<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Anpanpon :P Blog not Bread !! &#187; Science</title>
	<atom:link href="http://anpanpon.com/blog/on/science/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anpanpon.com/blog</link>
	<description>bread, blog, design, graphic design, politics, thai, environment, social, culture, art, media, movie, music, friends, tu, berlin, photography, travel, eat</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2011 19:07:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>Top 10 Amazing Chemistry Videos</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/top-10-amazing-chemistry-videos/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/top-10-amazing-chemistry-videos/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 03 Mar 2008 11:29:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Science]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=86</guid>
		<description><![CDATA[เจ๋งดีแฮะ   
Top 10 Amazing Chemistry Videos &#124; Wired Science from Wired.com
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เจ๋งดีแฮะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  </p>
<p><a href="http://blog.wired.com/wiredscience/2008/03/top-10-amazing.html" target="_blank">Top 10 Amazing Chemistry Videos | Wired Science from Wired.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/top-10-amazing-chemistry-videos/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ไก่ จิก เด็ก ตาย เฎ็ก ฏาย บน ปาก โอ่ง”</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%8e%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%8f%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0b/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%8e%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%8f%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0b/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Jan 2008 21:52:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Read]]></category>
		<category><![CDATA[Science]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[มันยังงี้นี่เอง   
สารคดี : รหัสช่วยจำ ยิ่งทะแม่ง&#8230;ยิ่งจำแม่น !

รหัสช่วยจำ ยิ่งทะแม่ง&#8230;ยิ่งจำแม่น ! 
บัญชา ธนบุญสมบัติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
E-mail : buncht@mtec.or.th Blog : http://gotoknow.org/blog/science
คนเรานั้นจำเป็นต้องใช้ความจำในการทำกิจกรรมต่างๆ แทบทุกอย่าง ไม่จำกัดเฉพาะการเรียนรู้เท่านั้น หลายเรื่องมักจะต้องลงมือทำไปจำไป จึงจะค่อยๆ เก็บรายละเอียดเพิ่มเติมไปเอง แต่บางเรื่องอย่างเช่นสูตรคูณ ก็อาจท่องจำไปก่อน แล้วจึงค่อยๆ เข้าใจลึกซึ้งขึ้นเมื่อใช้งาน ส่วนบางเรื่องก็อาจจะซาบซึ้งขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเริ่มแก่ตัวลงไป อย่างเช่นร้อยกรองอันแสนไพเราะที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กนั่นไงครับ
ครูบาอาจารย์ที่สอนเก่งๆ มักจะมีสูตรเด็ดที่ช่วยให้จำเรื่องราวต่างๆ ได้ง่าย อย่างในภาษาไทยของเรา ตอนที่ครูสอนเรื่องอักษรกลาง (ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ) ก็มีประโยคอมตะที่แม้แต่ดาราที่ไปเล่นเกมโชว์ “ถ้าคุณแน่ ? อย่าแพ้ ป. ๔“ ยังรู้ก็คือ 
“ไก่ จิก เด็ก ตาย เฎ็ก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มันยังงี้นี่เอง <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  </p>
<p><a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&#038;op=viewarticle&#038;artid=820" target="_blank">สารคดี : รหัสช่วยจำ ยิ่งทะแม่ง&#8230;ยิ่งจำแม่น !</a></p>
<p><span id="more-49"></span></p>
<p><b>รหัสช่วยจำ ยิ่งทะแม่ง&#8230;ยิ่งจำแม่น ! </p>
<p>บัญชา ธนบุญสมบัติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)<br />
E-mail : buncht@mtec.or.th Blog : http://gotoknow.org/blog/science</b></p>
<p>คนเรานั้นจำเป็นต้องใช้ความจำในการทำกิจกรรมต่างๆ แทบทุกอย่าง ไม่จำกัดเฉพาะการเรียนรู้เท่านั้น หลายเรื่องมักจะต้องลงมือทำไปจำไป จึงจะค่อยๆ เก็บรายละเอียดเพิ่มเติมไปเอง แต่บางเรื่องอย่างเช่นสูตรคูณ ก็อาจท่องจำไปก่อน แล้วจึงค่อยๆ เข้าใจลึกซึ้งขึ้นเมื่อใช้งาน ส่วนบางเรื่องก็อาจจะซาบซึ้งขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเริ่มแก่ตัวลงไป อย่างเช่นร้อยกรองอันแสนไพเราะที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กนั่นไงครับ</p>
<p>ครูบาอาจารย์ที่สอนเก่งๆ มักจะมีสูตรเด็ดที่ช่วยให้จำเรื่องราวต่างๆ ได้ง่าย อย่างในภาษาไทยของเรา ตอนที่ครูสอนเรื่องอักษรกลาง (ก จ ด ต ฎ ฏ บ ป อ) ก็มีประโยคอมตะที่แม้แต่ดาราที่ไปเล่นเกมโชว์ “ถ้าคุณแน่ ? อย่าแพ้ ป. ๔“ ยังรู้ก็คือ </p>
<p>“ไก่ จิก เด็ก ตาย เฎ็ก ฏาย บน ปาก โอ่ง”</p>
