลังงานได้ถึงสองทางในเวลาเดียวกันผ่านทางหูซ้ายและหูขวาคงทำให้มันรู้สึกเต็มอิ่ม มันเริ่มหัวเราะและพูดคุยเรื่องส่วนตัวต่างๆของตัวเองเสียงลั่นราวกับเป็นหัวข้อระดับชาติที่ผู้คนทุกคน ณ ที่นี้ต้องรับรู้ วิเศษจริงๆ ดูท่ามันจะไม่มีเวลาสำหรับ “ความเงียบ” บ้างเลย เท่าที่ฉันรู้มาบ้างก็คือว่า แอนดรอยด์พวกนี้ปรารถนาจะกลายเป็นมนุษย์จริงๆให้ได้ ถึงแม้มันจะรู้ว่าลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกับมนุษย์มากแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ยังคงเกลียดความว่างเปล่าของตัวเองอยู่ดี ความเงียบงันสงบนิ่งคงทำให้มันหวนนึกถึงข้างในจิตวิญญาณที่กลวงโหวงจนต้องใช้เสียงสังเคราะห์ต่างๆ มาเติมเต็มการรับรู้ตัวตนของมันเอง ฉันหดหู่ใจแทนพวกมันก็จริง  เพียงแต่ฉันก็อดกลัวขีดความสามารถในการขบคิดด้วยตัวเองของมันไม่ได้เช่นกัน ถึงวันหนึ่งแล้วหากมันคิดได้มากกว่านี้ มนุษย์จะตกเป็นเบี้ยล่างมันหรือเปล่า แล้วเมื่อนั้นพวกมันจะทำลายกฎ 3 ข้อของแอนดรอยด์ที่อาซิมอฟตั้งไว้ได้ด้วยใช่หรือไม่ แค่กฎเพียงข้อแรกข้อเดียวที่ว่าห้ามพวกมันทำอันตรายมนุษย์ถูกทำลายไป กฎข้ออื่นก็ย่อมจะตามมา นั่นหมายถึงมันจะไม่เชื่อฟังมนุษย์อีกต่อไปอย่างที่กฎข้อที่ 2 บัญญัติไว้ ดีไม่ดีฉันกลัวว่ามันจะยกกฎข้อที่ 3 มาสำคัญเหนือกฎข้ออื่น หากมันเลือกที่จะปกป้องการมีอยู่ของตัวเอง และละทิ้งกฎทุกข้อไป เราจะทำอย่างไร?<br />
แต่ถึงอย่างไรเสีย มนุษย์ก็ต้องมาเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว ฉันเชื่อมั่นในความเหนือกว่าของเผ่าพันธุ์เรา ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่ามนุษย์อีกแล้ว อย่าว่าแต่สิ่งไม่มีชีวิตที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง มีหรือมันจะสู้เราได้!<br />
เสียงขบวนรถเคลื่อนเข้าสู่ชานชาลาปลายทางพร้อมกับแรงเบรคที่ปลุกให้ฉันกลับมาสู่ความเป็นจริง ตรงหน้าไม่มีร่างของแอนดรอยด์เพศเมียตัวนั้นแล้ว ฉันผุดลุกขึ้นยืนโดยเร็วพลางสอดส่ายสายตาไปรอบๆ แย่จริงที่มัวแต่คิดวิตกจนมันคลาดสายตาไปได้ ฉันคร่ำครวญกับตัวเอง แล้วพรวดพราดแหวกฝูงมนุษย์ที่กรูกันไปออตรงช่องทางออกอย่างบ้าคลั่ง<br />
นั่น! มันกำลังใช้มือขวาสอดบัตรขณะที่มือซ้ายวุ่นวายอยู่กับอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ประจำตัว เพราะความงุ่มง่ามของมันทำให้ฉันตามมาทัน ฉันคิดอย่างลิงโลดใจ เพียงครู่เดียวฉันก็อยู่ในระยะประชิดตัวมันได้สำเร็จ มันยังคงไม่รู้ตัวเพราะเพลิดเพลินกับการชาร์จพลังงาน ฉันสะกดรอยตามมันไปเรื่อยๆ จนถึงอาคารใหญ่สูง 30 ชั้นแห่งหนึ่งริมถนน และต้องชะงักเมื่อเห็นมนุษย์หนุ่มในชุดเครื่องแบบรักษาความปลอดภัยยืนทะมึนอยู่เบื้องหน้า แอนดรอยด์ตัวนั้นหยิบสายยาวๆออกจากกระเป๋าหนังมาห้อยคอแล้วเดินเข้าไปในอาคารด้วยท่วงท่าเป็นธรรมชาติ ฉันรู้ดีว่าภารกิจวันนี้คงจบเพียงเท่านี้ เสียดายที่ไม่ได้เตรียมตัวมาดีพอที่จะเข้าไปข้างในนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันค่อนข้างมั่นใจคือ ภายในอาคารต้องมีเครือข่ายแม่ที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ คอยหล่อเลี้ยงพลังงานชีวิตของแอนดรอยด์อยู่แน่นอน มันเป็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ขั้นสูงที่รุกล้ำโลกมนุษย์มาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 และค่อยๆพัฒนาอัจฉริยภาพของตัวเองจนมาถึงระดับนี้และคงจะก้าวไกลไปมากกว่านี้เรื่อยๆ น่าหวาดหวั่นที่ปัจจุบันมนุษย์แทบจะขาดมันไม่ได้ มันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเหมือนเป็นปัจจัยที่ 5 คอยโยงใยขับเคลื่อนดาวเคราะห์ดวงนี้ในศาสตร์แทบทุกแขนง การที่มนุษย์ร่วมมือกับเจ้าตัวที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ให้กำเนิดครึ่งคนครึ่งเครื่องจักรอย่างแอนดรอยด์ออกมาเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็นเหมือนการทรยศบรรพบุรุษมนุษย์เราอย่างสิ้นเชิง  ที่ฉันทำใจยอมรับไม่ได้เด็ดขาดก็คือ รัฐบาลฉ้อราษฎร์ของทั่วโลกกลับคิดไกลถึงขนาดจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อเปลี่ยนประชากรให้เป็นแอนดรอยด์ทั้งหมด แล้วจะได้ขึ้นเป็นใหญ่โดยมีแค่พรรคพวกตัวเองคอยชักใยบงการคอมพิวเตอร์อีกที นึกแล้วก็น่าอดสูเหลือเกิน ฉันต้องเปิดโปงแผนการนี้ให้พวกมนุษย์สายพันธุ์บริสุทธิ์รู้ให้ได้ในเร็ววัน เราจะได้ขับไล่มันและฟื้นฟูความเป็นคนที่แท้จริงอีกครั้ง!<br />
มนุษย์ในเครื่องแบบสีฟ้านั่นกำลังมองมาที่ฉันอย่างไม่ไว้ใจ หมดหนทางที่จะเข้าไปข้างในแล้ว แต่อย่างไรเสีย ฉันก็ยังมีโอกาสลอบติดตามแอนดรอยด์เพศเมียตัวนี้กลับไปรังของมันในตอนค่ำได้อยู่ดี ไม่จำเป็นที่ฉันต้องเร่งรีบเกินไปนัก แค่จะเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพื่อเอากลับไปวิเคราะห์หาจุดอ่อนโจมตีมันและเปิดโปงรัฐบาลที่อยู่เบื้องหลังก็เพียงพอแล้ว แต่หากจำเป็นจริงๆ ฉันก็พร้อมสละชีวิตต่อสู้กับความลวงโลกจนถึงที่สุด!<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>เวลา 8 ชั่วโมงเต็มที่ฉันต้องนั่งรอไม่นับว่าสูญเปล่าเมื่อแอนดรอยด์ตัวเดิมเดินก้าวออกมาจากอาคารใหญ่ ท่าทางมันดูอ่อนเพลียลงมาก ฉันจับตามองเขม็งอยู่ตรงมุมถนนใกล้สวนหย่อมด้วยกลัวว่ามันจะหลุดลอดสายตาไปได้อีกครั้ง มันหันซ้ายขวาเหมือนจะมองหาใครสักคนขณะที่โปรแกรมการสื่อสารซ้ำซากผ่านวัตถุทรงเหลี่ยมเริ่มขึ้นอีกครั้ง ฉันคิดไว้ไม่มีผิด มันห่างจากอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เหล่านี้ไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว อยากรู้นักว่าถ้าฉันวิ่งเข้าไปแย่งแหล่งกำเนิดพลังหรือเครื่องมือลอบติดต่อกันของมันมาทำลายทิ้งแล้ว มันจะยังดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่ หรือว่ามันจะเกิดประจุไฟฟ้าวิ่งพล่านแล้วหยุดทำงานไปเฉยๆ หรือไม่แน่ฉันอาจจะโดนทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตเลยก็ได้ เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้รอบคอบก่อนทำ จะวู่วามไม่ได้เพราะฉันยังไม่รู้ความสามารถที่แท้จริงของมัน เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ฉันแกล้งเดินปะปนกับผู้คนรอบข้างทั้งๆที่ยังจับจ้องเป้าหมายไม่วางตา มันยืนกระฟัดกระเฟียดอยู่ข้างหน้าอาคาร