<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Anpanpon :P Blog not Bread !! &#187; Social&amp;Culture</title>
	<atom:link href="http://anpanpon.com/blog/on/socialculture/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anpanpon.com/blog</link>
	<description>bread, blog, design, graphic design, politics, thai, environment, social, culture, art, media, movie, music, friends, tu, berlin, photography, travel, eat</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2011 19:07:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Aug 2010 11:01:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=469</guid>
		<description><![CDATA[เหตุการณ์เผาหนังสือไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนซ้ำรอยเดียวกัน สุดท้ายไม่ว่าห้องสมุดยิ่งใหญ่เพียงใดต้องถูกทำลายด้วยสงคราม
ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ

ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ

คนกับหนังสือ
เฟย์
www.faylicity.com



A  Universal History of the Destruction of Books (ค.ศ.๒๐๐๘) Fernando Baez  เขียน Alfred MacAdam แปลจากภาษาสเปน ๓๕๖ หน้า ราคา ๕๑๔ บาท

แผ่นดินเหนียวสุเมเรียน ๒,๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลประกาศขายทาสชาย และตึกในเมือง Shuruppak
ภาพ : Marie-Lan Nguyen
ที่มา : Wikimedia Commons
ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือเริ่มต้นตั้งแต่มนุษย์ค้นพบหนังสือเก่าแก่ ที่สุดในโลกที่เมืองซูเมอร์ ในดินแดนเมโสโปเตเมียหรืออิรักปัจจุบัน   นักโบราณคดีพบแผ่นดินเหนียวอายุ ๔,๑๐๐-๓,๓๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช  ในสภาพดีบ้าง แตกบ้าง ถูกเผาบ้าง  หนังสือโบราณย่อมเป็นหนังสือมือทำทุกเล่ม  ผู้คัดลอกหนังสือเป็นปราชญ์ในราชสำนักที่ต้องฝึกฝีมือนานปี   ภาษาสุเมเรียนใช้อักษรภาพที่ซับซ้อนประมาณ ๒,๐๐๐ ตัว เขียนจากมุมขวาบน  และมักเขียนจากบนลงล่าง
หัองสมุดยุคแรกกำเนิดขึ้นช่วง ๓,๓๐๐  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>เหตุการณ์เผาหนังสือไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนซ้ำรอยเดียวกัน สุดท้ายไม่ว่าห้องสมุดยิ่งใหญ่เพียงใดต้องถูกทำลายด้วยสงคราม</p></blockquote>
<p><a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&amp;op=viewarticle&amp;artid=1021" target="_blank">ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ</a></p>
<p><span id="more-469"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span><strong>ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือ</strong></span></p>
<div style="text-align: left; font-weight: bold;">
<p style="margin-bottom: 0cm; text-align: left;"><span style="font-size: small;">คนกับหนังสือ<br />
เฟย์<br />
www.faylicity.com</span></p>
</div>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: small;"><br />
</span><img style="width: 286px; height: 400px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook01.jpg" alt="" /></p>
<div style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;">A  Universal History of the Destruction of Books (ค.ศ.๒๐๐๘) Fernando Baez  เขียน Alfred MacAdam แปลจากภาษาสเปน ๓๕๖ หน้า ราคา ๕๑๔ บาท</span></p>
<p><img style="width: 400px; height: 387px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook02.jpg" alt="" /><br />
<span style="font-weight: bold;">แผ่นดินเหนียวสุเมเรียน ๒,๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาลประกาศขายทาสชาย และตึกในเมือง Shuruppak</span><br />
ภาพ : Marie-Lan Nguyen<br />
ที่มา : Wikimedia Commons</div>
<p style="text-align: left;">ประวัติศาสตร์การทำลายหนังสือเริ่มต้นตั้งแต่มนุษย์ค้นพบหนังสือเก่าแก่ ที่สุดในโลกที่เมืองซูเมอร์ ในดินแดนเมโสโปเตเมียหรืออิรักปัจจุบัน   นักโบราณคดีพบแผ่นดินเหนียวอายุ ๔,๑๐๐-๓,๓๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช  ในสภาพดีบ้าง แตกบ้าง ถูกเผาบ้าง  หนังสือโบราณย่อมเป็นหนังสือมือทำทุกเล่ม  ผู้คัดลอกหนังสือเป็นปราชญ์ในราชสำนักที่ต้องฝึกฝีมือนานปี   ภาษาสุเมเรียนใช้อักษรภาพที่ซับซ้อนประมาณ ๒,๐๐๐ ตัว เขียนจากมุมขวาบน  และมักเขียนจากบนลงล่าง</p>
<p>หัองสมุดยุคแรกกำเนิดขึ้นช่วง ๓,๓๐๐  ปีก่อนคริสตกาล โดยเก็บทะเบียนการค้าขาย รายการพืช สัตว์ และแร่  ต่อมาพบบทกวีและบทคาถาอาคมในห้องสมุด รวมทั้งพจนานุกรมภาษาสุเมเรียน-เอบลา   มีบันทึกประวัติศาสตร์แบ่งเป็นเล่ม ๑ และ ๒   เริ่มมีการเขียนชื่อผู้เขียนที่ด้านบนของแผ่นดินเหนียว   มีการจัดทำรายการหนังสือของห้องสมุดในช่วง ๒,๐๐๐-๑,๐๐๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช  โดยบันทึกชื่อเรื่องและบรรทัดแรก</p>
<p>ในปี ค.ศ. ๑๒๕๘  หลานของเจงกิสข่านบุกกรุงแบกแดดและทิ้งหนังสือทั้งหมดลงแม่น้ำไทกริส  ในปี  ๒๐๐๓ เมื่ออเมริกาโจมตีอิรัก ประชาชนบุกรุกพิพิธภัณฑ์  หอสมุดแห่งชาติและหอสมุดต่าง ๆ เพื่อขโมยหนังสือ  อิรักสูญหนังสือถึง ๑ ใน ๔  โดยเฉพาะหนังสือเก่าแก่มีค่าซึ่งถูกนำไปขายในตลาดมืด  อนิจจา  นี่หรือสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหนังสือ</p>
<p><span style="font-style: italic;">“เขาเผาหนังสือที่ไหน เขาจะลงเอยด้วยการเผาคน” </span></p>
<div style="text-align: left;"><span style="font-weight: bold;">ไฮน์ริช ไฮเนอ (Heinrich Heine)</span></div>
<p style="text-align: left;">ห้องสมุดโบราณมักสร้างโดยกษัตริย์ให้อยู่ในวัดหรือวัง  หนังสือถูกยกย่องให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจควรเคารพบูชา   ห้องสมุดแรกที่มีหนังสือทั้งหมดทำด้วยปาปิรัส  คือห้องสมุดของกษัตริย์รามเสสที่ ๒ ในอียิปต์ที่สร้างขึ้นราว ๑,๓๐๐  ปีก่อนคริสต์ศักราช เก็บม้วนหนังสือเกี่ยวกับยา   ห้องสมุดโบราณเหล่านี้ล้วนแต่ถูกทำลายจากสงครามและเพลิงไหม้</p>
<p>ชาวกรีกโบราณนิยมอ่านออกเสียง  มือขวาถือม้วนกระดาษปาปิรัสและมือซ้ายคลี่กระดาษ   มีหนังสือวางขายในตลาดตั้งแต่ศตวรรษที่ ๕ ก่อนคริสต์ศักราช   นักคัดลอกหนังสือกรีกมักเป็นทาสและเป็นแรงงานราคาถูกซึ่งมิได้คัดลอกหนังสือ ตรงตามต้นฉบับเสมอไป  ถ้าหนังสือใครถูกนำมาอ่านในที่สาธารณะ  ไม่ว่าจะโดยผู้เขียนหรือคนอื่นก็ตาม ถือว่าหนังสือนั้นตีพิมพ์แล้ว  หลังอ่านหนังสือจบจะเปิดโอกาสให้ผู้ฟังตั้งคำถาม</p>