<p>ประโยคแบบนี้แหละเรียกว่า “นีโมนิค” (mnemonic) ซึ่งผมขอแปลว่า รหัสช่วยจำ ไปพลางๆ ก่อน (สังเกตว่าไม่ออกเสียงตัว m ต้นคำ) คำว่า mnemonic มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก mnemonikos แปลว่า เกี่ยวกับความจำ (of memory)</p>
<p>แต่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด รหัสช่วยจำจึงอาจมีได้หลายแบบ อย่างเรื่องอักษรกลางนี่ เพื่อนรุ่นพี่ของผมท่านหนึ่งท่องว่า </p>
<p>“กินจุ เด็กตุ๊ ดีแตก ใบปลิวออก”</p>
<p>ส่วนลูกสาวของผมตอนอยู่ ป. ๑ เคยท่องให้ผมฟังว่า </p>
<p>“เจ๊ดูบ่อปลากับอาตี๋”</p>
<p>ประโยคสุดท้ายนี่ ถึงแม้จะไม่เรียงตามลำดับอักษร แต่ก็เห็นภาพชัดแจ๋ว แถมยังเล่นเสียงสูงต่ำกุ๊งกิ๊งน่าฟังดีจัง </p>
<p>เห็นอย่างนี้แล้ว ผมก็เลยคันสมอง ขอโมเมมั่ง (อันแรกนี่โหดหน่อยนะครับ)</p>
<p>“เด็กอ้วนปากบอนโดนจิ๊กโก๋ตุ้บตั้บ”</p>
<p>ตามด้วยชุดอีกา</p>
<p>“อีกาตาดีบินจากไป”</p>
<p>“ไปดูอีกาจิกตัวบุ้ง”</p>
<p>“อีกาป่าบินตามจิกโดนตูดเด็ก”</p>
<p>แล้วต่อด้วยชุดแซวนักการเมืองคนดัง</p>
<p>“อาจารย์ปุเดินตรวจบาร์ตอนกลางดึก” </p>
<p>(ก็เลยทำให้) “จิ๊กโก๋แอบเดินตามบิ๊กปุ”</p>
<p>“บิ๊กจิ๋วเดือด! กล้าออกปากดุตามตรง”</p>
<p>ลองมาดูอักษรสูง ได้แก่ ผ ฝ ถ (ฐ) ข ส (ศ ษ) ห และ ฉ กันบ้าง </p>
<p>“ผีฝากถุงข้าวสารให้ฉัน”</p>
<p>“ผีฝากข่าวสารถึงฉันให้ศึกษาฐานขวด”</p>
<p>ส่วนผมขอดัดแปลงเล็กน้อย</p>
<p>“ผีถือขนมฝรั่งส่งให้ฉัน” (บรื๋อออ&#8230;) </p>
<p>“ผมถูกห้ามฝอยข่าวแสนฉงน” (อันนี้สำหรับคนเล่าข่าวที่โดนอำนาจมืดแทรกแซง)</p>
<p>“เขาฝอยข่าวผิดเสียหายถึงฉัน”</p>
<p>“ฉันถูกผัวฝรั่งห้ามศึกษาข่าวสาร” (สงสัยห้ามเล่นเน็ต&#8230;อิอิ)</p>
<p>คงพอจะเห็นแล้วว่านีโมนิคมักจะมีความหมายประหลาดๆ เพราะเกิดจากการด้นเล่นคำไปเรื่อยๆ จนลงตัวนั่นเอง</p>
<p>สำหรับอักษรต่ำนั้น อาจจำแยกเป็นอักษรต่ำคู่และอักษรต่ำเดี่ยวอย่างนี้ครับ</p>
<p>อักษรต่ำคู่เป็นอักษรที่มีเสียงคู่กับอักษรสูง เช่น ค-ข และ ช-ฉ โดยมีตัวอย่างประโยคนีโมนิค เช่น</p>
<p>“พี่เธอชอบแซวแฟนเฮียเคี้ยง”</p>
<p>ส่วนอักษรต่ำเดี่ยว (อักษรต่ำที่หาคู่ไม่ได้) ได้แก่ </p>
<p>“งูใหญ่นอนอยู่ ณ ริมวัดโมฬีโลก”</p>
<p>หากคิดถึงอักษรต่ำทั้งหมด ก็มีตัวอย่างที่น่าทึ่งอย่างนี้ (จากหนังสือ ปั้นน้ำเป็นตัว ของคุณวินทร์ เลียววาริณ)</p>
<p>“เพชฌฆาตเฒ่าใช้โซ่ใหญ่ฟาดธงรูปนกฮูกล้มครืนในงานภาณยักษ์ที่วัดโมฬีโลก”</p>
<p>รหัสช่วยจำอาจนำไปใช้ช่วยในการสะกดคำได้ โดยเฉพาะคำที่สะกดกันผิดบ่อยๆ เช่น “สังเกต ดูดีๆ ไม่มีสระอุ” สำหรับฝรั่งนั้นก็มีปัญหาในการสะกดคำในภาษาของเขาเหมือนกัน และอาจใช้นีโมนิคต่อไปนี้ช่วยจำ</p>
<p>ARITHMETIC : A Rat In The House May Eat The Ice Cream</p>
<p>BECAUSE : Big Elephants Can Always Understand Small Elephants</p>
<p>NECESSARY : Not Every Cat Eats Sardines (Some Are Really Yummy)</p>
<p>สำหรับคำว่า argument ซึ่งแปลว่า การถกเถียงหรือการทะเละเบาะแว้งนั้น ฝรั่งเองบางทีก็สับสนเติมตัว e เข้าไปหลัง u เพราะคำกริยาคือ argue มีตัว e อยู่ด้วย แต่คนช่างคิดก็ผูกประโยค </p>
<p>“I lost an ‘e’ in an argument.” (ฉันสูญเสียตัวอักษร e ไปในระหว่างการโต้เถียง) ซึ่งช่วยเตือนว่าคำคำนี้ไม่มีตัว e อยู่แน่ๆ </p>
<p>อย่างไรก็ดี ฝรั่งสมองสัปดนบางคนผูกประโยคต่อไปนี้เพื่อช่วยสะกดคำว่า argument (ลองแปลเองถึงจะได้อรรถรส)</p>
<p>A Rude Girl Undresses; My Eyes Need Taping!</p>
<p>นีโมนิคอาจเป็นภาพก็ได้ เรียกว่า นีโมนิคแบบใช้มอง (visual mnemonic) ตัวอย่างต่อไปนี้มาจากเด็กฝรั่งเกรด ๘ (ตรงกับ ม. ๒ ของเรา) โรงเรียน Eisenhower Middle School และ Albuquerque Public Schools โดยคุณครูให้เด็กๆ คิดวิธีการจำตัวย่อของธาตุทางเคมีโดยใช้ภาพช่วย </p>
<p>ลองดูตัวอย่างน่ารักๆ ของเด็กๆ กันหน่อย อย่างเช่นภาพแรกมาจากไอเดียของเด็กชื่อ แครินา </p>
<p>เธอวาดเป็นรูปห่านตัวร้อน (Hot goose) ปากห่านคาบปรอทวัดไข้ เพราะอักษรตัวแรกของคำว่า Hot กับ goose คือ Hg เป็นสัญลักษณ์ของปรอทที่ย่อมาจากภาษาละติน คือ hydrargyrus ส่วนภาพที่เหลือให้ลองสังเกตลูกเล่นกันเอง</p>
<p>คณิตศาสตร์ก็มีรหัสช่วยจำเหมือนกัน เช่นค่า Pi ซึ่งเป็นอัตราส่วนของเส้นรอบวงต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม ก็มีรหัสช่วยจำนับตามจำนวนตัวอักษรในแต่ละคำไล่เรียงไป (เช่น Can = ๓, I = ๑, find = ๔ เป็นต้น) </p>
<p>“Can I find a trick recalling pi easily?” (๓.๑๔๑๕๙๒๖)</p>
<p>“How I wish I could recollect pi easily today.” (๓.๑๔๑๕๙๒๖๕)</p>
<p>“How I want a drink, alcoholic of course, after the heavy lectures involving quantum mechanics!” (๓.๑๔๑๕๙๒๖๕๓๕๘๙๗๙) </p>
<p>“How I need a drink, alcoholic in nature, after the heavy lectures involving quantum mechanics!” (๓.๑๔๑๕๙๒๖๕๓๕๘๙๗๙)</p>
<p>ที่เห็นนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะรหัสช่วยจำค่า Pi ยังมีอีกนับสิบ และที่น่ารู้ไว้ก็คือ มีคนแต่งเพลงช่วยจำทศนิยมของค่า Pi ถึง ๕๐ ตำแหน่งไว้แล้ว เช่น “I am the First Fifty Digits of Pi” ลองดูกรอบเนื้อเพลงใกล้ๆ นี้ได้ (ค่า Pi ๕๐ ตำแหน่ง คือ ๓.๑๔๑๕๙๒๖ ๕๓๕๘๙๗๙ ๓๒๓๘๔๖๒ ๖๔๓๓๘๓๒ ๗๙๕๐๒๘๘ ๔๑๙๗๑๖๙ ๓๙๙๓๗๕๑)</p>