แม้จะอยู่ในระยะไกลแต่ฉันก็ยังเห็นได้ว่า ใบหน้ากลมอูมของมันแดงก่ำ ไม่ใช่เพราะเครื่องสำอางแต่คงเป็นเพราะระบบกลไกในตัวมันกำลังทำงานหนัก คาดว่ามีปัญหากับขั้นตอนการสื่อสาร อาจจะมีการส่งผ่านข้อมูลผิดพลาดหรือไม่ก็ข้อมูลที่ส่งไปโดนปฏิเสธ มันแสร้งทำเป็นโกรธแบบมนุษย์ผู้หญิงได้เหมือนจริงดีทีเดียว ฉันเองยังเกือบหลงกลอยู่หลายครั้ง โปรเจคท์ที่ประดิษฐ์แอนดรอยด์ตัวนี้ขึ้นมาต้องใช้เงินไปไม่ต่ำกว่าร้อยล้านเป็นแน่&#8230;<br />
เจ้าแอนดรอยด์เพศเมียเดินกระแทกเท้ากลับไปยังเส้นทางเดิมเมื่อเช้า ฉันแอบตามไปห่างๆ นึกระแวงว่าระบบปฏิบัติการมันจะไม่เสถียรพอแล้วอาจคลุ้มคลั่งทำร้ายมนุษย์รอบข้างได้ ใจหนึ่งฉันก็อยากจะร้องตะโกนเตือนคนอื่น แต่อีกใจก็เกรงว่าจะทำให้ความแตกกลายเป็นชนวนสงครามระหว่างแอนดรอยด์กับมนุษย์อย่างกะทันหัน ซึ่งถึงแม้จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันก็ไม่ควรจะเป็นวันนี้ เวลานี้ เวลาที่เด็กนักเรียนตัวน้อยเดินเกี่ยวก้อยกับมนุษย์เพศแม่ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มใต้แสงแดดอ่อนละมุน ชายชราสูงวัยกลุ่มใหญ่เดินออกกำลังกันบนพื้นหญ้าเขียวสะอาดตา ผู้คนบริสุทธิ์อยู่บริเวณนี้มากเกินไป ฉันไม่อยากเสี่ยงให้เกิดโศกนาฏกรรมโดยไม่จำเป็น อย่างน้อยมนุษย์ต้องมีเวลาเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้ที่จะต่อสู้กับพวกมัน<br />
จู่ๆมันก็หยุดชะงักและหันหลังกลับมามอง ฉันไม่ทันระวังตัวจึงทำได้แค่แกล้งเดินผ่านไปเพื่อกลบเกลี่อนไม่ให้มันรู้ว่าฉันแอบสะกดรอยตามมันมา โชคร้ายที่มันได้เห็นหน้าฉันแล้วอีกครั้งหนึ่ง ฉันคงต้องระวังมากกว่านี้ การให้ศัตรูได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเราถึง 2 ครั้งในวันเดียวกันนับเป็นข้อเสียเปรียบมาก มันมองฉันแบบไม่วางใจนักแต่ก็ดูไม่ติดใจสงสัยอะไรเมื่อเห็นฉันเดินเลี้ยวเข้าซอยไป พ้นสายตามันแล้ว ฉันกลั้นหายใจอย่างตื่นเต้น หัวใจเหมือนจะระเบิดออกมานอกอก พอระงับความหวาดกลัวได้แล้ว ฉันค่อยๆ ก้าวเท้าที่สั่นเทาออกมา สายตาสอดส่ายมองหาเป้าหมายอีกครั้ง ฉันเห็นหลังมันไวๆที่ห้างสรรพสินค้าหรูหราตรงหน้า มันคงกำลังวางแผนจะทำตัวให้คล้ายคลึงมนุษย์ในระบบบริโภคนิยมอย่างเราๆ ตอนแรกก็แกล้งทำเป็นผู้ตามกระแสที่ดี แต่ในไม่ช้ามันต้องคิดจะก้าวเป็นผู้นำเพื่อหลอกล่อให้มนุษย์ทั้งหลายติดกับและคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกับที่มันกำหนด เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในเบ้าหลอมเดียวกันแล้วก็เหมือนเป็นสินค้าอุตสาหกรรม Mass production จะชี้นำให้ไปทางใดก็ย่อมทำได้โดยง่าย กว่าที่พวกมนุษย์จะรู้สึกตัว แอนดรอยด์ก็คงมาแทนที่มนุษย์ทั้งหมดแล้ว…<br />