<p>ห้องสมุดอะเล็กซานเดรียอันโด่งดังของโลกกำเนิดขึ้นเมื่อ ๓๐๖  ปีก่อนคริสต์ศักราช ตามคำแนะนำของ ดีมีทริอุส ฟัลรีอุส  ให้กษัตริย์ปโตเลมีแห่งอียิปต์สะสมและอ่านหนังสือเรื่องกษัตริย์  เพราะมิตรจะไม่กล่าวถึงสิ่งที่มีในหนังสือต่อหน้าพระองค์  อีกทั้งการรวบรวมหนังสือดีจะทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์รวมปัญญาชน   ห้องสมุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง  กษัตริย์ปโตเลมีทุ่มเงินมหาศาลเพื่อหาหนังสือ “ทุกเล่มในโลก” อย่างน้อย ๕  แสนม้วนเข้าห้องสมุด  มีวิธีเจ้าเล่ห์แสนกลในการแสวงหาหนังสือ เช่น  ยืมหนังสือจากเมืองอื่นแล้วไม่คืนต้นฉบับ คืนแต่ฉบับคัดลอก  หรือออกกฎให้ทุกคนที่เข้าห้องสมุดอะเล็กซานเดรียต้องสำแดงหนังสือเพื่อนำไป คัดลอก ซึ่งเจ้าของจะได้ฉบับคัดลอกคืน</p>
<p>กษัตริย์เพียงองค์เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจแต่งตั้งผู้อำนวยการห้องสมุดอะ เล็กซานเดรีย ซึ่งต้องเป็นพระ  ตำแหน่งนี้ใคร ๆ  ก็อยากเป็นเพราะได้อยู่สุขสบายในวัง ไม่ต้องเสียภาษี  ได้เงินเดือนมากพอจนไม่ต้องกลัวว่าจะรับสินบนใคร</p>
<div style="text-align: left;"><img style="width: 400px; height: 287px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook03.jpg" alt="" /><br />
<span style="font-weight: bold;">ปาปิรัสโบราณในอียิปต์</span><br />
ที่มา : http://relfactoid.files.wordpress.com/2008/07/papyrus.jpg</div>
<p style="text-align: left;">ห้องสมุดอะเล็กซานเดรียถูกโจมตีเรื่อยมา นับแต่ จูเลียส ซีซาร์  ทำลายฝูงเรืออียิปต์   จนป่านนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าใครเผาห้องสมุดจนวอดวาย จะเป็นชาวโรมัน  ชาวคริสต์ หรืออาหรับกันแน่  รู้แต่ว่าสุดท้ายแล้ว หนังสือของนักเขียนดัง ๆ  อย่างเพลโต เฮสิออด แซปโฟ ถูกใช้เป็นเชื้อไฟของโรงอาบน้ำสาธารณะนานถึง ๖  เดือน</p>
<p>ทุกวันนี้เราได้เห็นเพียงเศษเสี้ยวผลงานของอริสโตเติล  เพราะข้อเขียน จดหมาย และบทกวีไม่หลงเหลือแล้ว   อริสโตเติลเป็นนักสะสมหนังสือคนแรก ๆ  เป็นผู้สอนวิธีจัดห้องสมุดแก่กษัตริย์อียิปต์<br />
เขามีหนังสือในห้องสมุดไลเซียมซึ่งเปิดเป็นโรงเรียนในช่วง ๓๓๕  ปีก่อนคริสต์ศักราช   น่าเสียดายที่ผู้ดูแลรุ่นสุดท้ายประมูลหนังสือไปขายเพราะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย</p>
<p>ขณะที่ห้องสมุดอะเล็กซานเดรียรวบรวมหนังสือ  จิ๋นซีฮ่องเต้สั่งเผาหนังสือทุกเล่มยกเว้นด้านกสิกรรม การแพทย์  และการพยากรณ์ ตามคำแนะนำของเสนาบดีหลี่ซือ   หนังสือจีนยุคนั้นทำจากแถบไม้ไผ่ เขียนแนวตั้งเรียงจากขวาไปซ้าย  แล้วมัดติดกันด้วยเชือกให้ม้วนได้  หนังสือจีนในช่วง ๑๓๐  ปีก่อนคริสต์ศักราชทำจากไหม ต่อมาในปี ค.ศ. ๒๐๕  จึงมีผู้คิดวัสดุราคาถูกกว่าใช้แทนเป็นสิ่งคล้ายกระดาษที่ใช้กันทุกวันนี้</p>
<p>หนังสือในจีนเสียหายหนักอีกครั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  จากการโจมตีของญี่ปุ่น  ประเทศจีนออกกฎหมายในปี ค.ศ. ๑๙๐๙  ให้หัวเมืองใหญ่ทุกเมืองมีห้องสมุด จีนจึงมีห้องสมุดถึง ๔,๐๔๑ แห่งในปี  ๑๙๓๗  โดยห้องสมุด ๒,๕๐๐ แห่งถูกทำลายพร้อมหนังสือกว่า ๓ ล้านเล่ม   ต่อมาหนังสือในจีนถูกเผาอีกครั้งช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม</p>
<p>จูเลียส  ซีซาร์ วางแผนสร้างห้องสมุดสาธารณะแห่งแรกของโรมัน  แต่เขาถูกสังหารก่อนห้องสมุดเปิด  ถึงปี ค.ศ. ๓๕๐ กรุงโรมมีห้องสมุดสาธารณะ  ๒๘ แห่ง หลายแห่งอยู่ในบริเวณเดียวกับห้องอาบน้ำสาธารณะ</p>
<p>ห้องสมุดโบราณล้วนมีจุดจบไม่ต่างกันมากนัก คือถูกปล้นสะดมหรือถูกวางเพลิงโดยผู้รุกราน ถูกทำลายจากอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ และจากความ<br />
ไม่ใส่ใจ  ห้องสมุดโบราณมักไม่ค่อยเก็บหนังสือซ้ำกัน  ดังนั้นหนังสือที่คนไม่สนใจจะเสื่อมสภาพไปตามเวลาและไม่อาจหามาทดแทน   หลายครั้งที่บรรณารักษ์ทำลายงานเขียนด้วยความหวังดี  โดยแนะนำให้เลือกอ่านหนังสือของนักเขียนบางคน  เลือกอ่านเฉพาะงานบางเล่มของนักเขียนคนหนึ่ง ๆ  และที่ร้ายที่สุดคือการทำฉบับย่อของงานเขียนยาว ๆ   สุดท้ายเราจึงมีเหลือแต่ฉบับย่อ</p>
<div style="text-align: left;"><img style="width: 400px; height: 290px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook04.jpg" alt="" /><br />
<span style="font-weight: bold;">การเผาหนังสือที่กรุงเบอร์ลิน วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๓๓</span><br />
ภาพ : Courtesy U.S.Holocaust Memorial Musuem/NARA</p>
<p><img style="width: 288px; height: 400px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/burnbook05.jpg" alt="" /><br />
<span style="font-weight: bold;">โปสเตอร์ โจมตีการเผาหนังสือของนาซีพิมพ์วาทะจากประธานาธิบดีรูสเวลต์ว่า  &#8220;หนังสือฆ่าไม่ได้ด้วยไฟ คนตายแต่หนังสือไม่มีวันตาย&#8221; จัดทำโดย  สำนักงานข้อมูลสงคราม</span><br />
ภาพ : Courtesy U.S.Holocaust Memorial Musuem</div>
<p style="text-align: left;">ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นาซีเผาทำลายหนังสือจำนวนมหาศาล  มีการโทรศัพท์ขู่นักเขียนทุกวัน  และออกมาตรการให้ประชาชนหวาดกลัวจนเผาหนังสือในบ้านทิ้ง   มีบัญชีดำของนักเขียนและหนังสือต้องห้าม  นักศึกษาเยอรมันขนหนังสือของนักเขียนยิวจากสถานศึกษาและห้องสมุดต่าง ๆ  มาเผาประกอบการร้องเพลงปลุกใจ  ซิกมุนด์ ฟรอยด์  กล่าวว่าการเผาหนังสือเป็นความก้าวหน้าของประวัติศาสตร์มนุษย์   “เป็นยุคกลางเขาเผาผมไปแล้ว ตอนนี้เขาเผาแต่หนังสือของผม”</p>
<p>นาซียังเผาทำลายหนังสือของประเทศต่าง ๆ ที่เข้ายึดครอง  พบว่ามีการยิงหนังสือจำนวนมากในฮอลแลนด์  เผาหนังสือยิวหลายล้านเล่มในฮอลแลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส   มีการโยนหนังสือทิ้งลงแม่น้ำดานูบในออสเตรีย  โปแลนด์สูญหนังสือ ๑๕  ล้านเล่ม  เชโกสโลวาเกียสูญหนังสือ ๒ ล้านเล่ม   หนังสือจำนวนมากถูกส่งไปที่เยอรมนีจนบัดนี้ยังไม่คืน</p>
<p>แอนโทนี  คอมสต็อก (Anthony Comstock ค.ศ.๑๘๔๔-๑๙๑๕)  ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำลายหนังสือมากที่สุดในอเมริกา  เขาเชื่อตั้งแต่หนุ่ม ๆ  ว่าปีศาจควบคุมนักเขียนจำนวนมาก เขาต้องกำจัดความชั่วร้ายนี้   หนึ่งในผลงานเอกคือการออกกฎหมายห้ามการส่งข้อความผิดศีลธรรมใด ๆ  ทางไปรษณีย์ ทำให้พนักงานไปรษณีย์ยึด Lady Chatterley’s Lover ของ  ดี.เอช.ลอว์เรนซ์ และหนังสือรวมถึงนิตยสารกว่า ๑๒๐ ตันถูกเผา   คอมสต็อกภูมิใจมากที่ขับให้นักเขียนกว่าโหลต้องฆ่าตัวตาย</p>