<p>วิชาวิทยาศาสตร์นี่ก็มีรหัสช่วยจำเยอะเอาการอยู่เหมือนกัน อย่างเมื่อก่อนเราแปล property หรือ properties ของสสารว่า “คุณสมบัติ” แต่ต่อมาใช้แค่ “สมบัติ” เฉยๆ โดยเหตุผลเท่าที่ผมเคยได้ยินมา (แต่ฟังแล้วทะแม่งๆ) ก็คือ สมบัติไม่จำเป็นต้องเป็นคุณเสมอไป อาจเป็นโทษก็ได้ กลางๆ ไม่มีคุณไม่มีโทษก็ได้</p>
<p>เรื่องนี้ก็เลยมีคุณครูบางท่านสอนว่า “คุณสมบัติ” มีเพียงหนึ่งเดียวคือคุณสมบัติ เมทะนี (ฮา)</p>
<p>อัตราเร็วแสงในทางฟิสิกส์ก็มีรหัสช่วยจำ (แต่ไม่หลากหลายเท่าค่าพายของคณิตศาสตร์) นั่นคือ </p>
<p>“We guarantee certainty, clearly referring to this light mnemonic.”</p>
<p>ซึ่งหมายถึงว่า อัตราเร็วแสงมีค่าเท่ากับ ๒๙๙,๗๙๒,๔๕๘ เมตร/วินาที (พอดีเป๊ะ&#8230;ย้ำ&#8230;พอดีเป๊ะ&#8230;โดยนิยาม)</p>
<p>สำหรับเรื่องอนุกรมวิธานในทางชีววิทยาซึ่งไล่เรียงจากกลุ่มใหญ่ซอยย่อยลงไปเรื่อยๆ ว่า Kingdom, Phylum, Class, Order, Family, Genus, Species</p>
<p>ก็มีรหัสช่วยจำจำนวนมาก เช่น</p>
<p>“King Plays Chess On Fat Girls Stomachs.”</p>
<p>“Kitten Prefer Cream Or Fish, Generally Speaking.”</p>
<p>“Kids Prefer Cheese (Chocolate) Over Fried Green Spinach.”</p>
<p>ประโยคสุดท้าย คือ “Kids Prefer Cheese&#8230;” นี่คิดโดยเด็กนักเรียนเกรด ๗ (ตรงกับชั้น ม. ๑ ของเรา) ในชั้นเรียนด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่ Slauson Middle School ในเมืองแอนน์อาร์เบอร์ มลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา&#8230;เด็ดไหมล่ะ?</p>
<p>ศัพท์ธรณีวิทยาที่เคยทำให้ผมมึนก็คือ stalactite (หินย้อย) และ stalagmite (หินงอก) ก็มีคนคิดวิธีการจำไว้อย่างนี้ครับ</p>
<p>* stalactite มีตัว c อยู่ ให้นึกถึงคำว่า ceiling (เพดาน) นั่นคือต้องเป็น “หินย้อย” เพราะงอกมาจากเพดานถ้ำ</p>
<p>* stalagmite มีตัว g อยู่ ให้นึกถึงคำว่า ground (พื้น) นั่นคือต้องเป็น “หินงอก” เพราะงอกขึ้นมาจากพื้น (ส่วนคำว่า mite ตรงท้ายซึ่งเป็นแมลงชนิดหนึ่งนั้น ก็ให้นึกถึงภาพแมลงเดินอยู่ตามพื้น จะได้ไปด้วยกัน)</p>
<p>ในทางดาราศาสตร์ เดิมทีระบบสุริยะมีดาวเคราะห์ทั้งหมด ๙ ดวง ได้แก่ พุธ (Mercury) ศุกร์ (Venus) โลก (Earth) อังคาร (Mars) พฤหัสบดี (Jupiter) เสาร์ (Saturn) ยูเรนัส (Uranus) เนปจูน (Neptune) และพลูโต (Pluto) ซึ่งมีตัวอักษรตัวแรกของชื่อไล่เรียงกันไป คือ M-V-E-M-J-S-U-N-P ทำให้มีคนคิดนีโมนิคไว้หลายแบบ เช่น </p>
<p>“My Very Educated Mother Just Served Us Nine Pizzas”</p>
<p>“Men Very Easily Make Jam Sandwiches Under No Pressure”</p>
<p>“My Very Existence May Just Screw Up Normal People”</p>
<p>แต่พอพลูโตถูกเขี่ยออกไปกลายเป็นแค่ดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) ทำให้เหลือดาวเคราะห์เพียง ๘ ดวง นีโมนิคก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ลองดูตัวอย่างสัก ๒ ประโยค</p>
<p>“Many Very Easy Mnemonics Just Seem Unnecessarily Nonsensical.”</p>
<p>“Major Volcanoes Erupt Massively Just Surrounding Underground Nations”</p>
<p>“My Very Exotic Mistress Just Showed Up Nude.”</p>
<p>มีบางตัวอย่างเหมือนกันที่ฝรั่งกับไทยต่างคนก็ต่างคิด เช่นสีของรุ้งกินน้ำ ซึ่งฝรั่งบางคนท่องเป็นชื่อคนว่า<br />
Roy G. Biv</p>
<p>หรือบางคนก็จำเป็นประโยค เช่น</p>
<p>“Richard Of York Gains Battles In Vain.”</p>
<p>ซึ่งหมายถึง Red, Orange, Yellow, Green, Blue, Indigo และ Violet นั่นเอง<br />
สังเกตว่า ฝรั่งท่องสีรุ้งกลับทิศทางกับเรา ซึ่งมักจะจำกันว่า</p>
<p>ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง </p>
<p>อันมีรหัสช่วยจำเด็ดๆ ที่นำตัวอักษรต้นของแต่ละสี คือ ม-ค-น-ข-ล-ส-ด มาแต่งเป็นประโยคว่า</p>
<p>“แม่คนนี้ขาลายสิ้นดี”</p>
<p>ได้เห็นตัวอย่างกันไปพอสมควรแล้ว ใครคิด (หรือรู้) รหัสช่วยจำหนุกๆ ก็ส่งมาแบ่งปันกันที่ สารคดี หรือตรงมาที่ผมได้ </p>
<p>ก่อนจากกัน ขอทิ้งตัวอย่างสุดท้ายเอาไว้เล่นๆ คือ เคยมีผู้ใหญ่สอนไว้ว่า คำว่า “อนุญาต” ต้องเขียนไม่มีสระอิ เพราะถ้าใครมา “ขออนุญาติ” ก็แสดงว่าจะขอญาติของเราไปเป็น “อนุ” ของเขา&#8230; ชะชะ&#8230;อย่างนี้หยามกันชัดๆ</p>
<p>นั่นคือ “ขออนุญาต” ยังพอได้ แต่ “ขออนุญาติ” ไม่ได้เด็ดขาด! <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';-)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>สำหรับไอเดียเด็กๆ เกี่ยวกับนีโมนิคของธาตุในตารางธาตุให้ไปที่ http://www.aps.edu/aps/Eisenhower/Brugge/PeriodicTableMnemonics.html<br />
เพลง “I am the First Fifty Digits of Pi”<br />
Man, I can&#8217;t, I shant formulate an anthem where the words comprise mnemonics dreaded mnemonics for pi<br />
The numerals just bother me, always even the dry anterior try to request something ower (zero) in numerary aptitude, even I, pantaloon gallant<br />
I cannot actualize the requested mnemonics the leading fifty, I&#8230;</p>
<p>ที่มาของเนื้อร้อง : http://en.wikiquote.org/wiki/English_mathematics_mnemonics<br />
ฟังเพลงนี้ได้ที่ : http://www.songstowearpantsto.com/ เข้าไปที่ ARCHIVE 1 แล้วเลือก SONG #0052<br />