ฉันพยายามเว้นระยะห่างจากมันให้มากกว่าเดิม ถ้ามันเห็นฉันอีกทีคราวนี้คงจะไม่เกิดผลดีกับฉันแน่ มันเดินวางท่าเข้าไปในร้านเครื่องสำอาง จ้องมองสินค้าต่างๆอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหยุดตรงมุมที่มีมนุษย์ผู้หญิงหลายสิบคนยืนเบียดเสียดมุงดูอะไรสักอย่างราวกับเป็นรังปลวกขนาดมหึมา ฉันแสร้งเลี้ยวเข้าแผนกรองเท้าที่อยู่ไม่ห่างออกไปนักเพื่อที่จะจับตาดูมันได้ถนัดโดยไม่ผิดสังเกต  ที่แท้มันก็กำลังสนใจฟังพนักงานสาวหุ่นเซ็กซี่ยืนบรรยายสรรพคุณผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหลาย ทั้งอาหารเสริมช่วยลดน้ำหนัก ครีมโลชั่นทาผิวขาวใส แชมพูเพื่อเส้นผมยาวตรงสลวย น้ำหอมกลิ่นมัดใจชาย ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่จอมปลอมเหลือเกินในความคิดฉัน แต่มันก็ฉลาดที่สามารถทำตัวกลมกลืนไปกับมนุษย์เพศหญิงทั้งหลายได้ไม่ผิดเพี้ยน ทั้งที่มันเองนั่นแหละเป็น “นางนกต่อ” ส่งผ่านวัฒนธรรมบริโภคนิยมอันโง่เขลามาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ชอนไชไปทั่วโลก อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่ามันเป็นแอนดรอยด์ที่รับคำสั่งจากใคร คอยแทรกตัวและส่งต่อระบบความคิดจาก”นายเหนือหัว” ของมันให้มนุษย์เป็นทอดๆ จนในที่สุดแล้ว มนุษย์ก็จะเป็นพิมพ์เดียวกัน นิยมรูปลักษณ์ประเภทเดียวกัน บริโภคอาหารชนิดเดียวกัน และร้ายที่สุด ก็คือกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้การวิเคราะห์เฉกเช่นเดียวกันหมด เมื่อนั้นการแยกแยะแอนดรอยด์กับมนุษย์ก็จะทำได้ยากยิ่ง ฉันกลั้นหายใจระงับความตื่นเต้นแล้วพยายามเข้าใกล้มันให้มากขึ้นเพื่อสังเกตพฤติกรรม มันคว้าตะกร้าโกยสินค้าชนิดต่างๆลงไปอย่างไม่ลังเลด้วยใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ดูๆไปก็คล้ายกับเป็นการระบายอารมณ์เคร่งเครียดที่มันเป็นอยู่เมื่อครู่ ทั้งที่ฉันไม่คิดว่าการจับจ่ายซื้อของจะช่วยผ่อนคลาย “อารมณ์” ให้หุ่นยนต์ได้เหมือนกับที่มนุษย์บางจำพวกเป็น ที่มันมีสีหน้าดีขึ้นน่าจะเป็นเพราะอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์สองสายนั่นมากกว่า หรือไม่ก็คงเป็นเพราะเสียงโฉ่งฉ่างกระหึ่มของดนตรีเต้นรำจากเครื่องเสียงตัวโตนั่นกระมัง<br />
การลอบติดตามมนุษย์จำแลงเพศเมียของฉันยังดำเนินไปอย่างระทึก หลายต่อหลายครั้งที่มันเหมือนจะสังเกตเห็นฉันแต่ฉันก็หลบได้หวุดหวิดทุกครั้งไป คงเพราะจิตใจ (หรือฉันจะเรียกว่าระบบการประมวลผลน่าจะถูกกว่า) ของมันไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวนักเพราะฉันเห็นมันก้มลงดูวัตถุคู่กายในมือเป็นระยะ สีหน้าครุ่นคิดแกมเศร้าเสียใจ หรือว่ามันจะขาดการติดต่อกับ “แอนดรอยด์” ตัวอื่นไปซะแล้ว! อา&#8230;พระเจ้าช่างเข้าข้างฉันซะจริงๆ ไม่เช่นนั้นชีวิตฉันคงต้องเสี่ยงอันตรายใหญ่หลวงแน่หากยืนยันจะสะกดรอยตามมันกลับไปยังรังทดลอง การที่มันขาดการติดต่อกับพวกเดียวกันย่อมทำให้งานของฉันสะดวกปลอดภัยมากขึ้น หากจำเป็นฉันอาจจะต้องทำการปิดสวิตซ์มันก่อนซะ แล้วหลังจากนั้นค่อยหาทางประจานต่อสังคมโลกถึงแผนร้ายที่รัฐบาลและองค์กรอุบาวท์ร่วมกันคิดค้นขึ้นมา วันนี้สมเป็นวันที่เหมาะแก่การบุกประจัญบานจริงๆ ไม่เสียแรงที่ฉันตัดสินใจก้าวขึ้นรถไฟฟ้าขบวนนั้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว!<br />