<p>นักเขียนที่ถูกเผาหนังสือมากที่สุดคนหนึ่งคือ ซัลมาน รัชดี ที่ถูกสั่งฆ่าและตั้งค่าหัว ๒ ล้านเหรียญจากหนังสือเรื่อง <span style="font-style: italic;">The Satanic Verses</span> วี.เอส. ไนพอล  เห็นว่าคำสั่งนี้เป็นการวิจารณ์วรรณกรรมแบบสุดโต่งจากโคไมนี   แม้แต่หนังสือเยาวชนอย่าง แฮร์รี พอต-เตอร์ ยังหนีไม่พ้นการถูกเผา  (โดยผู้ที่ไม่ได้อ่าน)  เพราะคนเคร่งศาสนาเห็นว่าเนื้อเรื่องสนับสนุนพ่อมดและการเรียนเวทมนตร์   แต่ที่เข้มข้นที่สุดน่าจะเป็นอาร์เจนตินา  เพราะนอกจากเผาหนังสือแล้วยังมีรายการคนหายไม่เว้นแต่ละวัน ตั้งแต่นักเขียน  บรรณาธิการ ตลอดจนผู้ตรวจทานต้นฉบับ</p>
<p>นักเขียนไม่น้อยอยากเผาหนังสือของตัวเอง เช่น เวอร์จิลสั่งเสียก่อนตายให้เผา<span style="font-style: italic;"> Aeneid</span> คาฟกาขอให้ แมกซ์ บรอด เผาบันทึกงานเขียน  หรือนาโบคอฟสั่งให้ภรรยาเผาต้นฉบับที่เขียนไม่เสร็จ  เหล่านี้ล้วนแต่ไม่มีใครทำตามคำขอทั้งนั้น   บอร์เจสแนะว่าใครอยากเผาหนังสือให้ทำเองดีกว่าไปขอคนอื่น</p>
<p>นักเขียนบางคนต้องเสียหนังสือเพราะสัตว์ในบ้าน เช่น ซิเซโรบันทึกไว้เมื่อ  ๔๕ ปีก่อนคริสต์ศักราชว่า “หนูในบ้านผมเพิ่งกัด Republic ของเพลโต”  สุนัขของเซอร์ไอแซก นิวตัน  วิ่งชนเชิงเทียนทำให้งานเขียนบางส่วนของเขามอดไหม้   พวกเราหลายคนรู้ซึ้งดีว่าการถูกมอดปลวกกัดกินหนังสือนั้นร้ายกาจเช่นไร</p>
<p>หนังสือยังทำลายตัวเองได้ด้วย  กระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๕๐  ถึงสิ้นศตวรรษที่ ๒๐ มีส่วนผสมของกรด  ทำให้หนังสือเสื่อมสภาพไปเองตามกระบวนการเคมี  ในอเมริกามีหนังสือถึง ๘๐  ล้านเล่มที่รอวันเป็นผุยผง โดยมีอัตราการเสื่อมสภาพร้อยละ ๔.๖๖ ต่อปี   มูลค่าความเสียหายรายปีย่อมมากกว่างบประมาณที่ห้องสมุดทั่วอเมริกาได้รับ หลายเท่านัก</p>
<p><span style="font-style: italic;">A Universal History of the Destruction of Books</span> เล่าประวัติการทำลายหนังสือตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันได้ละเอียด  มีข้อมูลมากใช้อ้างอิงได้  หน้าปกมีคำชมจาก นอม ชอมสกี ว่าเป็น  “หนังสือดีที่สุดในหัวข้อนี้”  ผู้เขียน เฟร์นันโด บาเอซ (Fernando Báez)  เป็นผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติของเวเนซุเอลาที่รวบรวมข้อมูลและใช้เวลาเขียน หนังสือนี้นานถึง ๑๒ ปี   เมื่ออ่านไปไม่นานก็ให้รู้สึกว่าเหตุการณ์เผาหนังสือไม่ว่าที่ใดในโลกล้วน ซ้ำรอยเดียวกัน  สุดท้ายไม่ว่าห้องสมุดยิ่งใหญ่เพียงใดต้องถูกทำลายด้วยสงคราม</p>
<p>เราควรใช้เหตุผลใดอธิบายความโหดร้ายอันไม่ควรเกิดขึ้นเหล่านี้   ผู้เขียนกล่าวว่า “ผู้ทำลายหนังสือประกาศทัศนะหนึ่งที่พบได้ในทุกวัฒนธรรม  มนุษย์ทุกคนแบ่งโลกเป็น ‘พวกเรา’ และ ‘พวกเขา’ ”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เอนก นาวิกมูล- “ผมเปรียบตัวเองเป็นคนปะชุนประวัติศาสตร์”</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Aug 2010 10:56:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=466</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศไทยขาดแหล่งรวบรวมของ ทำให้ประวัติศาสตร์ขาดแหว่ง พูดง่ายๆ ว่าไม่มีของให้ดู มีแต่คำบอกเล่าหรือไม่ก็ตัวหนังสือซึ่งจินตนาการยาก  อ่านประวัติศาสตร์แล้วไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออกว่าวีรบุรุษคนนั้นหน้าตาอย่างไร  เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เป็นอย่างไร  ยกตัวอย่างเครื่องอัดกอปี้ หรือเครื่องทำสำเนาเอกสารสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังหาดูไม่ได้ อ่านหนังสือแล้วก็ไม่เข้าใจวิธีใช้
รัฐบาลต้องประกาศว่าใครจะทิ้งของลักษณะนั้นลักษณะนี้ ให้เอามาให้รัฐบาลเก็บ เพราะตามบ้านเรือน ตามตลาดเก่าๆ อาจมีของแปลกๆ หลงเหลืออยู่  ประเทศเรายังต้องการโกดังหรืออาคารเก็บรักษาของทุกๆ สมัย  พิพิธภัณฑ์บ้านเราส่วนมากเก็บแต่วัตถุโบราณ เศียรพระพุทธรูป มันซ้ำซากมานาน  ผมไม่ได้บอกว่าไม่ควรเก็บ แต่ควรเก็บตัวอย่างของทุกยุค ไม่จำกัดเฉพาะของยุคโบราณ
เรื่องที่ผมคุยกับภัณฑารักษ์และนักพิพิธภัณฑ์บ่อยๆ คือพิพิธภัณฑ์ที่รัฐทำค่อนข้างซ้ำซาก และทำแบบเหมือนกันไปหมดทุกแห่ง  ความจริงรัฐบาลไทยมีงบประมาณมหาศาล แต่จัดสรรและใช้ไม่เป็น ชอบเอางบไปจัดงานแบบระยะสั้น อาทิสงกรานต์ไม่กี่ปีก่อน ทำน้ำพุเต้นระบำ ๕-๑๐ วันที่ถนนราชดำเนิน ใช้เงินไปถึง ๔๐ ล้านบาท ในขณะที่งานระยะยาวอย่างพิพิธภัณฑ์ หอสมุด กลับไม่ยอมทำ
การทำพิพิธภัณฑ์และหอสมุดเป็นหน้าที่พื้นฐานของประเทศ  ถ้าเป็นคนมีเงินอาจเนรมิตได้รวดเร็ว แต่ถ้าเป็นคนไม่มีเงิน ถึงอยากทำก็ล้มลุกคลุกคลาน ลำบากมาก  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ประเทศไทยขาดแหล่งรวบรวมของ ทำให้ประวัติศาสตร์ขาดแหว่ง พูดง่ายๆ ว่าไม่มีของให้ดู มีแต่คำบอกเล่าหรือไม่ก็ตัวหนังสือซึ่งจินตนาการยาก  อ่านประวัติศาสตร์แล้วไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออกว่าวีรบุรุษคนนั้นหน้าตาอย่างไร  เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เป็นอย่างไร  ยกตัวอย่างเครื่องอัดกอปี้ หรือเครื่องทำสำเนาเอกสารสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังหาดูไม่ได้ อ่านหนังสือแล้วก็ไม่เข้าใจวิธีใช้</p>
<p>รัฐบาลต้องประกาศว่าใครจะทิ้งของลักษณะนั้นลักษณะนี้ ให้เอามาให้รัฐบาลเก็บ เพราะตามบ้านเรือน ตามตลาดเก่าๆ อาจมีของแปลกๆ หลงเหลืออยู่  ประเทศเรายังต้องการโกดังหรืออาคารเก็บรักษาของทุกๆ สมัย  พิพิธภัณฑ์บ้านเราส่วนมากเก็บแต่วัตถุโบราณ เศียรพระพุทธรูป มันซ้ำซากมานาน  ผมไม่ได้บอกว่าไม่ควรเก็บ แต่ควรเก็บตัวอย่างของทุกยุค ไม่จำกัดเฉพาะของยุคโบราณ</p>
<p>เรื่องที่ผมคุยกับภัณฑารักษ์และนักพิพิธภัณฑ์บ่อยๆ คือพิพิธภัณฑ์ที่รัฐทำค่อนข้างซ้ำซาก และทำแบบเหมือนกันไปหมดทุกแห่ง  ความจริงรัฐบาลไทยมีงบประมาณมหาศาล แต่จัดสรรและใช้ไม่เป็น ชอบเอางบไปจัดงานแบบระยะสั้น อาทิสงกรานต์ไม่กี่ปีก่อน ทำน้ำพุเต้นระบำ ๕-๑๐ วันที่ถนนราชดำเนิน ใช้เงินไปถึง ๔๐ ล้านบาท ในขณะที่งานระยะยาวอย่างพิพิธภัณฑ์ หอสมุด กลับไม่ยอมทำ</p>