หรือเข้าไปฟังเพลงพร้อมดูเนื้อร้องได้ที่ http://gotoknow.org/blog/judprakai/136538</p>
<p>ขุมทรัพย์ทางปัญญา</p>
<p>ขอแนะนำเรื่อง Mnemonic ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Mnemonic และ Amanda&#8217;s Mnemonic Page ที่ http://www.netnaut.com/mnemonics.html </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88-%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%8e%e0%b9%87%e0%b8%81-%e0%b8%8f%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The neverending story</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/the-neverending-story/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/the-neverending-story/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Jan 2008 20:11:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Science]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[นับวันไม่ค่อยจะได้เห็นข่าวดีเกี่ยวกับวงการการศึกษาบ้านเราสักเท่าไร
แต่พอได้อ่านบทความนี้ เริ่มจะมีความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาหน่อย
แม้ว่ามันจะยังเป็นแค่จุดเล็กๆ ก็ตามเถอะ 
ก่อนหน้านี้เราเคยอยากดูดาวเป็น แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องสักที
ตั้งแต่ปี 2 จนถึงตอนนี้เราก็ยังดูดาวเป็นแค่กลุ่มเดียวตลอด -_-&#8221;
คือ&#8221;กลุ่มดาวนายพราน&#8221;แผนที่ดาวก็พยายามติดไปเที่ยวด้วยทุกที -_-&#8221;
แต่ดูนานๆ ก็หลับซะได้ -_-&#8221; ไม่เป็นไร ยังไงก็ยังไม่แก่เกินเรียนหรอกเนอะ   
ปล.อ่านตรงนี้แล้วรู้สึกเป็นเรื่องเศร้าสำหรับเมืองไทยเหลือเกินแฮะ   

&#8220;คงเลือกเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ธรณีวิทยานะคะ&#8221; ซายน์
ตอบเสียงเจื่อนๆ เพราะถึงแม้ว่าเธอจะมีใจรักในการค้นฟ้าสักเพียงใด
แต่เรื่องการประกอบอาชีพในอนาคตก็เป็นเหตุผลหลัก
ที่ต้องคิดหนักเหมือนกัน ในเมืองไทยยังไม่มีการเรียน
การสอนเกี่ยวกับอวกาศโดยตรง มีแต่เป็นแขนงวิชา
และคำถามสำคัญที่ต้องตอบทั้งคุณครู และผู้ปกครอง
ก็หนีไม่พ้นประโยคคำถามคลาสสิก &#8220;จบไปแล้วจะไปทำอะไร&#8230;&#8221;
กรุงเทพธุรกิจ : จินตนาการสุดขอบฟ้า

จินตนาการสุดขอบฟ้า
9 มกราคม พ.ศ. 2551 09:30:00
คำว่า &#8216;ดาราศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว&#8217; ดูเหมือนจะไม่ใช่อีกต่อไป เมื่อบรรดายุววิจัยขาสั้นคอซองจากศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลก และดาราศาสตร์สามารถสำรวจ ติดตาม รวมทั้งสร้างองค์ความรู้ให้ปรากฏเป็นสื่อการสอนวิชาดาราศาสตร์ที่อาจารย์หลายคนออกอาการยี้ เป็นอีกก้าวการเดินทางสู่อวกาศของเมืองไทย จุดประกาย พาออกไปสำรวจสิ่งที่อยู่ไกลออกไปสุดปลายฝัน
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นานมาแล้วที่เรื่องราวลี้ลับบนท้องฟ้าถูกถ่ายทอดลงมาเป็นเรื่องเล่า ก่อนจะกลายมาเป็นศาสตร์อีกแขนงที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มุ่งค้นคว้าปริศนาแห่งดวงดาวเหล่านี้&#8230;
ความอัศจรรย์ดังกล่าวทำให้ค่ำคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2550 มีความหมายต่อ เยาวชนกว่า 30 ชีวิต จาก 4 โรงเรียน ที่นัดรวมพลนับฝนดาวตกเจมินิดส์ปิดท้ายปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นับวันไม่ค่อยจะได้เห็นข่าวดีเกี่ยวกับวงการการศึกษาบ้านเราสักเท่าไร<br />
แต่พอได้อ่านบทความนี้ เริ่มจะมีความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาหน่อย<br />
แม้ว่ามันจะยังเป็นแค่จุดเล็กๆ ก็ตามเถอะ </p>
<p>ก่อนหน้านี้เราเคยอยากดูดาวเป็น แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องสักที<br />
ตั้งแต่ปี 2 จนถึงตอนนี้เราก็ยังดูดาวเป็นแค่กลุ่มเดียวตลอด -_-&#8221;<br />
คือ&#8221;กลุ่มดาวนายพราน&#8221;แผนที่ดาวก็พยายามติดไปเที่ยวด้วยทุกที -_-&#8221;<br />
แต่ดูนานๆ ก็หลับซะได้ -_-&#8221; ไม่เป็นไร ยังไงก็ยังไม่แก่เกินเรียนหรอกเนอะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  </p>
<p>ปล.อ่านตรงนี้แล้วรู้สึกเป็นเรื่องเศร้าสำหรับเมืองไทยเหลือเกินแฮะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  </p>
<blockquote><p>
&#8220;คงเลือกเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ธรณีวิทยานะคะ&#8221; ซายน์<br />
ตอบเสียงเจื่อนๆ เพราะถึงแม้ว่าเธอจะมีใจรักในการค้นฟ้าสักเพียงใด<br />
แต่เรื่องการประกอบอาชีพในอนาคตก็เป็นเหตุผลหลัก<br />
ที่ต้องคิดหนักเหมือนกัน ในเมืองไทยยังไม่มีการเรียน<br />
การสอนเกี่ยวกับอวกาศโดยตรง มีแต่เป็นแขนงวิชา<br />
และคำถามสำคัญที่ต้องตอบทั้งคุณครู และผู้ปกครอง<br />
ก็หนีไม่พ้นประโยคคำถามคลาสสิก &#8220;จบไปแล้วจะไปทำอะไร&#8230;&#8221;</p></blockquote>
<p><a href="http://www.bangkokbiznews.com/2008/01/09/WW06_WW06_news.php?newsid=218111" target="_blank">กรุงเทพธุรกิจ : จินตนาการสุดขอบฟ้า</a></p>
<p><span id="more-25"></span><br />
<b>จินตนาการสุดขอบฟ้า<br />
9 มกราคม พ.ศ. 2551 09:30:00</b></p>