ความมืดภายนอกโรยตัวครอบคลุมเหนือห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์แห่งนั้น แสงสว่างจ้าจากหลอดไฟนีออนนับหลายร้อยดวงทั่วบริเวณสาดส่องปะทะกับแสงราตรีทะมึนยามค่ำคืนที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามา เหมือนความรู้สึกหวาดหวั่นของฉันที่กำลังต่อสู้กันเอง ใจหนึ่งที่รักตัวกลัวตายบอกให้ฉันเลิกล้มความตั้งใจก่อนที่ทุกอย่างจะตัวเองจะดำดิ่งสู่อันตราย อีกใจหนึ่งกลับปลุกเร้าให้ฉันก้าวต่อไปเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ เพราะในเวลานี้มีฉันเพียงคนเดียวที่รู้ความจริงอันแสนน่ากลัวนี้ อำนาจฝ่ายดีและฝ่ายเลวในตัวของฉันผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่แล้วในช่วงเวลาแห่งความลังเลนั้น เจ้าแอนดรอยด์ก็หยุดยืนคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะหันซ้ายหันขวาด้วยท่าทีหวาดระแวง มันกำลังมองหาฉันแน่ๆ! วินาทีนั้นเองที่ฉันตัดสินใจว่าภารกิจใหญ่นี้จะล้มกลางคันไม่ได้เสียแล้ว อย่างไรเสียฉันก็ควรเสียสละตัวเองเพื่อหมู่มวลมนุษย์ถึงจะเรียกได้ว่า เกิดมาไม่หนักแผ่นดิน ไวเท่าความคิด ฉันพุ่งพรวดไปยืนหลบอยู่ข้างเสาบริเวณป้ายรถเมล์ สายตาจับจ้องเป้าหมายไม่ให้คลาด ไม่สนใจกับปฏิกิริยางงงวยของคนรอบข้าง บางคนรีบถอยห่างออกจากฉันราวกับเห็นตัวประหลาด อีกไม่นานหรอก แววตาระแวงนี้ก็ต้องเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามเมื่อได้รู้ความจริงเหมือนที่ฉันรู้ ถึงตอนนั้นฉันก็คงทำได้แค่ให้ความเมตตาปราณีต่อมนุษย์มดปลวกผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เท่านั้น มันยังมองไปรอบๆตัว ท่าทีไม่สบายใจนัก อาจรู้ตัวแล้วก็เป็นได้ว่ามีใครบางคนกำลังจับตามองดูมันอยู่ มนุษย์เทียมพวกนี้ต้องได้รับการติดตั้งระบบกลไกต่างๆเพื่อป้องกันศัตรูมาอย่างดีอยู่แล้ว ฉันจะทำอย่างไรดี หรือจะมีหนอนบ่อนไส้แปลกปลอมอยู่ในกลุ่มชนแถวนี้ด้วยเพื่อคอยบอกความเคลื่อนไหวของฉัน คงต้องมีใครบอกใบ้มันเป็นแน่! ฉันขบฟันกับเนื้อตรงกระพุ้งแก้มอย่างกลัดกลุ้ม สายตากราดมองไปรอบข้างพยายามหาบุคคลที่น่าสงสัย ความตื่นตระหนกทำให้ฉันไม่ทันระวังตัวเท่าที่ควร แค่เพียงพริบตาเดียว จู่ๆแอนดรอยด์เพศเมียตัวเป้าหมายก็หันมาสบตาฉันอย่างจัง แววตามันลุกโพลง คล้ายตื่นกลัวตระหนกระคนเกลียดชัง<br />
ช้าไปแล้วที่ฉันจะหลบอีก มันเคยเห็นฉันแล้ว และคราวนี้ปฏิกิริยาของมันบ่งบอกชัดเจนว่ามันจำฉันได้ มันรู้ว่าฉันแอบตามมันมา! ฉันเห็นมันเดินถอยหลังช้าๆ มือล้วงเข้าไปควานหาอะไรสักอย่างในกระเป๋า มันมีอาวุธ!<br />
ในอึดใจเดียวที่ฉันวิ่งออกจากที่ซุ่มหลบ พุ่งตัวไปที่เป้าหมายอย่างไม่คิดเสียดายชีวิต ในเมื่อมันมีอาวุธร้ายกาจติดตัวมาและมันกำลังจะหยิบออกมาทำอันตรายศัตรู ซึ่งก็หมายถึงฉัน แต่มนุษย์รอบข้างนี่สิ มันคงไม่สนใจหากจะทำให้สิ่งมีชีวิตพวกนี้ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เพราะนั่นยิ่งทำให้งานมันสำเร็จได้รวดเร็วขึ้นด้วยซ้ำ ฉันต้องหยุดมันให้ได้ ฉันต้องหยุดมัน หยุดมัน&#8230;.<br />