<p>การทำพิพิธภัณฑ์และหอสมุดเป็นหน้าที่พื้นฐานของประเทศ  ถ้าเป็นคนมีเงินอาจเนรมิตได้รวดเร็ว แต่ถ้าเป็นคนไม่มีเงิน ถึงอยากทำก็ล้มลุกคลุกคลาน ลำบากมาก  จะพึ่งวัด วัดก็ไม่ได้มีหน้าที่ทำพิพิธภัณฑ์โดยตรง จะคาดหวังเอากับพระไม่ได้  ส่วนสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ที่เราเคยคาดหวังว่าจะทำหน้าที่จัดสรรเงินมาช่วยคนอยากทำพิพิธภัณฑ์ สุดท้ายก็ไม่มีโครงการ ประชาชนต้องดิ้นรนกันเอง  คนทำพิพิธภัณฑ์ดูไม่ต่างจากลูกกำพร้า คือไม่มีหน่วยงานไหนรับผิดชอบดูแล อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ตายไป  งานพิพิธภัณฑ์และหอสมุดเป็นงานให้ความรู้ ให้ความภาคภูมิใจและมั่นใจแก่ผู้คน ว่าบ้านเราก็มีของดีไม่แพ้ที่อื่น  เมื่อไม่มีแหล่งเก็บของมายืนยัน เด็กปัจจุบันก็เลยขาดอนุสาวรีย์  อยากเป็นฝรั่ง เป็นเกาหลี ญี่ปุ่นไปหมด  นี่แหละเพราะไม่มีต้นแบบอะไรให้ดู เราไม่สร้างฐานความรู้ให้พลเมือง</p>
<p>ส่วนเรื่องระบบการศึกษา เรามีปัญหาในระดับโครงสร้าง  เรื่องง่ายๆ อย่างพาเด็กไปทัศนศึกษานอกโรงเรียน ห่างจากโรงเรียนแค่ ๕-๑๐ วา ครูกลัวแล้วว่าเด็กจะตกท่อ ตกน้ำ โดนรถชน เพราะเมืองเราไม่สนใจการวางผัง ต่างจากญี่ปุ่นหรือฝรั่งที่เขาวางผังโดยใส่ใจคนเดินถนนด้วย การจราจรเขาเป็นระเบียบ มีฟุตบาทมีทางจักรยานอย่างต่อเนื่อง มอเตอร์ไซค์ไม่ขึ้นไปไล่คนบนทางเดิน</p>
<p>ไปที่วัด ไปที่สุสาน เขาก็ทำวัดทำสุสานสะอาดสะอ้านใช้เป็นที่พักผ่อนได้ เขาเข้มแข็งเรื่องพวกนี้จนส่งออกวัฒนธรรมได้  ขณะที่บ้านเรามอเตอร์ไซค์ขึ้นมาวิ่งบนฟุตบาท หนักกว่านั้นคือขี่ย้อนศรจนเป็นเรื่องปรกติ  ไปดูวัด วัดก็เน้นแต่สร้างวัตถุบูชา ได้เงินมากก็เอาไปสร้างป้ายใหญ่ๆ ทำซุ้มประตูหรือรูปเคารพใหญ่ๆ แต่ปล่อยให้บริเวณวัดสกปรก ขายกันแต่ความเชื่อ ไม่ยอมทำวัดให้สะอาด สงบ จ้องแต่จะรื้อของเก่า</p>
<p>แบบนี้จะว่าครูก็ไม่ได้ ต้องไล่ไปจนถึงคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม  ทุกวันนี้เก่งแต่ไปเปิดงาน แล้วแบบนี้ครูจะกล้าให้เด็กไปเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์ที่ไหน ในที่สุดเด็กก็อยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พอไม่แสวงหาความรู้ ความรู้ก็อยู่กับที่  ผมจึงมีคำถามว่า ครม. คิดทำโครงการระยะยาวได้แล้วหรือยัง เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีต้องลงมาเป็นแม่งาน  รมว. กระทรวงวัฒนธรรมต้องทำมากกว่าไปแถลงข่าวเรื่องพระกรุนาดูนถูกขโมย รัฐมนตรีต้องคิดโครงการประเภททำหอสมุดแห่งชาติใหม่ให้เพียบพร้อม เก็บของได้มากขึ้น บริการได้ดีขึ้น</p>
<p>ในอนาคต พิพิธภัณฑ์ต้องเกิดขึ้นอีกมากเพื่อรองรับสิ่งของยุคหลังๆ ที่เกิดตามมาเรื่อยๆ  ยกตัวอย่างเหตุการณ์วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ รัฐบาลเก็บภาพและของจากเหตุการณ์จลาจลเผาบ้านเผาเมืองแล้วหรือยัง ต้องมีคลังเก็บกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาของกันอีก  มือตบ ตีนตบ ยางรถยนต์ ไม้หลาว กระสุน M-79 โปสเตอร์ สติกเกอร์ หมวก ผ้าคาดหัว ฯลฯ เหล่านี้ต้องเก็บเป็นตัวอย่างทั้งสิ้น</p></blockquote>
<p><a href="http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&amp;op=viewarticle&amp;artid=1024" target="_blank"><span><strong>สัมภาษณ์ &#8211; เอนก นาวิกมูล- “ผมเปรียบตัวเองเป็นคนปะชุนประวัติศาสตร์”</strong></span></a></p>
<p><span id="more-466"></span></p>
<p><span><strong>สัมภาษณ์ &#8211; เอนก นาวิกมูล- “ผมเปรียบตัวเองเป็นคนปะชุนประวัติศาสตร์”</strong></span></p>
<div style="text-align: left; font-weight: bold;">สุเจน กรรพฤทธิ์ : สัมภาษณ์<br />
สกล เกษมพันธุ์ : ถ่ายภาพ</div>
<p><span style="font-size: small;"><br />
</span><img style="width: 400px; height: 293px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/anek01.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="font-style: italic;">“ใน บ้านเมืองของเราขาดคนค้นคว้าเรื่องจริงที่ให้ข้อเท็จจริง  มีการตรวจสอบแก้ไขข้อมูลต่างๆ ให้ถูกต้อง แล้วข้อมูลบ้านเราก็มีน้อย  ที่น้อยนั้นบางครั้งก็ลอกกันมาซ้ำๆ ซากๆ มันก็ไม่เจริญ  ก็น่าจะทำให้มันมากขึ้น มหาศาลขึ้น  บางครั้งมีการลอกแล้วก็ลอกผิด  หรือว่าเขียนแล้วผิดหรือถูกก็ช่างมัน&#8230;ทีนี้เราจะปล่อยให้ข้อมูลผิดพลาด ตลอดไปได้ยังไง มันก็ต้องมีการเขียนชี้แจงออกมาเรื่อยๆ  ก็เป็นหลักการว่านำเสนอข้อมูลใหม่  ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่าเพื่อให้คนอ่านได้รับความรู้ที่ถูกต้องที่สุด  ได้ข้อมูลที่ดีที่สุด มีผู้เขียนที่ตั้งใจทำงานที่สุด”</span></p>
<div style="text-align: right;">เอนก นาวิกมูล ใน สารคดี ฉบับที่ ๖๒  เมษายน ๒๕๓๓</div>
<p>ต้นปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ นักเขียนหนุ่มฉกรรจ์ที่ <span style="font-style: italic;">สารคดี</span> สนทนาด้วยอยู่ในวัย “๓๗”  วันนี้ ผ่านไป ๒๐ ปี ตัวเลขอายุของเขาขยับเป็น “๕๖” แต่เค้าหน้ายังคงอ่อนเยาว์อยู่เช่นเดิม</p>
<p>และสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี คือ เอนก นาวิกมูล  ยังคงยืนหยัดอยู่จุดเดิม&#8211;จุดยืนในฐานะ “นักเขียนสารคดี” “นักค้นคว้า”  “นักเก็บของเก่า” “คนทำพิพิธภัณฑ์”  ทั้งหมดนี้เขาทำด้วยเชื่อมั่นว่า  “ศรัทธาคือพลัง” เพราะ “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” โดยยึดหลักการทำงานคือ  “นำเสนอข้อมูลใหม่ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่า”</p>
<p>เอนกอุทิศตัวให้แก่การทำงานที่ว่ามานี้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  อันที่จริง ว่าไปแล้วตั้งแต่สมัยยังนุ่งขาสั้น  ในวัยที่เด็กหลายคนในยุคนี้นั่งจมอยู่กับเกมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์</p>
<p>เอนกเกิดที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา  มีพี่น้อง ๖ คน เขาเป็นคนสุดท้อง   สนใจสะสมของเก่า จดบันทึก อ่านหนังสือ เขียนนิทาน วาดการ์ตูน  เขียนเรื่องส่งไปตีพิมพ์ตามนิตยสารตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถม   พอมัธยมก็เริ่มจับกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพบ้านเกิด  เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำหนังสือกับเพื่อนในชั้นเรียน</p>
<p>เมื่อเรียนมหาวิทยาลัย เขาได้ฉายาว่า “มนุษย์โบราณ”  จากการสนใจสัมภาษณ์เพื่อนๆ เกี่ยวกับบ้านเกิดของแต่ละคน   ถึงวันหยุดเขามักสะพายย่ามออกสำรวจวัดเก่า  ไปตามหาพ่อเพลงแม่เพลง  ถ่ายภาพพร้อมบันทึกเสียง  หลายครั้งยังเป็นธุระช่วยเหลือพ่อเพลงแม่เพลงที่เจ็บป่วยขาดแคลนอย่างแข็ง ขัน</p>