<p>คำว่า &#8216;ดาราศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว&#8217; ดูเหมือนจะไม่ใช่อีกต่อไป เมื่อบรรดายุววิจัยขาสั้นคอซองจากศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลก และดาราศาสตร์สามารถสำรวจ ติดตาม รวมทั้งสร้างองค์ความรู้ให้ปรากฏเป็นสื่อการสอนวิชาดาราศาสตร์ที่อาจารย์หลายคนออกอาการยี้ เป็นอีกก้าวการเดินทางสู่อวกาศของเมืองไทย จุดประกาย พาออกไปสำรวจสิ่งที่อยู่ไกลออกไปสุดปลายฝัน</p>
<p>กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นานมาแล้วที่เรื่องราวลี้ลับบนท้องฟ้าถูกถ่ายทอดลงมาเป็นเรื่องเล่า ก่อนจะกลายมาเป็นศาสตร์อีกแขนงที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มุ่งค้นคว้าปริศนาแห่งดวงดาวเหล่านี้&#8230;</p>
<p>ความอัศจรรย์ดังกล่าวทำให้ค่ำคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2550 มีความหมายต่อ เยาวชนกว่า 30 ชีวิต จาก 4 โรงเรียน ที่นัดรวมพลนับฝนดาวตกเจมินิดส์ปิดท้ายปี 2550 กลางหอดูเกิดแก้ว อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี โดยมีคุณครูพี่เลี้ยงจากโรงเรียนต้นสังกัด และศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ หรือลีซา (LESA) ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมสังเกตการณ์</p>
<p>โปรแกรมเรียนรู้ท้องฟ้า</p>
<p>เวิ้งฟ้ายามค่ำคืนนี้ทำให้หลายๆ คนที่นั่งอยู่บริเวณนี้ออกอาการหวั่นๆ หลังจากซักซ้อมแบ่งงานกันตั้งแต่บ่าย ทีมหนึ่งบันทึกวิดีโอเก็บข้อมูลฝนดาวตก ทีมหนึ่งแยกเป็นกลุ่มย่อยคอยสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า ขณะอีกทีมหนึ่งกำลังขะมักเขม้นประมวลผลจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิกจนแทบไม่น่าเชื่อว่า สีหน้าเอาจริงเอาจังไม่แพ้นักดาราศาสตร์อาชีพตอนนี้ จะเป็นเด็กขาสั้นคอซองกลุ่มเดียวกันกับที่เล่นวิ่งไล่จับอยู่เมื่อตอนกลางวัน</p>
<p>กำเนิดยุทธการคว้าดาว</p>
<p>&#8220;ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์โลก มักจะแอบแฝงเป็นส่วนประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของวิชาวิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว&#8221;</p>
<p>สื่อการสอนฝีมือเด็กๆ</p>
<p>น้ำเสียงยืนยันจาก น.ท.ฐากูร เกิดแก้ว เจ้าของหอดูดาวเกิดแก้ว และหัวหน้าโครงการการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศถึงความเป็นอยู่ของความรู้ทั้ง 2 สาขานี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในชั้นเรียนมานาน จนเมื่อปีพ.ศ. 2544 ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ 2 วิชานี้เป็นสาขาหนึ่งของการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยประกอบไปด้วย ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ วิทยาศาสตร์โลก และดาราศาสตร์</p>
<p>&#8220;พอเข้ามาอยู่ในหลักสูตรทุกอย่างก็ใหม่หมด คุณครูก็ไม่เคยสอน หนังสือก็ไม่มี ทุกอย่างขาดแคลน ครูจึงไม่ค่อยมีความมั่นใจ อีกทั้งนโยบายการศึกษาแบบใหม่ที่ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง คือไม่ใช่อ่านหนังสือแล้วมาทำก็ยิ่งทำให้ผู้สอนเกิดความลำบากมากขึ้นไปอีก เพราะดาราศาสตร์ จะมีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อครูเล่าไปเด็กจะยิ่งสงสัย พอครูตอบ เด็กก็จะยิ่งถาม ยิ่งลึก มันก็ทำให้ครูไม่กล้าปริปาก ทีนี้ทำไงครูถึงจะมั่นใจและมีอุปกรณ์ โจทย์ก็เลยอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เราจึงสร้างชุดการสอนต้นแบบขึ้นมา 8 ชุด จากฐานข้อมูลความรู้เรื่องดาราศาสตร์ขององค์การนาซา ซึ่งผู้สอนสามารถนำไปปรับปรุงให้เข้ากับรูปแบบการสอนในชั้นเรียนของตัวเองได้ นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์อย่างพวก แผนที่ดาว โปรแกรมเกี่ยวกับดาราศาสตร์อีกด้วย&#8221;</p>
<p>วันที่ 1 มีนาคม 2546 หอดูดาวเกิดแก้วได้รับทุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อดำเนินการโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์” (LESA: Learning center for Earth Science and Astronomy) หรือลีซา และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างจินตนาการและแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความสนใจเรียนรู้เรื่องระบบโลกและดาราศาสตร์ ที่เชื่อมโยงเรื่องราวของธรรมชาติและการปกป้องโลก ตลอดจนเป็นแหล่งพัฒนาศักยภาพของครูด้านการสอนวิชาวิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นกิจกรรมที่สำคัญ</p>
<p>&#8220;ใครว่าดูดาวต้องดูกลางคืน เราสามารถดูดาวในเวลากลางวันก็ได้ อย่างดวงอาทิตย์ตอนนี้ก็สอนเรานะว่าโลกหมุนยังไง แต่ถ้าไม่มีไอเดียมันก็ไม่เกิด แล้วก็มีซอฟต์แวร์เพราะการเรียนรู้เรื่องดาราศาสตร์มันเป็นเหตุการณ์ที่ใหญ่ และเคลื่อนที่นาน อย่างเราจะดูเหตุการณ์ดวงจันทร์หมุนรอบโลกก็ต้องใช้เวลาตั้งเดือนหนึ่ง แต่ถ้าเราใช้ซอฟต์แวร์มันย่อ กระชับ คือมันจะเป็นแพ็คเกจที่สำเร็จรูป เราไม่ได้ทำโดยใช้ทีมงาน 4-5 คน แต่เราเชิญครู-นักเรียนมาทำ เรียนรู้ทดลองกันไปในรูปแบบของครุวิจัยและยุววิจัยนั่นคือ 2 ปี แรกของ ลีซา</p>
