ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ
Sunday, August 22nd, 2010เหตุการณ์เผาหนังสือไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนซ้ำรอยเดียวกัน สุดท้ายไม่ว่าห้องสมุดยิ่งใหญ่เพียงใดต้องถูกทำลายด้วยสงคราม
ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ
เหตุการณ์เผาหนังสือไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนซ้ำรอยเดียวกัน สุดท้ายไม่ว่าห้องสมุดยิ่งใหญ่เพียงใดต้องถูกทำลายด้วยสงคราม
ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ
ประเทศไทยขาดแหล่งรวบรวมของ ทำให้ประวัติศาสตร์ขาดแหว่ง พูดง่ายๆ ว่าไม่มีของให้ดู มีแต่คำบอกเล่าหรือไม่ก็ตัวหนังสือซึ่งจินตนาการยาก อ่านประวัติศาสตร์แล้วไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออกว่าวีรบุรุษคนนั้นหน้าตาอย่างไร เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเครื่องอัดกอปี้ หรือเครื่องทำสำเนาเอกสารสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังหาดูไม่ได้ อ่านหนังสือแล้วก็ไม่เข้าใจวิธีใช้
รัฐบาลต้องประกาศว่าใครจะทิ้งของลักษณะนั้นลักษณะนี้ ให้เอามาให้รัฐบาลเก็บ เพราะตามบ้านเรือน ตามตลาดเก่าๆ อาจมีของแปลกๆ หลงเหลืออยู่ ประเทศเรายังต้องการโกดังหรืออาคารเก็บรักษาของทุกๆ สมัย พิพิธภัณฑ์บ้านเราส่วนมากเก็บแต่วัตถุโบราณ เศียรพระพุทธรูป มันซ้ำซากมานาน ผมไม่ได้บอกว่าไม่ควรเก็บ แต่ควรเก็บตัวอย่างของทุกยุค ไม่จำกัดเฉพาะของยุคโบราณ
เรื่องที่ผมคุยกับภัณฑารักษ์และนักพิพิธภัณฑ์บ่อยๆ คือพิพิธภัณฑ์ที่รัฐทำค่อนข้างซ้ำซาก และทำแบบเหมือนกันไปหมดทุกแห่ง ความจริงรัฐบาลไทยมีงบประมาณมหาศาล แต่จัดสรรและใช้ไม่เป็น ชอบเอางบไปจัดงานแบบระยะสั้น อาทิสงกรานต์ไม่กี่ปีก่อน ทำน้ำพุเต้นระบำ ๕-๑๐ วันที่ถนนราชดำเนิน ใช้เงินไปถึง ๔๐ ล้านบาท ในขณะที่งานระยะยาวอย่างพิพิธภัณฑ์ หอสมุด กลับไม่ยอมทำ
การทำพิพิธภัณฑ์และหอสมุดเป็นหน้าที่พื้นฐานของประเทศ ถ้าเป็นคนมีเงินอาจเนรมิตได้รวดเร็ว แต่ถ้าเป็นคนไม่มีเงิน ถึงอยากทำก็ล้มลุกคลุกคลาน ลำบากมาก [...]
ขออนุญาตแอบมาโฆษณานิตยสารสุดเจ๋งประจำอำเภอ Wedding !
Wedding เป็นชื่อเขตนึงในเบอร์ลิน อยู่ระหว่าง Prenzlauer Berg, Mitte และ Moabit
ซึ่งเป็นย่านสุดฮิปแม่ลูกอ่อนกับย่านตุรกีสุดโต่ง
Wedding เป็นส่วนผสมผสานระหว่างความฮิปกิ๊บเก๋และความเท่ห์สไตล์ตุรกี
ความหลากหลายและน่าสนใจแกมน่าเบื่อของวิถีชีวิตคนใน Wedding ทำให้นิตยสารเล่มนี้เกิดขึ้นได้
ดูเป็น konzept ที่แปลกประหลาดแต่ก็สร้างความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ทุกครั้งที่ wedding ออกมา เลยไม่ต้องคิดนานว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
เพราะมันออกกันปีละครั้งเท่านั้นเอง
Der Wedding
ปล.แถมรายการวิทยุใหม่ประจำนิตยสาร Neon หนึ่งในนิตยสารสุดเจ๋งของเยอรมัน >>Neon.FM
youtube:แดงเสมอสำหรับคนเดินถนน
จริงด้วย คนก่อนรถทีหลัง หรือรถก่อนคนทีหลัง ..!