<p>ปัจจุบันเอนกมีผลงานพ็อกเกตบุ๊ก ๑๔๘ เล่ม  (ยังไม่นับที่อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์)  เกือบทั้งหมดเป็นสารคดีแนวชำระสืบค้นเรื่องเก่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์จนถึง ยุคปัจจุบัน  เป็นผู้ก่อตั้ง “บ้านพิพิธภัณฑ์” (House of   Museums)&#8211;สถานที่เก็บและแสดงสิ่งของเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวเมืองชาวตลาดยุค ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงปัจจุบัน  ซึ่งหน่วยงานรัฐหรือเอกชนไม่สนใจเก็บรักษา  โดยได้รับการสนับสนุนเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาที่เชื่อมั่นในสิ่งที่เขา ทำ</p>
<p>ทุกวันนี้ เอนกยังคงใช้เวลาออกสำรวจวัดเก่า-ตลาดเก่าอยู่เสมอ   หลายครั้งไปบรรยาย  ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้สนใจตามสถานศึกษาและหน่วยงานราชการหลายแห่ง</p>
<p>หากย้อนดูเส้นทางของนักเขียนสารคดีที่ทำงานหนักที่สุดคนหนึ่งของวงการคนนี้  ผลงานของเขาเคยได้รับรางวัลมาแล้ว ๓ ครั้ง อันได้แก่  รางวัลหนังสือสารคดีดีเด่น งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๒๒ จาก <span style="font-style: italic;">เพลงนอกศตวรรษ</span> (สำนักพิมพ์การเวก, ๒๕๒๑) และ ปี ๒๕๓๔ จาก <span style="font-style: italic;">สิ่งพิมพ์คลาสสิค</span> (สำนักพิมพ์สารคดี, ๒๕๓๓)  ล่าสุดคือ <span style="font-style: italic;">เครื่องกลไกคลาสสิค</span> (สำนักพิมพ์แสงดาว, ๒๕๕๒) ได้รับรางวัลหนังสือสารคดีรางวัลชมเชย งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๕๓</p>
<p>ต้นปี ๒๕๕๓ เมื่อนิตยสาร <span style="font-style: italic;">สารคดี</span> มีอายุครบ ๒๕ ปี คณะกรรมการตัดสินรางวัล “สารคดี” เกียรติยศ ครั้งที่ ๑  จึงมีมติเอกฉันท์มอบรางวัลที่ตัดสินจากการทำงานสารคดีอย่างต่อเนื่องมาตลอด ชีวิตให้แก่ เอนก นาวิกมูล</p>
<p>วาระนี้ เรากลับไปเยี่ยม เอนก นาวิกมูล  ที่บ้านพิพิธภัณฑ์อีกครั้ง เพื่อสนทนาถึงชีวิตการงานที่ผ่านมา ความฝัน  ความหวังของเขาในฐานะ “คนเก็บอดีต” และ “นักเขียนสารคดี”  ที่ยังคงทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ  แม้ในยามวิกฤตการเมืองไทยเดือนพฤษภาคม  ๒๕๕๓ เขาก็ยังยืนยันกับเราว่า</p>
<p>“การเก็บและบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้สำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปถึงคนรุ่นหลัง”</p>
<p>สมดังคำกล่าว “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขาไปแล้ว</p>
<div style="text-align: center;"><img style="width: 400px; height: 267px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/anek02.jpg" alt="" /></div>
<p><span style="font-weight: bold;">เหตุผล ใดทำให้พี่เอนกยังคงพยายามเก็บของเก่า ค้นคว้าเรื่องเก่า ๆ  ของเมืองไทยภายใต้หลักการ “นำเสนอข้อมูลใหม่ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่า” โดยมี  “ศรัทธาเป็นพลัง” </span><br />
<span style="font-weight: bold;">ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา</span><br />
เพราะสังคมไทยมีลักษณะเชื่ออะไรก็เชื่อตามกันมา  และไม่จดบันทึกแบบต่อเนื่อง เห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่ขาดหายเป็นช่วงๆ  หลายจุด ถามถึงเรื่องนั้น ค้นหาเรื่องนี้ก็ไม่มีคำตอบ  ช่องโหว่ที่ยังไม่ได้สืบค้นมีจำนวนมาก  งานเหล่านี้ต้องการคนที่พยายามหาคำตอบ  ตัวอย่างคือ  สมัยที่ผมสนใจเพลงพื้นบ้าน ปรากฏว่าพอจะหาตัวอย่างเพลงพื้นบ้านฟัง  พ่อเพลงแม่เพลงก็แก่เฒ่าอายุมากกันหมดแล้ว แผ่นเสียงเก่าๆ ก็มีน้อย  ไม่มีใครบันทึกเพลงไว้ให้เป็นเรื่องเป็นราว  ต่อมามีการบันทึกเทปเพื่อนำไปออกรายการวิทยุ  พอออกอากาศเสร็จแล้วเขาก็ลบทิ้งเพื่อนำเทปมาใช้ใหม่  ก็เลยไม่เหลืออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน</p>
<p>หรือเรื่องของวัดวาอาราม  จิตรกรรมฝาผนังเก่าๆ ถูกลบทิ้งหน้าตาเฉย  พอซ่อมแซมก็ไม่รักษาเส้นสายเดิมเอาไว้ ในภาพเดิมเขียนคน ๑๐ คน  ของใหม่วาดเหลือ ๕ คน  ตาลโตนดเดิมมี ๗ ต้น วาดใหม่เหลือ ๓-๔ ต้น   ภาพคนพายเรือ วาดคนพายเรือผิดท่า  การพายเรือที่ถูก ต้องคว่ำมือทั้งสองมือ  ช่างรุ่นใหม่วาดแบบหงายมือและคว่ำมือผสมกัน  พายแบบนี้ก็วนอยู่ในอ่างเท่านั้นเอง   กระทั่งรูปปั้นที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา หรือรูปปั้นที่หอประชุมกองทัพเรือ  ก็ยังปั้นท่าจับพายผิดหมด ไปดูเถิด คว่ำมือ-หงายมือทั้งนั้น   ลายสกรีนรูปเรือสุพรรณหงส์บนเครื่องบินของการบินไทยเมื่อ ๑๐  ปีก่อนยิ่งแล้วใหญ่ ฝีพายจับพายผิดทุกคน  น่าอายมากเพราะประจานตัวเองไปทั่วโลก ไม่มีใครสังเกต  ในละครโทรทัศน์  ดารามักจับพายผิด และไม่มีใครสนใจบอก  หนังสือที่เขียนเรื่องเรือ  ก็ลืมบอกวิธีจับพายพายเรือ  พอไปทำอนุสาวรีย์ ไปเขียนลวดลายบนเครื่องบิน  ก็เลยกลายเป็นผิดระดับชาติ</p>
<p>ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง  เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงได้  ข่าวเก่า เรื่องเก่าๆ เหตุการณ์เดียวกัน  สองคนเขียนต่างกัน เราต้องนำมาตรวจสอบ  เรื่องแบบนี้บ้านเราไม่มีคนชำระ  ผมออกมาชำระเพราะรู้สึกสงสัย  พอได้คำตอบก็บันทึกหรือเขียนเผยแพร่ออกไป  คอยเพิ่มเติมเรื่องราวที่ยังบกพร่องอยู่  เรื่องไหนที่ขาดอยู่เราก็ปะชุนเข้าไปเหมือนช่างปะชุนเสื้อผ้า  หลักการ  “นำเสนอข้อมูลใหม่ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่า” มาจากปัญหาที่เล่ามานี้</p>
<p>งานเขียนสารคดีสมัยก่อนมักเขียนแบบเล่าเรื่อง  ไม่ค่อยให้รายละเอียดว่าได้ข้อมูลมาจากไหน รู้มาจากใคร   บางเรื่องเช่นเรื่องรัชกาลที่ ๕ คนเขียน ๒ คน ๓ คนให้ข้อมูลซ้ำๆ กัน  ไม่มีอะไรแปลก  ก็เหมือนเอาน้ำในขวดมาขยอก น้ำยังมีปริมาณเท่าเดิม  ถ้าเราหาข้อมูลใหม่ๆ เติมเข้าไปบ้าง ความรู้ก็จะงอกงามขึ้น  เหมือนเติมน้ำเข้าไปเรื่อยๆ  ส่วนที่บอกว่า “ศรัทธาเป็นพลัง”  นั้นหมายความว่าต้องทำงานด้วยความศรัทธา ต้องรักและตั้งใจทำ  จึงจะทำออกมาได้ดี</p>
<p><span style="font-weight: bold;">อยากให้เล่าถึงชีวิตวัยเด็ก ความสนใจด้านนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่าครับ</span><br />
ผมชอบเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เล็กๆ  แรงบันดาลใจมาจากที่บ้าน  บ้านเกิดผมอยู่ในตลาดอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา  ที่บ้านเป็นร้านขายเครื่องเขียนและแบบเรียน ชื่อร้าน “บุญส่งพานิช”   ขายอุปกรณ์การเรียน หนังสือปกอ่อน ปกแข็ง หนังสือเพลงเล่มละบาทสองบาท  หนังสือการ์ตูน ฯลฯ</p>