<p>ถึงตอนนี้เราเริ่มอยู่ตัวแล้ว เราอยากจะลึกกว่านั้น ส่วนแรกเป็นความรู้เพื่อสังคมที่เราหามาเพื่อให้นำไปใช้ แต่ทีนี้อีกมุมหนึ่งก็คือ จะทำยังไงเราจึงจะหาความรู้ของเราเองได้ อย่างผมทำหนังสือ ฝนมันก่อตัวยังไง ส่วนใหญ่เราเอาหนังสือมาจากต่างประเทศ ฝรั่งมันก็บอกแต่ของมัน ฝนในแถบเขตอบอุ่น แต่ฝนในเขตร้อนเกิดยังไงมันไม่บอก เพราะมันไม่ได้อยู่ในเขตเรา ทีนี้เราก็น่าจะหาองค์ความรู้ของเราเองได้ พายุบ้านเราเป็นยังไง ก็เลยก่อประเด็นต่อขึ้นมาเป็นการฝึกวิจัย ฝึกสร้างองค์ความรู้เองจากธรรมชาติ แต่ให้เด็กคิดเองนะ จากตอนแรกให้มีหนังสืออ่านก่อน พอมาถึงตอนนี้ เราจะไปเจาะลึกหรือว่าเอาจริงแล้ว เราไม่เชื่อที่เขาศึกษามา เราจะศึกษาเองแล้ว&#8221;</p>
<p>เขาอธิบายถึงกระบวนการทำงานที่ผ่านมาจนปรากฏเป็นรูปร่างทั้งข้อมูลซีดี และเวบไซต์ www.lesaproject.com โดยบรรจุไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบเวบเพจ ไฟล์ MS Word และ MS PowerPoint ที่ผู้ใช้งานสามารถนำไปดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนได้โดยมีสถานที่ฝึกอบรมอยู่ที่ หอดูดาวเกิดแก้ว ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมนักเรียนให้เป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์ โดยมีหลักสูตรฝึกนักวิจัยรุ่นเยาว์จำนวน 3 หลักสูตร คือ</p>
<p>Earth School ให้นักเรียนศึกษาระบบภูมิอากาศของตนเอง จัดตั้งสถานีตรวจจับรายงานและพายุที่โรงเรียน โดยมีเครื่องมือตรวจอากาศ และรับสัญญาณภาพถ่ายสภาพอากาศจากดาวเทียม NOAA</p>
<p>Astronomy School วางรากฐานการเรียนรู้ดาราศาสตร์ ฝึกสังเกตการณ์ภาคสนาม และวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ ROTSE มุ่งเน้นการทำวิจัยด้วยการวิเคราะห์กราฟแสง (Light curve) และการสร้างแบบจำลองของดาว</p>
<p>Astrophysics School มุ่งเน้นการศึกษาเทหวัตถุท้องฟ้าด้วยการวิเคราะห์ภาพถ่ายในช่วงคลื่นต่างๆ (Multispectrum) จากกล้องโทรทรรศน์ชนิดต่างๆ เช่น ROTSE, Spitzer Infrared Telescope และ Chandra X-rays Telescope เป็นต้น</p>
<p>ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมเครือข่าย LESA จำนวน 319 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เข้าร่วมหลักสูตรระดับวิจัย 28 แห่ง มีนักวิจัยรุ่นเยาว์ในความดูแลจำนวน 94 คน ครูที่ปรึกษา 33 คน โดยมีเครือข่ายจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ 4 แห่ง ได้แก่ ROTSE, University of Michigan, Catalina Sky Survey, University of Arizona, Hands-On Universe, U.of California และ Astronomical Society of Japan ซึ่งสนับสนุนเรื่องระบบการติดตามค้นหาจากดาวเทียม และองค์ความรู้ต่างๆ ที่จำเป็น โดยมีสถานีรับสัญญาณ ดาวเทียม NOAA อยู่ที่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย แพร่ และยะลา</p>
<p>&#8220;ทางทิศใต้ ข้างๆ กลุ่มดาวนายพราน&#8230;&#8221; เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นหลังเส้นสีขาวนวลเส้นแรกของค่ำคืนถูกขีดขึ้น เป็นสัญญาณเริ่มภารกิจของทีมนักดาราศาสตร์จิ๋วในคืนนี้</p>
<p>ดาราศาสตร์สร้างได้</p>
<p>ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ดวงดาวในความหมายของ ทราย &#8211; กีรติกา สุขสีทอง นักเรียนชั้น ม. 5 โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย คือเพื่อนคลายเหงา ทุกครั้งเมื่อคิดถึงบ้าน เธอกับเพื่อนๆ อีก 3-4 คน มักขึ้นมาที่บริเวณด่านฟ้าตึกเรียนเพื่อเฝ้ามองความสวยงามในยามราตรีที่มีดวงดาวเป็นดารานำแสดง ก่อนที่เธอจะได้พบกับ ซายน์ &#8211; มณฑิกา เรืองนภารัตน์ สมาชิกลิซารุ่นพี่เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เป็นคนชักชวนให้เธอเข้าร่วมโครงการยุววิจัยช่วงเดือนเมษายนเพื่อ &#8216;วาร์ป&#8217; ความรู้เกี่ยวกับผืนดินและดวงดาว กว่าจะรู้ตัวอีกที เธอถึงขั้นประกาศเป็นศัตรูกับพระจันทร์เลยทีเดียว</p>
<p>&#8220;พระจันทร์เป็นศัตรูของพวกเราค่ะ&#8221; ทราย แสดงจุดยืนพร้อมรอยยิ้ม โดยให้เหตุผลว่า เพราะวันไหนที่พระจันทร์มาดาวจะหายหมด ในขณะที่วันพระจันทร์หลบดาวจะเต็มฟ้า สำหรับคนที่มีความสนใจเกี่ยวกับกลุ่มดาวอย่างเธอขอเลือกอย่างหลังดีกว่า</p>
<p>&#8220;มาค่ายแรกเป็นดาราศาสตร์สัมพันธ์ เมื่อต้นปี 2550 ค่ะ คืนแรกก็สอนดูดาว ตอนนั้นเรายังไม่รู้อะไรเลยก็รู้สึกสนุก จนกระทั่งได้เข้าร่วมค่ายเดือนเมษายน ในโครงการครุวิจัย และยุววิจัย อบรมเรื่อง วัตถุ M ในอวกาศ อาจารย์แบ่งทีมรับผิดชอบว่า โรงเรียนไหนรับผิดชอบกระจุกดาวเปิด กระจุกดาวทรงกลม หรือกาแล็กซีวงรี ครั้งนั้นก็ได้รับผิดชอบเป็นคนทำโปสเตอร์สื่อการสอนด้วย&#8221;</p>
<p>โปสเตอร์ระบบสุริยะที่แสดงการคำนวณระยะห่างของดาวเคราะห์แต่ละดวง บอกพิกัด และประเภทของดาว เช่น ดาวเคราะห์แคระ ดาวหาง ดาวเคราะห์น้อย เป็นต้น โปสเตอร์แสดงแบบของวัตถุ M (M เป็นลักษณะของดาวที่พบบนท้องฟ้า 7 ประเภท คือ ซูเปอร์โนว่า &#8211; 1 M กาแล็กซีทรงกลม คือ 1 M กาแล็กซีวงรี &#8211; 1 M ทางช้างเผือก &#8211; 1 M เนบิวล่า กระจุยดาวเปิด กระจุยดาวทรงกลม และเศษซากดาวที่ไม่มีกลุ่ม ซึ่งชาลล์ เมอซิแยร์ได้ถ่ายภาพไว้ทั้งหมด 110 ภาพ กลายเป็น 110 M ที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน) และซีดีแผนการเรียนการสอนของลิซา คือ &#8216;สื่อการสอน&#8217; ที่พวกเธอและเพื่อนๆ กว่า 20 โรงเรียนทั่วประเทศช่วยกันทำออกมา</p>
<p>&#8220;เรามีทั้งหมดสี่ค่าย แบ่งเป็นดาราศาสตร์สองค่าย วิทยาศาสตร์โลกสองค่าย บางทีก็ออกไปนอกสถานที่ด้วย ทำเป็นซีรีส์&#8221; ฐากูรเสริม</p>