เสียงหวีดร้องดังก้องจนผู้คนแตกฮือ มันกรีดเสียงแหลมเล็กหลายต่อหลายครั้งเมื่อฉันกระตุกผมยาวตรงของมันอย่างแรงด้วยกรงเล็บทรงอานุภาพ ตามด้วยกระชากกระเป๋าที่มันกำลังล้วงอยู่มาเหวี่ยงทิ้งกับพื้น ข้าวของต่างๆนานาข้างในกลิ้งกระเด็นกระจุยกระจาย มีทั้งเครื่องสำอาง กระเป๋าเงิน ของกระจุกกระจิก ที่สำคัญก็คือ มันมีเครื่องชาร์จไฟ อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ และเครื่องช็อตไฟฟ้า! ฉันก้มมองของบางอย่างที่หายไป นั่นไง! วัตถุสี่เหลี่ยมในมือนี่เอง มันกำลังจะรายงานข่าวให้กับพรรคพวกหรือไม่ก็นายของมัน ฉันรีบคว้าของในมือมันมา<br />
เขวี้ยงลงกับพื้น ป้องกันไม่ให้มันติดต่อใครได้และเหยียบเครื่องช็อตไฟฟ้าจนแหลกละเอียดคาเท้า เศษอุปกรณ์แตกกระจายพร้อมๆกับที่เสียงร่ำไห้ราวมนุษย์ผู้หญิงสะอึกสะอื้นออกจากปากกลมแดงของมันไม่หยุด ฉันล้วงคัตเตอร์ขนาดเล็กออกมาจ่อใส่มัน คนรอบข้างถอยห่างเป็นวงกลมล้อมรอบจุดที่ฉันกับมันยืนอยู่ราวกับเราตกอยู่ในวงล้อมอันแสนฟั่นเฟือน ผู้คนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันจนเกิดเป็นเสียงพึมพำกระหึ่มไปทั่ว สีหน้าแววตาตื่นกลัว บ้างก็แอบฉายแววสนุกตื่นเต้น บ้างก็ทำหน้าสนใจใคร่รู้ ต่างเบียดเสียดกันเพื่อจะมองให้เห็นเหตุการณ์ เพียงแต่อยู่ในระยะห่างที่ปลอดภัยกับตัวเองเท่านั้น ความกระเหี้ยนกระหือที่จะเสพเรื่องราวของมนุษย์เหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าฉันมีพรรคพวก “มนุษย์ที่แท้จริง”เคียงข้าง เวลาแค่ไม่ถึงนาทีที่ฉันเข้าบุกประชิดแบบไม่ให้มันได้ตั้งตัวนับว่าได้ผลเกินคาด มันคงไม่คิดว่าฉันจะยอมสู้ตายเพื่อหยุดยั้งมนุษย์ประดิษฐ์อย่างมัน ก็แค่ใช้วิธีการขู่เล็กๆน้อยๆ หากเป็นคนอื่นคงกลัวหัวหดจนต้องล่าถอยไปแล้ว แต่มันคิดผิด นั่นใช้ไม่ได้กับคนอย่างฉันหรอก!<br />
	บัดนี้น้ำหูน้ำตาพร่างพรูทั่วใบหน้าของมัน ซึ่งฉันรู้สึกอัศจรรย์ใจมากที่แอนดรอยด์รุ่นนี้มีการติดตั้งต่อมน้ำตาไว้ด้วย น่าหาเหตุผลเหลือเกินว่าแอนดรอยด์จำเป็นต้องมีต่อมนี้ไว้เพื่ออะไรกันแน่ หรือว่ามันจะรู้ว่าการ “บีบน้ำตา” เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เนื้อตัวถลอกปอกเปิกของมันจากแรงดิ้นรนขัดขืนสั่นระริก ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น “ความหวาดกลัว” ในแววตาของสิ่งอื่นใดที่นอกเหนือจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเลย โดยเฉพาะกับเจ้าสิ่งที่ไม่ได้มีเลือดเนื้ออย่างพวกหุ่นยนต์แบบนี้! ริมฝีปากแห้งผากภายใต้มุกเคลือบสีแดงพะเงิบพะงาบขอความช่วยเหลือ แน่ล่ะ ฉันเห็นมันโปรยสายตาวิงวอนให้กับกลุ่มมนุษย์จอมมุงทั้งหลาย แต่มันยังรู้จักพวกเราน้อยไป มนุษย์พวกนี้ทำหน้าที่แค่เป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่มีใครยอมก้าวก่ายหน้าที่อื่นนอกจากการใช้สายตาจับจ้องและใช้ปากวิพากษ์เรื่องราวต่างๆตรงหน้าอย่างเมามัน เรื่องที่จะขอให้มีคนกระโดดพุ่งเข้ามาสู้กับคนร้าย (ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ฉัน ฉันกำลังทำหน้าที่พลเมืองดีที่ต้องกุมความลับระดับโลกไว้ต่างหาก) ก็คงมีแต่ในจออิเลคทรอนิกส์ที่คอยป้อนข้อมูลผิดๆ หลอกลวงผู้คนไปวันๆ ไม่อยู่ในโลกความเป็นจริงเท่านั้นแหละ น่าเสียดายที่มนุษย์เป็นสิ่งซับซ้อนเกินกว่าจะ “สร้าง” ขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติได้ เพราะถึงแม้กระบวนการก่อกำเนิดทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะบันดาลให้เกิดคนขึ้นมาได้จริง แต่ขั้นตอนการเป็น “มนุษย์อย่างสมบูรณ์” นั้นใช่ว่าจะทำกันได้โดยง่าย แอนดรอยด์อย่างมันคงไม่เข้าใจหรอก ดีไม่ดีพวก “มนุษย์จอมปลอม” อย่างรัฐบาลและองค์กรวายร้ายพวกนั้นเองก็เถอะ ยังไม่เข้าใจการเป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ!<br />