<p>บ้านทางภาคใต้มีลักษณะยาว  ที่ยาวมากเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว บ้านที่ผมอยู่เป็นบ้านยุค ๒๔๙๐ กว้าง ๒ คูหา  ด้านหน้าเป็นที่ขายของ มีตู้หลายใบ ในตู้ใส่ของเต็มไปหมด มีหนังสือ  ถ่านไฟฉาย ดินสอ สมุด  ช่วงกลางของบ้านเป็นที่นั่งพัก มีโต๊ะกินข้าว  มีที่ทำครัว  ช่วงท้ายเป็นบริเวณปลูกต้นไม้ มีกระถางปูนซีเมนต์สวยๆ  มีต้นมะลิ มีต้นเยอบีร่าซึ่งสมัยก่อนนิยมปลูกกันมาก มีต้นพุทรา ต้นมะม่วง   มีสระน้ำเล็กๆ ไว้ขังน้ำรดต้นไม้  ส่วนชั้นบนของบ้านเป็นที่นอน</p>
<p>เรื่องสะสมและค้นคว้าเรื่องเก่ามันซึมเข้ามาในตัวเพราะในบ้านมีของมาก  เราชอบเปิดตู้ดู โดยเฉพาะของที่พ่อใส่ไว้ในตู้วางพระ   พอเปิดตู้ก็จะพบปฏิทินยุค ๒๔๙๐ ยุค ๒๕๐๐ นิตยสารเก่า ส.ค.ส. เก่า  ซึ่งออกแบบประณีต สวยทั้งตัวอักษรและลายเส้นประกอบ   ขนาดฉลากอาหารกระป๋องและกระดาษเขียนจดหมาย เขาก็ยังเขียนสวยๆ  บางทีเขาใช้วิธีซื้อภาพพิมพ์ของฝรั่งมาติดบนปฏิทิน   นอกจากปฏิทินแล้วในตู้ก็ยังมีของจุกจิกอื่นๆ อีก ประเภทกล้องส่องทางไกล  เลนส์สำหรับเครื่องฉายสไลด์ และรูปยาซิกาแร็ต  (ภาพพิมพ์บนกระดาษแข็งแถมมากับซองหรือกระป๋องบุหรี่ฝรั่ง)  รูปยาซิกาแร็ต  พ่อผมมีหลายใบ</p>
<p>พ่อเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ช่วงนั้นบุหรี่ออกมาเยอะ  แกชอบอาสาซื้อบุหรี่ให้ผู้ใหญ่สูบ แล้วขอรูปมาเก็บสะสม   จนเป็นหนุ่มพ่อย้ายไปอยู่พัทลุงกับพี่สาว  ปรากฏว่าวันหนึ่งหลานรื้อออกมาเล่นโดยไม่ขออนุญาต แกโมโหมาก  เลยเผารูปยาซิกาแร็ตหมด เหลือบางส่วนมาให้ผมได้ดูแค่ไม่กี่ปึก  ภาพ<br />
พวกนี้ดูแล้วสบายตาสบายใจ ตื่นตาตื่นใจ   นอกจากนี้พ่อผมยังเป็นนักประดิษฐ์สมัครเล่นด้วย  แกสร้างเครื่องพิมพ์จากคำบอกเล่าของญาติที่ไปเที่ยวกรุงเทพฯ มา   เขาบอกว่าแท่นพิมพ์หน้าตาอย่างไร แล้วแกก็มาจินตนาการต่อ  ทำแท่นพิมพ์แบบใช้เท้าเหยียบ ผมยังเคยใช้เครื่องพิมพ์ง่ายๆ  เครื่องนี้พิมพ์ซองกระดาษเล่นบ่อยๆ</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ทราบว่าพี่เอนกเป็นคนเรียนเก่ง แสดงว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก</span><br />
สมัยเพิ่งเข้าโรงเรียนผมชอบอ่านแบบเรียนเก่า อาทิ ดรุณศึกษา ของ ฟ.  ฮีแลร์  แบบเรียนชุด “เรณู-ปัญญา” ซึ่งเล่มหลังผมยังทันใช้ตอน ป.๑   ตำราชุดนี้พิมพ์ราวปี ๒๔๙๗-๒๔๙๘  ที่โดดเด่นมากคือมีภาพประกอบฝีมือครูเหม  เวชกร</p>
<p>แบบเรียนชุด “เรณู-ปัญญา” ตอน “เที่ยวรถไฟ”  ครูเหมวาดบรรยากาศทุ่งนาชนบทให้เห็นชัดเจน  ผลไม้และของกินที่ขายตามสถานีรถไฟก็น่ากินจริงๆ  อ่านแล้วทำให้เห็นว่าเมืองไทยสวยงาม  แบบเรียนนี้ต่อมารัฐบาลก็เลิกใช้</p>
<p>ที่ผมได้อ่านแบบเรียนหลายรุ่นเพราะมีพี่ ๖ คน  แต่ละคนมีลังกระดาษเก็บแบบเรียนเอาไว้ ผมชอบไปรื้อมาอ่าน  เอามาทำห้องสมุดส่วนตัว  ผมยังอ่านหนังสืออื่นด้วย  ช่วงปิดเทอมพี่สาวที่ไปเรียนในตัวจังหวัดหรือกรุงเทพฯ  ก็มักซื้อหนังสือมาฝาก เช่น <span style="font-style: italic;">วิธีวาดการ์ตูนโดยตุ๊ยตุ่ย</span> เล่มละ ๑๐ บาท  นิทานแปลสั้นๆ ของสำนักพิมพ์รวมสาส์น, ประมวล-สาส์น  อ่านนิทานแปลของ อ. สนิทวงศ์  <span style="font-style: italic;">ไผ่แดง</span> ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  <span style="font-style: italic;">ละครแห่งชีวิต</span> ของ ม.จ. อากาศ-ดำเกิง รพีพัฒน์</p>
<p>ฉากใน <span style="font-style: italic;">ละครแห่งชีวิต</span> ที่ผมชอบมากคือตอนที่กล่าวถึง วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา  มีเพื่อนชื่อกิมเฮียง  บางครั้งเขาไปนั่งเล่นบ้านกิมเฮียงซึ่งอยู่ริมน้ำ  ลมพัดเย็น มีเรือเอี้ยมจุ๊นแล่นผ่าน  เราก็มาเทียบกับเรือและบรรยากาศในคลองระโนด</p>
<p>บนชั้นสองของบ้านผมมีโต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่ง ตอน ป.๓-ป.๔  ผมชอบนั่งเขียนหนังสือที่โต๊ะนั้น  โต๊ะอยู่ริมหน้าต่างชั้น ๒  มองผ่านลูกกรงออกไปเห็นบ้านข้างๆ ปลูกต้นมะขามร่มรื่น   จะเห็นว่ารูปภาพและเรื่องราววัยเด็กกินใจ และฝังลึกเข้าไปในใจเรา   พออ่านมากก็อยากเขียนหนังสือบ้าง ผมตั้งใจมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเขียนหนังสือ  เลยแต่งนิทานแต่งอะไรมาตั้งแต่ตอนนั้น  ส่วนเรื่องการเรียน  เราถูกกวดขันให้ขยันมาตลอด ผมสอบได้ที่ ๑ บ่อย แต่ก็รู้สึกกดดันและเบื่อ</p>
<p><span style="font-weight: bold;">เป็นคนทำหนังสือ/เขียนหนังสือมาตั้งแต่สมัยยังนุ่งขาสั้น</span><br />
สมัยเรียน ป. ๖-ป. ๗ (เทียบเท่าชั้นมัธยม ๑ ปัจจุบัน)  ผมเรียนที่โรงเรียนระโนดวิทยามูลนิธิ   เรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนชื่อเรื่อง “เสื้อตัวนั้น” ส่งไปลง <span style="font-style: italic;">ชัยพฤกษ์</span> นิตยสารสำหรับเด็กที่ดังและดีมากในสมัยนั้น  เรื่องได้ตีพิมพ์ทันที  เล่าย่อๆ คือเด็กชายพัลลภได้เสื้อใหม่มาแล้วไม่ยอมถอด ใส่จนสกปรก  ยายพยายามให้ถอด พัลลภก็ไม่ยอม สุดท้ายแมวตกโคลนมาคลอเคลีย  ทำให้เสื้อเปื้อน ก็เลยยอมถอดซัก ผมได้ค่าเรื่อง ๓๐ บาท  เราเป็นเด็กต่างจังหวัดก็ดีใจมาก ต่อมาผมก็ส่งกลอน ขำขัน และการ์ตูนไปลงอีก  ทำให้มีผลงานตีพิมพ์อยู่เรื่อยๆ</p>
<p><span style="font-style: italic;">ชัยพฤกษ์</span> เป็นนิตยสารที่ดี ข้อเขียนหลายชิ้นอ่านสนุก  มีภาพของครูเหมวาดประกอบเรื่องประวัติศาสตร์และวรรณคดี  ในหน้ากลางกับปกหลัง  มีคอลัมน์ “ภาษาภิรมย์” ที่อาจารย์เปลื้อง ณ นคร  บรรณาธิการ ตอบจดหมายเด็กๆ ด้วยตัวเอง   ที่ฮิตมากคือเขียนไปถามความหมายของชื่อกับนามสกุล หรือให้ทายลายมือ  มันเริ่มจากคนหนึ่งถามแล้วคนต่อมาก็เลียนแบบ  ตอน ป. ๖  ผมเขียนจดหมายไปแล้วได้ลงพิมพ์เป็นครั้งแรก ดีใจมาก   สมัยนั้นเด็กอ่านหนังสือมากกว่าสมัยนี้ อาจเพราะสื่ออื่นยังมีน้อย  แล้วนิตยสารเล่มนี้จำหน่ายไปทั่วประเทศ  และอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนหลายแห่ง</p>
<p>พอขึ้น ม.ศ. ๑  (เทียบเท่าชั้นมัธยม ๒ ปัจจุบัน)  ผมก็ต้องลงเรือเดินทางเข้าไปเรียนในตัวเมืองสงขลา  ไปอยู่ร้านโชติภัณฑ์ซึ่งเป็นของลุงพิชิต ศิริโชติ เพื่อนค้าขายของพ่อ   บ้านลุงพิชิตเป็นร้านขายเครื่องเหล็ก แต่ก่อนเคยเป็นร้านขายหนังสือ  มีหนังสือกลอนจากโรงพิมพ์วัดเกาะ ที่พิมพ์หนังสือปกสวยๆ หลายเล่ม  จริงๆ  แล้วโรงพิมพ์นี้ไม่ใช่ของวัด โรงพิมพ์ตั้งอยู่ในย่านสำเพ็ง  ชื่อจริงคือโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ  แต่คนเรียกติดปากว่าโรงพิมพ์วัดเกาะเพราะอยู่ใกล้วัดเกาะ   สมัยก่อนโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือแนว “เล่มสลึงพึงรู้ท่านผู้ซื้อ” ราคาถูก  ขายทั่วประเทศมีไม่กี่แห่ง</p>