<p>เขาอธิบายว่า ช่วงโครงการ 1 ปี จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ เปิดเทอมแรกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม &#8211; เดือนกันยายน เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับดาว และโลกใช้เวลา 3-4 วัน หลังจากนั้นก็เอาข้อมูลกลับไปวิเคราะห์ พอปิดเทอมเดือนตุลาคมจะเข้าสู่ช่วงที่ 2 นำข้อมูลที่ได้แต่ละโรงเรียนมาคุยกัน ก่อนปลายเทอม 2 จะเป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อพรีเซ้นท์งาน</p>
<p>&#8220;บางครั้งมันก็จะแทรกอยู่ตามช่วงวันหยุดยาวสามสี่วัน เพราะเรามีเด็กหลายสาขา ครึ่งแรกเก็บข้อมูล ครึ่งหลังวิเคราะห์ข้อมูลเขียนงานวิจัย และก่อนสอบพรีเซ้นท์ ทุกฝ่ายมารวมกัน นอกนั้นเราจะมีกิจกรรมเสริม เช่น นับดาวตก ดูดาวจริงๆ เราต้องสร้างแรงดึงดูดใจของเด็ก เพราะเด็กชอบความมหัศจรรย์ในเนื้อหามันก็มหัศจรรย์อยู่แล้วเพราะค้นหาดาวหาง มันคล้ายๆ เล่นเกม แต่ละคนเหมือนได้ทำภารกิจ คล้ายๆ ปกป้องโลกนะ (ยิ้ม) ตั้งแต่การตรวจวัดแผ่นดินไหว การตรวจรังสียูวี การตรวจชั้นบรรยากาศ ไปจนถึงการค้นหาในอวกาศโดยอุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนมา เราจะมีโครงหลักไว้ แต่ก็จะมีการผสมผสานกัน เราจะไปรอให้เด็กสนใจเป็นปีๆ ไม่ได้ เราก็เอาเด็กเก่ามารวมกับเด็กใหม่ โดยให้มันเกื้อกูลกัน เขาจะเจอเพื่อนทั้งสี่ภาค ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย ส่วนช่วงเมษายนจะเป็นกิจกรรมพิเศษสำหรับใครที่ต้องการวาร์ปความรู้ เราก็จะให้มาเข้าค่ายเก็บตัวเป็นเวลาหนึ่งเดือน ทำงานร่วมกับครูที่มาเข้าค่ายอบรมด้วยเลย&#8221;</p>
<p>จากแนวคิดและวิธีการที่ต่างออกไป อาจทำผู้ใหญ่หลายคนสงสัยว่า ประสิทธิภาพในความรู้ที่เด็กจะได้นั้นมีเพียงพอหรือไม่ คงไม่มีอะไรที่เป็นคำตอบได้ดีกว่า ล่าสุดทั้ง 2 สาวยุววิจัยกำลังขัดเกลางานวิจัยเกี่ยวกับ &#8216;การหาประชากรดาวในกระจุกดาวเปิด&#8217; ให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อจะไปนำเสนองานที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเดือนมีนาคม 2551 นี้</p>
<p>&#8220;ทางทิศเหนือ อ๊ะ รู้สึกจะเป็นไฟร์บอลนะครับ&#8230;&#8221; เสียงเฮฮาหลังจากดวงไฟสีเขียวอ่อนขนาดลูกเบสบอลพุ่งลับหายไป ทำให้หลายๆ คนเริ่มมีความหวังสำหรับสถิติฝนดาวตกที่ค่อนข้างสดใสเลยทีเดียว</p>
<p>เพราะท้องฟ้ามีอะไรมากกว่าดวงดาว</p>
<p>&#8220;เรายังจะนับกันต่อไหม&#8221; บางเสียงเอ่ยถามขึ้น แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบใดๆ</p>
<p>เข็มนาฬิกาเดินทางผ่าน 1 นาฬิกาของวันใหม่มาราว 15 นาที หลายเสียงเริ่มแตกความเห็นออกไปต่างๆ นานา บางคนยังมีความหวังว่าจะได้พบเส้นสายตรงขอบฟ้า ขณะที่หลายคนเริ่มถอดใจเพราะกลุ่มเมฆที่ลอยมาเบียดบัง จนแทบไม่น่าเชื่อว่า ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ดวงดาวยังพราวเต็มฟ้า</p>
<p>เส้นทางดาราศาสตร์ในประวัติศาสตร์โลกก็ดูเหมือนจะไม่ง่ายดายนักทีเดียว เพราะกว่ากาลิเลโอจะทำให้หลายๆ ความเห็นยอมรับในทฤษฎีระบบสุริยะของ นิโคลัส โคเพอร์นิคัส และนักวิทยาศาสตร์ชาวอาหรับ ก็ต้องใช้เวลาหลังจากที่เขาเสียชีวิตถึง 76 ปี ดาราศาสตร์ในประเทศไทยจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกมองเป็นเรื่องไกลตัว และไม่จำเป็น บ่อยครั้งที่ความเชื่อมโยงของดวงดาวถูกเข้าใจเพี้ยนไปเป็นส่วนหนึ่งของคำพยากรณ์ในโหราศาสตร์</p>
<p>&#8220;ในบ้านเราเรื่องอวกาศมันยากเพราะ สภาพอากาศไม่ดี รัฐไม่ส่งเสริม กล้องก็ไม่ค่อยมี มันติดขัดไปหมด&#8221; ฐากูรออกความเห็นโดยชี้ให้เห็นว่า ดาราศาสตร์ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเหมือนขายของ แต่ให้สติปัญญา เพราะความไม่เข้าใจในระดับผู้บริหารยังส่งผลต่อมาเป็นทอดๆ สู่สังคม สู่ครอบครัว จนเกิดผลต่อตัวเด็กเองในที่สุด</p>
<p>&#8220;ดาราศาสตร์เป็นวิชาตั้งแต่โบราณแล้ว มันครอบคลุม โลกเราก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล มันให้กำเนิดเรขาคณิต คนเฝ้าดูว่าดาวเคลื่อนที่ยังไง ก็จะวาดด้วยวงกลม แต่เวลาวัดมุมดาวก็จะวาดด้วยสามเหลี่ยม ถัดมาก็ตรีโกณ แล้วนำไปสู่การทำวิศวกรรม โครงสร้างทั้งหลาย ล่าสุดเอาไปทำท่องเที่ยวเสียอีก เพราะเขาถือว่าอวกาศเป็นการค้าที่ได้กำไรสูงสุด เขาจึงสร้างสถานีอวกาศ ปัจจุบันมี 16 ประเทศแล้ว ที่ลอยอยู่ ถ้าเราไปศึกษา เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม เขามีนักบินอวกาศแล้วนะครับ เพราะเขาอยู่กับรัสเซีย มาเลเซียมีแล้ว แต่ประเทศไทยก็จะมองว่า มันอยู่นอกโลก คำถามก็คือ แล้วมันเกี่ยวอะไรกันล่ะ ทุกวันนี้ในชีวิตประจำวันที่คุณคุยโทรศัพท์มือถือมันก็ออกไปนอกโลกแล้ว หรือไอ้พวกคอมพิวเตอร์บางอย่างก็มีการทดลองในอวกาศ แต่เรายังคิดเรื่องเก่าๆ อยู่ว่ามันอยู่นอกโลก ทั้งๆ ที่ตอนนี้มันเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันแล้ว อินเทอร์เน็ต</p>