	เวลาผ่านไปเพียงแค่ 10 นาทีนับจากการบุกประชิดตัว แต่เหมือนกับว่าโลกในความคิดฉันได้หยุดนิ่งไปชั่วกัลป์ ความปีติจากชัยชนะทำให้ฉันเผลอไผลดื่มด่ำอยู่ในภวังค์อีกครั้ง กว่าที่จะนึกขึ้นมาได้ว่าภารกิจสำคัญในครั้งนี้ คือการเปิดโปงโฉมหน้าแอนดรอยด์ในคราบมนุษย์เพื่อประจานความชั่วร้ายของผู้อยู่เบื้องหลัง พรรคพวกของมันก็มาถึงพอดีโดยที่ฉันไม่ทันระวัง&#8230;<br />
	“ดูกันให้เต็มตา มนุษย์ทั้งหลาย มันไม่ใช่มนุษย์ผู้หญิงอย่างที่พวกท่านคิด มันไม่ใช่พวกเดียวกับเรา มันแทรกซึมมาเพื่อหาทางกำจัดพวกเรา วันนี้แหละ ข้าพเจ้าจะฉีกหน้ากากนี้ออกซะ ทุกท่านจะได้ตาสว่างและเห็นว่ารัฐบาลทำอะไรกับเราบ้าง มันเป็นหุ่นยนต์ มันเป็นไซบอร์ก มันเป็นแอนดรอย์ ดูซะ!” ฉันเกร็งข้อมือข้างขวาบีบคางมันให้หันหน้ามาอย่างแรง มือกำคัตเตอร์ไว้ข่มขู่ มันร้องโอดโอย ดูน่าเวทนา ผู้คนส่งเสียงฮือฮาเมื่อตอนที่ฉันเริ่มจิกเล็บยาวคมทั้ง 5 ไปที่แก้มข้างซ้ายของมัน ภายใต้เนื้อหนังเต่งตึงนี้ก็เป็นเพียงโครงเหล็กผสมเยื่อสังเคราะห์อย่างดี ฉันรู้ เมือกเข้มข้นสีแดงคล้ำซึมออกมาตามแรงเล็บที่ฉันครูดไปบนผิว หากเป็นมนุษย์ นั่นคงเรียกว่าเลือด แต่ในเมื่อมันเป็นเพียงสิ่งไร้ชีวิตที่ขยับได้เพราะแผงวงจรอิเลคทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ ฉันก็ไม่สามารถนิยามได้ว่า นั่นคืออะไร ก็คงเป็นแค่ของเหลวเทียมสีแดงคล้ำไว้ลวงตาเด็กอมมือเท่านั้น มือสองข้างของมันค่อยๆยกพนมเหนือหัว มันไหว้ขอชีวิตของมัน ช่างน่าขำซะจริงๆ<br />
	“ฉันจะเปิดโปงแก ไอ้พวกหุ่นกระป๋อง” ฉันคำรามใส่มัน เมื่อกรงเล็บธรรมดาดูท่าจะลอกหน้าหนังหุ้มเหล็กของมันไม่ออก ฉันคงจะประเมินวัสดุที่ใช้ทำแอนดรอยด์ต่ำไปหน่อยเสียแล้ว จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อื่น แน่นอน คัตเตอร์ที่ฉันพกมาด้วยย่อมเป็นประโยชน์ ผู้คนรอบข้างส่งเสียงกรีดร้องดังกว่าเก่าพอๆกับที่นางมนุษย์กำมะลอตาเหลือกลานด้วยความหวาดหวั่นถึงขีดสุดทันทีที่คัตเตอร์ในมือของฉันเลื่อนไปที่ใต้คางของมัน&#8230;<br />
	“เดี๋ยวจะได้เห็นกันให้เต็มตา อย่าตกใจพรรคพวกของข้าพเจ้า มันไม่ตายหรอก เพราะมันไม่ใช่มนุษย์” ฉันตะโกนเสียงดังเพื่อให้ “เพื่อนมนุษย์” ของฉันคลายความตระหนก ความภาคภูมิใจที่ได้เป็นผู้ฉีกหน้ากากของรัฐบาลสร้างความกล้ายิ่งยวดให้ฉัน แต่ก่อนที่ความจริงจะเปิดเผย แรงกระแทกหนักหน่วงจากด้านหลังและด้านข้างก็ปะทะเข้ามาพร้อมกันจนร่างกายฉันถูกผลักกระเด็นออกห่างจากแอนดรอย์ไปไกล ฉันมึนงงไปชั่วขณะไม่รู้ว่าเป็นแรงอะไร เพียงแต่มันจู่โจมกะทันหันและทรงอานุภาพเหลือเกินถึงกับทำให้ฉันกลิ้งไปกระแทกกับเสา ในช่วงที่สติสัมปชัญญะใกล้ดับวูบเต็มที ฉันพลันระลึกขึ้นมาได้ว่า ฉันเสียท่ามันซะแล้ว