<p>ตอนเรียน ม.ศ. ๑ ผมเขียนเรื่องสั้นเรื่อง “ปีแห่งกรรม” ส่งไปประกวดเรื่องสั้นทั่วประเทศใน <span style="font-style: italic;">ชัยพฤกษ์ </span> เป็นเรื่องคนแก่ที่ทำนาไม่ได้ผลเพราะฝนแล้ง  เกิดทะเลาะแย่งน้ำกับเพื่อนบ้านถึงตาย  อิทธิพลการเขียนได้จาก มนัส  จรรยงค์  ฉากในเรื่องผมก็ได้จากที่ระโนด</p>
<p>ตอนนั้นพี่เขยคนโตของผมเป็นปลัดอำเภอ มีพิมพ์ดีด แกสนับสนุนผมโดยเอาเรื่องที่เคยได้ลงใน <span style="font-style: italic;">ชัยพฤกษ์</span> มารวมเล่มเป็นโรเนียว ให้เอาไปแจกเพื่อนในโรงเรียนมหาวชิราวุธ   ต่อมาก็บอกให้ชวนเพื่อนๆ ในห้องทำวารสารเล่น จึงเกิดวารสาร ๑ จ. ขึ้น  ทำจากกระดาษฟุลสแก๊ป ผมเขียนกลอนเปิดเล่ม เพื่อนๆ ก็ช่วยกันเขียนเรื่องมาลง  เสร็จแล้วเราก็เวียนกันอ่านในห้อง  จำได้ว่าคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ  ที่เรียนห้องเดียวกันก็มาช่วยเขียนด้วย  ทำวารสาร ๑ จ. ออกมา ๒  เล่มก็เลิกราไป  พอ ม.ศ. ๓ ก็ทำ <span style="font-style: italic;">เอนกสาร</span> ออกมา ๗-๘ เล่ม ผมทำคนเดียว อยากเขียนอยากวาดอะไรก็ทำ  มีเพื่อนเขียนส่งมาบ้างเราก็ลงให้  ในเล่มมีเรื่องสั้น เรื่องขำขัน  ความรู้ทั่วไป เรื่องซุบซิบในห้อง  เราสนุกกับการเขียน  เพื่อนสนุกกับการอ่าน ก็ว่ากันไป  มาหยุดตอนสอบได้คะแนนร้อยละ ๕๐ เกือบตก  ตกใจมาก ต้องเขียนจดหมายไปขอโทษพ่อแม่ เพราะเคยเรียนได้คะแนนร้อยละ ๘๐-๙๐  มาตลอด</p>
<p><span style="font-weight: bold;">นอกจากเขียนหนังสือ เก็บสะสม พี่เอนกเริ่มต้นถ่ายรูปบันทึกสิ่งรอบตัวตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม</span><br />
ผมเริ่มถ่ายรูปตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ สมัยเรียน ม.ศ. ๑ ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ   เรียนได้สักพักอาจารย์ที่ดูแลห้องโสต-ทัศนศึกษาบอกว่าใครมีกล้องและอยากรู้ วิธีถ่ายภาพให้เอากล้องไป จะสอนให้  บังเอิญที่บ้านผมมีกล้องแบบ BOX ยี่ห้อ  Kodak สีดำ ผมเลยขอพ่อไปให้ครูดู  ครูก็สอนว่าฟิล์มขนาด ๑๒๐  มิลลิเมตรใส่แบบนี้ๆ หมุนแบบนี้ แล้วถ่ายได้เลย   ผมถามตัวเองว่าเราจะถ่ายอะไร  ก็มองสิ่งรอบตัว  จนวันหนึ่งมีขบวนแห่วันเข้าพรรษาผ่านมาทางหน้าร้าน ผมก็ขึ้นไปถ่ายจากชั้น ๓  กับลงไปถ่ายข้างล่าง แล้วเอารูปไปอัด เขียนวันที่บันทึกไว้   สมัยนั้นค่าล้างรูปรูปละ ๒-๓ บาท ไม่ยากอะไร   ต่อจากนั้นก็คิดว่าต้องถ่ายรูปเมืองระโนดเก็บไว้ด้วย ก็เลยเดินถ่ายรูป  ขี่จักรยานสำรวจรอบบ้านในรัศมีไม่เกิน ๑๐ กิโลเมตร  ตอนนั้นรู้สึกอายๆ  เหมือนกัน เพราะคนชอบมอง  บางทีเราก็กลัวว่าไปถ่ายไกลๆ  จะมีใครมาแย่งกล้องเราไปหรือเปล่า ก็ต้องระวัง</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ความสนใจของพี่เอนกชัดเจนมากว่าเป็นเรื่องประวัติศาสตร์สังคม แล้วทำไมจึงเลือกสอบเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</span><br />
พอจบมัธยมก็ไม่ได้คิดหรอกว่าอยากทำอาชีพอะไร รู้แต่ว่าอยากเขียนหนังสือ  ครั้นจะไปเรียนโบราณคดีก็ไม่รู้ว่าจบแล้วไปทำอะไร  สมัยนั้นผมอาจคิดไม่เยอะ  แล้วเขามีค่านิยมว่ารับราชการมั่นคงดี  ถ้าจบรัฐศาสตร์อาจไปเป็นปลัดหรือทำงานในอำเภอได้  อีกอย่างพี่เขยผม-อนันต์  พงษ์อักษร เป็นปลัดอำเภอ บอกว่าถ้าสนใจเขียนเรื่องสั้น  หากออกต่างจังหวัดก็น่าจะได้ประสบการณ์ เพราะสมัยผมเป็นเด็ก  มีนักเขียนที่เป็นนายตำรวจชื่อ มนัส สัตยารักษ์ ไปอยู่ระโนด  มนัสเขียนเรื่องสั้นลงหนังสือพิมพ์ <span style="font-style: italic;">ชาวกรุง</span> และอื่นๆ  บางทีเขียนเกี่ยวกับเมืองระโนดด้วย   สมัยโน้นมนัสโดดเด่นมากเพราะเป็นคนกรุงเทพฯ  รูปหล่อแล้วมาเป็นนายตำรวจในอำเภอเล็กๆ  ผมเคยเห็นเขาขี่ม้าเรียกแถวตำรวจ  เท่ดี  ทำให้คิดว่าการออกภาคสนามเวลารับราชการ  ทำให้เรามีข้อมูลเขียนเรื่องด้วย เลยเลือกสอบเข้าคณะรัฐศาสตร์   ซึ่งก็เรียนได้แต่ไม่ถึงกับใช่ เห็นได้จากปี ๔ ผมตกวิชาหนึ่ง  เกี่ยวกับการบริหาร เรารู้สึกว่าอาจารย์สอนไม่เก่ง  มารู้ว่าตกวิชานี้ตอนนั่งกินข้าว เพื่อนวิ่งมาบอกว่าได้ F เราใจหายวูบเลย  ต้องเรียนซ้ำ จบ ๔ ปีครึ่ง  ผมไปงานรับปริญญาเพื่อน  พอถ่ายรูปหมู่ทั้งคณะก็ไม่มีผม  ผมมารับปริญญารุ่นหลังจากนั้น ๑ ปี  รุ่นเดียวกับอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ คนปัจจุบัน</p>
<div style="text-align: center;">
<div style="text-align: center;"><img style="width: 400px; height: 307px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/anek03.jpg" alt="" /></div>
</div>
<p><span style="font-weight: bold;">สมัยเรียนมหาวิทยาลัย อะไรทำให้พี่เอนกออกสำรวจวัดร้าง ตามหาพ่อเพลงแม่เพลง แทนที่จะไปสนุกสนานกับเพื่อนในช่วงวันหยุด</span><br />
เพราะตอนเรียนที่สงขลา ได้อ่านงานของอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฎะ  นักโบราณคดีอาวุโส ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)   ที่สงขลามีร้านหนังสือเก่าร้านหนึ่งชื่อร้าน “นายน่วม”  ผมกับพี่ชายไปซื้อหนังสือร้านนี้ประจำ เจอหนังสืออาจารย์ น. ๒-๓ เล่ม  เป็นหนังสือปกแข็ง อ่านแล้วสะเทือนใจมาก เพราะวัดโบราณถูกรื้อทำลายตลอดเวลา  เกิดความเสียดาย คิดว่านี่คืองานขั้นแรกที่จะต้องเริ่มทำเมื่อเข้ากรุงเทพฯ</p>
<p>พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในปี ๒๕๑๕ ผมก็ออกสำรวจ บางทีก็ชวนเพื่อน  ชวนพี่ชายไปเป็นเพื่อน บางทีก็ไปคนเดียว  ออกสำรวจวัดเก่าตั้งแต่เรียนปี ๑   ตอนนั้นได้กล้องแบบ Instamatic ที่เรียกว่ากล้องปัญญาอ่อนของพี่มาใช้  บางทีก็ยืมกล้อง SLR จากเพื่อนรุ่นพี่มา  ออกไปถ่ายจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์วิหารตามวัดเก่าในกรุงเทพฯ และธนบุรี เช่น  วัดสุวรรณาราม วัดทอง วัดเปาโรหิตย์  ทำแผนที่ พล็อตจุดว่าไปตรงไหนมาบ้าง  ใช้หนังสือ <span style="font-style: italic;">ศิลปกรรมในบางกอก</span> ของอาจารย์ น. เป็นคู่มือ ดูว่าอาจารย์บอกว่าอะไร เราพบแล้วเป็นอย่างไร   ก่อนหน้านั้น ผมเคยเขียนจดหมายถึงอาจารย์ น.  ถามว่าการขออนุญาตชมโบสถ์วิหารต้องทำอย่างไรบ้าง  อีกนานมากจึงได้รับโปสการ์ดตอบว่าป่านนี้คุณคงออกสำรวจไปแล้ว  ส่วนการขออนุญาตนั้นขึ้นกับจังหวะ  ผมดีใจที่ได้รับโปสการ์ดจากอาจารย์  ยังเก็บโปสการ์ดแผ่นนั้นไว้จนบัดนี้</p>