อันนี้คงต้องขอฝากท่านผู้ว่ากทม.ช่วยดูแลหน่อยนะคะ
via bact’, culturelab
ปล.ทำไมใน blog เรา post youtube แล้วมันมีปัญหาทุกทีเลยวะ -_-”
เรื่องจริงที่คุณไม่ควรมองข้าม
อีก 1 ตัวอย่างเมื่อทุนนิยมทำพิษ
via Bra story เซ็กซี่บนรอยน้ำตา – กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
หลบหนีความวุ่นวายในเมือง มาอ่านอะไรที่มัน”พอเพียง”บ้าง ดีไม๊ ??
มันก็เป็นการเผชิญกับตัวเองในเรื่องของแฟชั่น แต่ก่อนผมรู้สึกว่าผมเป็นคนลาวไม่มีดั้ง ไปไหนก็อายคน คนอื่นเขาต้องพยายามไม่เป็นลาว คือใส่เสื้อผ้าให้เหมือนคนกรุงเทพฯ ผมกลับมองตรงกันข้าม คนลาวเนี่ยไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดไหน ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไม่มีดั้งเหมือนเดิม ดั้งมันไม่ได้โด่งขึ้น ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่น ถ้าเราวิ่งตาม เราจะไม่ทันเลย แต่ถ้าเราไม่ตามแฟชั่น เราจะเป็นตัวของตัวเอง คิดดูอย่างนี้แล้วก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ทำไมคนต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงต้องใส่เสื้อผ้ารัดหน้าอกรัดตัวเหมือนกันหมด ทำไมคนต้องใส่กางเกงยีนส์เหมือนกันหมด ถ้าอยากใส่เหมือนกัน ทำไมไม่ไปเป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเป็นพระซึ่งจะได้ใช้ชุดเหมือนกันหมด ความหลากหลายคือความงาม ความต่างคือความงาม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ห่วงเรื่องแฟชั่น ไม่ได้ห่วงเรื่องอะไรอีกเลย ใส่อะไรก็ได้ ขอให้มี มันก็สบายไป
ชาวบ้านปลูกข้าวโพด ปลูกอะไรตลอดทั้งปีทั้งชาติ ยิ่งปลูกก็ยิ่งมีหนี้ แต่ทำไมยังทำอยู่ ไม่มีใครถามตัวเองเลยว่า ปลูกแล้วไม่ได้อะไร มีแต่หนี้แล้วทำไปทำไม พอมาคิดดูชัดๆ เราจะพบว่าคนเหล่านี้ถูกปิดหูปิดตาไม่ให้เห็นความจริงในชีวิต สื่อก็บอกว่า ถ้าคุณอยากมีความสุข คุณต้องซื้ออันนี้ คุณต้องการความมั่นใจ คุณต้องใช้โรลออนชนิดนี้ ผ้าอนามัยชนิดนี้ ถ้าต้องการอิสรเสรีภาพต้องมีโทรศัพท์รุ่นนี้ มีบัตรเครดิตแบบนี้ ไม่มีใครบอกเราเลยว่า คุณมีความสุขแล้ว นั่นทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสคิด ชาวบ้านทั้งหลายจึงกลายเป็นเครื่องมือของภาคธุรกิจโดยไม่รู้ตัว
แต่ผมไม่ถนัดในการชักชวนให้คนมาทำ ผมไม่เคยพูดให้ชาวบ้านฟังเลยว่า ต้องมาทำอย่างผมนะ [...]