ฉันยังทำงานช้าไปก้าวหนึ่งและประมาทเกินไป สมน้ำหน้าตัวเองที่ประเมินศัตรูไว้ต่ำเกินไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงของฝูงชนมากมายรอบตัวฉันทำให้ฉันได้ตระหนักถึงความจริงอันแสนเจ็บปวดว่า “เพื่อนมนุษย์” ที่ฉันต้องการจะปกป้องแท้จริงแล้วนั้นก็ล้วนแต่กลายเป็น “ครึ่งคนครึ่งหุ่นยนต์” ไปแล้วเกือบทั้งสิ้น มันเป็นฝ่ายชนะแล้ว มันกลืนกินความเป็นมนุษย์ของเราไปจนได้ อนาคตข้างหน้าของฉันเองก็คงจะหนีไม่พ้นกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปที่จะถูกล้างสมอง ให้กลายเป็นแค่ มนุษย์เทียม&#8230;เท่านั้นเอง<br />
*/////////////////////////////////////////////////////////////////////////*</p>
<p>	“เกือบโดนกรีดหน้าแน่ะ ชั้นงี้เห็นเลือดซิบๆแล้วใจหายวาบ เลยต้องรีบโทรไปเรียกแกมาดูด้วยกัน เป็นไงคุ้มกับที่ถ่อมามั๊ยยะ มันส์กว่าดูจากโทรทัศน์เยอะเลย”<br />
	“สงสัยไปจำบทพูดมาจากหนังปฏิวัติ พี่แอบขำเลยล่ะตอนเค้าพูดว่า พรรคพวกของข้าพเจ้า แหม ใครจะไปเป็นพวกเดียวกับคนบ้า ไม่ใช่พี่คนนึงล่ะ ฮิฮิ”<br />
	“ซวยจริงๆ อีหนูนั่น ไม่รู้ไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ มาเจอคนบ้าซะได้ ถ้ามันปาดคอล่ะแย่เลย ได้ลงหน้าหนึ่งแน่ๆ ว่าแล้วพรุ่งนี้ต้องซื้อหนังสือพิมพ์ซะหน่อย จะได้ไปอวดว่าเราอยู่ในเหตุการณ์ด้วย”<br />
	“ตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ ยิ่งตอนพุ่งมาจิกหัวนะ พิงค์นี่ตาค้างไปเลย ดีจังที่ไม่ใช่ตัวเองโดน”<br />
	“คนเยอะจริงๆเลยว่ะ บังเกือบหมด ข้าต้องปีนขึ้นไปบนต้นไม้น่ะเนี่ยถึงจะเห็นชัด”<br />
	“ท่าจะดูหนังมากไปหน่อย บอกว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลังสร้างหุ่นยนต์ล้างโลกบ้าบอ มันจะเป็นไปได้ไง”<br />
	“รถติดเป็นแพเลย ตอนแรกคิดว่ามีถ่ายหนัง ที่แท้ก็จี้ตัวประกัน คนมุงเป็นล้าน กว่าจะออกมาได้ แทบแย่ ตำรวจก็รีๆรอๆอยู่นั่นแหละ ไปนัดสายเลยชั้น เซ็งจริงๆ”<br />
	“กูก็อยากโดดเข้าไปช่วยอยู่หรอก เผื่อจะได้เป็นฮีโร่ แต่พอดีเห็นมันตาขวางๆว่ะ เลยชักปอด แฟนกูก็บอกแต่ว่าอย่าไปยุ่งๆ”<br />
	“ลูกหนูขา เค้าไม่เป็นไรหรอกค่ะ แม่ว่าเราอย่าพูดเรื่องนี้เลย แม่หวาดเสียว เราไปซื้อขนมกินกันดีกว่านะ ที่เหลือพี่ตำรวจเค้าจัดการเองแหละ พวกคนบ้า เราอย่าไปยุ่งดีกว่าค่ะ”<br />
	“เอาไปทำหนังได้เลยนะเนี่ย ใจเต้นตุบๆเลย ท้องปั่นป่วนไปหมด รีบหาไรกินเหอะ ชักหิว”<br />
	“ไป ไป ไป หมดเรื่องแล้ว ว่าแต่เดี๋ยวจะไปไหนดีวะ ดูหนังโรคจิตซักเรื่องมั๊ย 555”<br />
	“ไม่เห็นมีไรเลย ครั้งก่อนที่ไปดูคนเมายาจับตัวประกัน น่ากลัวกว่านี้อีก&#8230;”<br />
	&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
	&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
	&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
	&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
	&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
	&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2007/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