<p>เขายังเล่าต่อไปว่า &#8220;ผมเคยถามผู้ใหญ่ว่าแล้วเราจะเรียนกันไปทำไมล่ะครับในเมื่อไม่เห็นสนใจอะไรเลย เขาก็ตอบว่า ประเทศอื่นเขาเรียนเราก็ต้องเรียน เหมือนอินเทอร์เน็ตประเทศอื่นใช้เราก็ต้องใช้ เขาว่าโลกร้อนเราก็ต้องโลกร้อน แต่ว่ามันมีเบื้องหลังที่น่ากลัวกว่านั้น กล้องดูดาวมันส่องไปได้ไกลขนาดไหน เป็นล้านปีแสง จะดูหลุมไหนบนดวงจันทร์ก็เลือกดูได้ แล้วคิดดูว่าถ้ากล้องตัวนั้นมันพลิกกลับมาส่องโลกจะเป็นยังไง มันก็รู้หมดเลย หลักการเดียวกัน เหมือนกับระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมที่เข้ามาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต หลักการทำงานมีอยู่ว่า ถ้าคุณอยู่สูงคุณจะมองได้ใกล้ ถ้าคุณอยากรู้ภาพรวมของหมู่บ้านก็ขึ้นไปที่หอคอย ขึ้นไปที่ภูเขาก็จะเห็น แต่ถ้าคุณอยากเห็นทั้งประเทศก็ต้องขึ้นไปอวกาศโน่น เดี๋ยวนี้เรามีดาวเทียมอยู่เต็มท้องฟ้าไปหมด มันก็เห็นหมดว่าเรามีอะไร เมื่อเขารู้ว่าเรามีอะไรแต่เราไม่รู้ว่าเรามีอะไร นี่คือปัญหา แล้วทำยังไงเราถึงจะรู้ทัน ถึงเราจะสู้เขาไม่ได้แต่ว่า อย่างน้อยเราก็ควรจะรู้ทันว่าเขารู้อะไร เพื่อเราจะได้ปกป้องตัวเองยังไง สิ่งนี้น่ากลัว ถ้าเรายังคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ</p>
<p>ยิ่งตอนนี้วิชาดาราศาสตร์ในโรงเรียนอยู่ที่กลุ่มดาว พอพูดถึงกลุ่มดาวผู้ใหญ่ก็จะไปทำอะไร จักรราศีทั้ง 12 ก็ออกไปทางดูดวง กลุ่มดาวมันหมิ่นเหม่ กลุ่มดาวเป็นสิ่งที่ใช้อ้างอิง คุณต้องมองให้ทะลุ ตำนานมันเล่าได้แต่มันต้องมีสิ่งที่ทะลุออกไป ปัญหาก็คือว่า วิทยาศาสตร์ของเรามันคือกลุ่มดาว เด็กก็จะแยกไม่ออกว่าอันไหนคือดาราศาสตร์กับโหราศาสตร์&#8221;</p>
<p>&#8220;คงเลือกเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ธรณีวิทยานะคะ&#8221; ซายน์ ตอบเสียงเจื่อนๆ เพราะถึงแม้ว่าเธอจะมีใจรักในการค้นฟ้าสักเพียงใด แต่เรื่องการประกอบอาชีพในอนาคตก็เป็นเหตุผลหลักที่ต้องคิดหนักเหมือนกัน ในเมืองไทยยังไม่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับอวกาศโดยตรง มีแต่เป็นแขนงวิชา และคำถามสำคัญที่ต้องตอบทั้งคุณครู และผู้ปกครองก็หนีไม่พ้นประโยคคำถามคลาสสิก &#8220;จบไปแล้วจะไปทำอะไร&#8230;&#8221;</p>
<p>เพื่อวันพรุ่งนี้</p>
<p>&#8220;จากการสังเกตจำนวนฝนดาวตกตั้งแต่เวลา 22.00 &#8211; 03.00 น. นับฝนดาวตกได้ทั้งสิ้น 230 ดวง มีอัตราเร็วของการตกเฉลี่ย 46 ดวงต่อชั่วโมง โดยมีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 95 ดวงต่อชั่วโมง&#8230;&#8221;</p>
<p>บทสรุปจากการภารกิจเมื่อคืนที่ผ่านมาถูกรายงานขึ้นในที่ประชุมช่วงเช้า แม้หลายคนจะมีสีหน้าอิดโรย แต่ความสนุกสนานของการเรียนรู้จากของจริงก็ทดแทนความอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี</p>
<p>รศ.สุชาตา ชินะจิตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เล่าถึงความสำคัญที่จะต้องสร้างองค์ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ให้เกิดขึ้น และเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการว่า เพราะความต้องการผลิตคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพียงแต่มีวิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว</p>
<p>&#8220;เราไม่ได้คิดว่าทำแล้วจะสร้างนักดาราศาสตร์ แต่ทำแล้วจะให้เขาจุดประกาย จากการสังเกต จากแรงบันดาลใจทำให้อยากเรียนตามมา และไม่ได้ต้องการผลิตนักวิทยาศาสตร์ เพียงแต่เราผลิตวิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ รู้จักสังเกต บ้านเราขาดการสังเกต อีกทั้งการทำงานในลักษณะนี้เราทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องหาเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงกัน ครุศาสตร์ จุฬาฯ เป็นโครงสร้างรองรับเพื่อการอบรมครูโดยเฉพาะ จับมือกันอย่างนี้ก็น่าจะไปได้ไกล เพราะทำตามแบบครุ เป็นการสร้างระบบที่จะทำให้เกิดดอกผลได้จริง เพื่อให้เป็นโครงสร้างรองรับต่อไปในอนาคต&#8221;</p>
<p>ขณะที่ ประภาส ชลศรานนท์ มองในมุมผู้ปกครองว่า การเรียนรู้ทุกอย่างจะเกิดการร้อยเรียง ก่อประโยชน์กันไปเรื่อยๆ มนุษย์ที่สมบูรณ์ควรจะเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง และควรจะเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วยมากกว่าอ่านหนังสืออย่างเดียว ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไม่มีทางเอาไปใช้ได้ไม่มี หรือเรียนไปแล้วเอาไปใช้ได้ทุกอย่างก็ไม่มี ความรู้ของคนจะประกอบกับตัวเองประกอบไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนคนหนึ่งขึ้นมา</p>
<p>&#8220;ถามว่าเรียนดนตรีไปจะไปใช้สมัครงานไม่ได้หรอก แต่ดนตรีจะทำให้เรามีบุคลิกภาพบางอย่างที่ดี หรือกีฬาเราก็ไม่ได้ไปสอบอะไร คนเราคิดว่าเรียนไปเพื่อเอาไปใช้งานอะไร บางทีมันเป็นการเรียนเพื่อวิชาชีพมากไป บางทีเราเรียนเพื่อรู้บ้างก็ได้&#8221;</p>
<p>หลังจากสรุปภาพรวมโครงการ และมอบงานสำหรับการพบกันครั้งต่อไปเสร็จสิ้น บางสีหน้าตื่นเต้นสำหรับประสบการณ์การเฝ้าดูดาวครั้งของบรรดา &#8216;เด็กใหม่&#8217; ดูเหมือนจะเป็นเชื้อไฟชั้นดีเหมือนอย่างที่ ฐากูรเคยตั้งความหวังที่จะผลิตนักดาราศาสตร์ที่ใช้ชีวิตอย่างนักดาราศาสตร์ให้เกิดขึ้นจริงๆ ในสังคมไทย</p>
<p>แม้ว่าระบบการศึกษายังมีท่าทีเหมือน &#8216;ดูเชิง&#8217; เด็กนอกระบบเหล่านี้ แต่ดอกผลที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นอีกก้าวที่มีความหมายในการเดินทางสู่อวกาศของประเทศไทยในอนาคต</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/the-neverending-story/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