ผู้ใหญ่กบ บอกว่า กุญแจดอกสำคัญคือการทำให้เด็กๆ
เห็นคุณค่าของตัวเอง ด้วยการดึงพลังด้านดีของพวกเขาออกมา
ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวเอง
ยังไม่ได้ดู milk แต่อ่านเรื่องนี้อยู่ดีๆ แล้วก็นึกถึงเรื่อง milk แฮะ
นานๆ จะเห็น “พระ”
ที่สมควรแก่การถูกเรียกว่า “พระ” สักทีนะ
หรือว่าจริงๆ คำนิยาม “พระ” ไม่ควรจะไปกำหนด
ไม่ควรจะไปตีความกับมันมาก
เพราะ “พระ” ไม่ใช่ผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์
(เลียนแบบมาจาก The curious incident of the dogฯ)
บางครั้งคงต้องปล่อยให้นิยามเบลอๆ เป็นนามธรรมบ้าง
พวกเราจะได้ไม่ต้องยึดติดกับ
“พระ” ทำยังงู้นไม่ได้ พระทำยังงี้ไม่ได้
แต่ถ้าปล่อยมากไปแล้วเราจะมี “ความเคารพ” อะไรดีล่ะ ??
หรือว่าแค่ เคารพ “ตามแต่ศรัทธา” เลยดีไม๊ ??
ครั้งแรก ของ ว.วชิรเมธี – กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
หลังจากนอนซมป่วยมา 4 วันติด
ก็เลยพยายามหาอะไรทำแก้เซ็งให้หายเบื่อ… เบื่อนอน.. เบื่อกินยา …
การบ้านด่วนก็มีนะ ..แต่ปวดหัว ทำไม่ไหว (อ้าง!)
สุดท้าย ! เอ๊ะ! วันก่อนเปิ้นแนะนำเว็บสำหรับหนังเกาหลี/ญี่ปุ่นมานี่น่า
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เลยกดดูไปซะ 2 เรื่อง -_-”
(แทนที่จะได้พักผ่อน กลายเป็นว่าต้องนอนเช้าแทนซะนี่ )
เรื่องแรกที่ดูคือ “Changed” series ญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่อง
คาวๆ หวานๆของการเมือง ที่โคตรจะสอดคล้องกับ
เมืองไทยช่วงนี้เอามากๆ …
เรื่องที่ 2 คือ “Gourmet” series เกาหลีเกี่ยวกับอาหาร
ตำหรับชาววัง ..ที่กดเข้าไปดูโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เพราะ
ความหิวเท่านั้นเอง -_-”
ความสนุกคงไม่ต้องบอก
แค่ลองจินตนาการว่า “มันเป็นยังไง ถึงดู series จนจบถึงเช้าได้ ?”
กับวันก่อน เพิ่งได้มีโอกาสดูเรื่อง “Paris Je t’aime”
หนังที่บรรยายมุมมองเกี่ยวกับปารีสโดยผู้กำกับ 10 (กว่า)ชีวิต
ช่วงที่เรามาที่นี่ เป็นช่วงที่ “แดจังกึม” เพิ่งจะดังเป็นพลุแตกที่เมืองไทย
แต่เราก็ไม่เคยดูอยู่ดี …ได้รับรู้เพียงแค่กระแสการ “ขายวัฒนธรรม”
อย่างชาญฉลาดของเกาหลีเนี่ยล่ะ
สำหรับเรา “สื่อ” ตอนนี้มันดูจะมีอำนาจเหนือเกินกว่าคำนิยาม
ของมันซะแล้วสิ
“สื่อ” ดูเปรียบเสมือนการส่งเรือไปล่าอาณานิคมฯ โดยเฉพาะเมืองไทย
ตอนนี้ดูคล้ายๆ [...]
2 comments anpanpon | Politics, Social&Culture, Thai, movie |