<p>ผมมีสมุดปกแข็งเล่มหนึ่งชื่อ  “อ่านเอาเรื่อง เขียนเอาความ”  อ่านอะไรมารู้สึกชอบใจ  จะบันทึกข้อมูลจากความจำลงไป เป็นการฝึกจำและฝึกบันทึกไปในตัว  นอกเหนือจากเขียนบันทึกประจำวันที่ผมทำมาตลอดตั้งแต่ ป. ๖</p>
<p>ถึงเวลาปิดเทอมผมก็มีสมุด “ปิดเทอมทั้งทีมีอะไร” เช่นเรียนจบปี ๑  ก่อนกลับลงไปพักผ่อนที่ระโนดผมจะออกสำรวจวัด จะจดว่าไปวัดไหนมาบ้าง  เดินผ่านสวนตรงไหน ไปอย่างไร เห็นอะไร ผมจดทั้งนั้นครับ</p>
<p>ที่เริ่มสนใจเพลงพื้นบ้านเพราะพ่อเพลงแม่เพลงเริ่มหมด  ผมไปดูงานที่สังคีตศาลา หน้าโรงละครแห่งชาติ  หรืออ่านหนังสือพิมพ์เขาเขียนว่าดนตรีไทยกำลังจะหมด  เพราะคนหันไปสนใจเพลงสากลกันมากขึ้น ผมมองว่าแม้จะห่วงเรื่องดนตรีไทยกันมาก  แต่ก็ยังมีการสอนดนตรีไทย มีสถาบันมีชมรมที่ทำงานด้านนี้   การละเล่นพื้นบ้าน อย่างหนังตะลุง มโนราห์ หนังใหญ่ ลำตัด  เพลงฉ่อยสิยิ่งแย่กว่า เพราะไม่มีใครสนใจ  พอคนเหล่านี้ตาย ภูมิปัญญาต่างๆ  ก็พลอยสูญหายไปด้วย  เลยคิดว่าต้องทำควบคู่กับการบันทึกภาพจิตรกรรมฝาผนังและเรื่องวัดวาอาราม</p>
<p>ผมอ่านคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรมใน <span style="font-style: italic;">สยามรัฐ </span>รายวัน บอกแล้วคุณอาจคาดไม่ถึง คือ วีระ มุสิกพงศ์ ก็เคยเขียนถึงคนเพลงใน <span style="font-style: italic;">สยามรัฐ</span> ด้วย เขาใช้นามปากกาว่า “ระโนตวี”  ผมเคยอาศัยข้อเขียนของเขาไปแกะรอยหาพ่อเพลงที่ชื่อตาพรหม ตลาดสะพานใหม่จนพบ</p>
<p>พอปิดเทอมผมก็ลงไปสัมภาษณ์นายหนังตะลุงแถบจังหวัดสงขลา พัทลุง  เพราะเคยตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีใครสนใจศึกษาประวัตินายหนังตะลุงยุคเก่าจริงๆ  จังๆ เลย  คือในบทร้องไหว้ครูหนัง มีการเอ่ยนามครูหนังสั้นๆ  แต่ไม่มีใครไปขยายความว่าแต่ละคนเกิดที่ไหน ตายเมื่อไร  เราสังเกตอย่างนี้  ทำให้รู้ว่าสมัยก่อนมีนายหนังชื่ออะไรบ้าง บ้านอยู่ตำบลไหนบ้าง  จากนั้นก็ตามหาไปเรื่อยๆ ได้ข้อมูลแล้วก็เอามาเขียนเผยแพร่</p>
<p>ที่ผมทำแบบนี้ทำเพราะชอบ ในชมรมวรรณศิลป์ จุฬาฯ  มีสมุดเล่มหนึ่งวางอยู่ในห้อง ใครจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ คนอื่นเขาเขียนกลอน  แต่ผมเป็นห่วงศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผมเขียนลงไปว่าต้องรีบเก็บข้อมูล โดยมี  “ศรัทธาเป็นพลัง” ยืนยันหลักการนี้มาตลอด  ผมอาจแปลกแยกไปจากคนอื่นมาก  แต่เพื่อนๆ ร่วมชั้นก็เข้าใจ บางคนเรียกผมว่า “มนุษย์โบราณ”</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ทำไมจึงเลือกเข้าชมรมวรรณศิลป์ สภาพการทำกิจกรรมสมัยนั้นเป็นอย่างไร</span><br />
คนในคณะรัฐศาสตร์ก็ชอบอะไรแตกต่างกัน หลายคนเล่นฟุตบอล เล่นรักบี้  หรือเข้าชมรมฟันดาบ  ผมไม่เก่งกีฬา ชอบอยู่กับหนังสือมาตลอด  เมื่อมีชมรมวรรณศิลป์ก็ไปเป็นสมาชิก ทำให้รู้จักคนที่สนใจอะไรคล้ายกัน   ยุคนั้นคนวรรณศิลป์ จุฬาฯ ส่วนมากเป็นนักกลอน เขียนกลอนกันเก่งๆ   ผมเขียนกลอนแบบธรรมดา เวลาไปแข่งกลอนสดระหว่างมหาวิทยาลัยก็ไปแข่งกับเขา  ไปกันเป็นทีม</p>
<p>สมัยนั้นมีการออกวารสารวรรณศิลป์ด้วย  ผมยังนำบทสัมภาษณ์แม่เพลงที่ชื่อยายทองหล่อมาลงในวารสาร  ทำวารสารแล้ว  ในฐานะเป็นรุ่นน้องต้องไปช่วยยืนขายหน้าประตูจุฬาฯ ฝั่งสามย่านด้วย  ขายเล่มละ ๒ บาท   กิจกรรมของชมรมวรรณศิลป์ยุคผมอาจจะสู้รุ่นก่อนหน้าขึ้นไปอีกไม่ได้  เพราะเขาแข่งกลอนกันสนุกมาก  กลอนยุค ๒๕๐๐-๒๕๑๐ เรียกกันว่ายุคสายลมแสงแดด   ส่วนการออกค่ายซึ่งนิยมกันมากนั้น ผมไม่ได้ไปกับเขาหรอกครับ  เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นคนกินยากอยู่ยาก  อีกอย่างเราก็ทำงานที่คนอื่นไม่ทำอยู่แล้ว</p>
<p><span style="font-weight: bold;">สภาพการเดินทางและวิธีเก็บข้อมูลสมัยก่อนเป็นอย่างไร</span><br />
สมัยก่อนผมไม่มีรถส่วนตัว ต้องอาศัยรถเมล์ รถ บขส. รถท้องถิ่น เป็นหลัก   เวลาเดินทางไปที่ต่างๆ ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายมาก  การไปมาสมัยก่อนไม่ง่าย  ถนนก็ไม่ได้เข้าถึงเกือบทุกแห่งเหมือนสมัยนี้ ค่อนข้างลำบาก   ผมต้องสะพายกล้องและหิ้วเครื่องบันทึกเสียงขนาดเทอะทะไป   ครั้งหนึ่งตอนเก็บข้อมูลหนังตะลุงที่ภาคใต้  ผมรู้สึกว่าเครื่องบันทึกเสียงที่หิ้วไปเกะกะมาก  เลยตัดสินใจนั่งรถไฟกลับกรุงเทพฯ  ไปซื้อเครื่องบันทึกเสียงใหม่ที่หลังกระทรวงมหาดไทย ได้เทปยี่ห้อ SANYO  เป็นของมือสอง  การสำรวจ การเดินทางทำให้เราสนุก  เอาแค่สำรวจคลองมหานาคในกรุงเทพฯ ก็น่าสนใจแล้วครับว่ามีบ้าน มีวัด  มีตลาดอะไรบ้าง  สมัยนั้นผมไปนั่งสเกตช์ภาพตามมุมต่างๆ ของคลอง  วาดไม่สวยหรอกครับแต่ประทับใจสิ่งที่ได้เห็น  คลองมหานาคช่วงที่ผ่านโบ๊เบ๊สวยมาก  สมัยนั้นตลาดน้ำหมดไปแล้ว  แต่ด้วยความที่ชอบคลองชอบน้ำมาแต่เด็ก ผมจึงชอบไปดูเพราะรู้สึกสบายใจ</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ก่อนมาเป็นนักเขียนอิสระ พี่เอนกผ่านการทำงานมาหลายแห่ง อยากให้เล่าถึงเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา</span><br />
พอเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว  ผมก็กลับไปบวชที่บ้านเกิดเพราะยายทำบุญไว้ก่อนตาย บวชสั้นๆ ๑๐ วัน  ไม่ได้ทำอะไรมาก แต่ก็พอเป็นประโยชน์อยู่บ้าง  เช่นไปช่วยเขาเขียนพนักเก้าอี้ว่าใครเป็นคนบริจาค  ว่างๆ  ไม่รู้จะทำอะไรก็สัมภาษณ์หลวงตาหลวงพี่ซึ่งมีไม่กี่รูป  หลวงตาเล็กนั้นเคยเลี้ยงแมวน่ารักหนึ่งตัว ฟังแล้วประทับใจมาก  ต้องจดลงสมุดไว้ แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้นำมาเขียนถึง   บางทีก็ฟังเพลงแหล่ของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ กับ ขวัญจิต ศรีประจันต์   พอฟังแล้วก็ถอดเทปไว้ช่วยจำ</p>
<p>ซึ่งเป็นพ็อกเกตบุ๊กกลับไปที่สมัยเรียนสักเล็กน้อย ตอนเรียนรัฐศาสตร์ปี ๔  อาจารย์ประณต นันทิยะกุล ที่ดูแลหอพักจุฬาฯ เห็นผมชอบเขียนหนังสือ  จึงมอบหมายหน้าที่ให้ทำหนังสือสำหรับแจกในงานดนตรีไทยของมหาวิทยาลัยวันที่  ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ จึงเกิดหนังสือ <span style="font-style: italic;">เพลงยังไม่สิ้นเสียง</span>เล่มแรกของผม</p>
<p><span style="font-style: italic;">เพลงยังไม่สิ้นเสียง</span> รวมบทสัมภาษณ์ศิลปินพื้นบ้าน เช่นพ่อเพลงแม่เพลง คนเชิดหุ่นกระบอก  เชิดหนังใหญ่ หนังตะลุง  พอเรียนจบแล้ว  อาจารย์ประณตก็แนะนำว่าชอบเขียนหนังสือน่าจะไปทำงานหนังสือพิมพ์   ตอนนั้นมีหนังสือพิมพ์เปิดใหม่คือ <span style="font-style: italic;">เจ้าพระยา</span> เป็นของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร  ผมเลยไปทำงานอยู่ในทำเนียบ โก้มาก   งานหลักคือเขียนคอลัมน์ศิลปวัฒนธรรม ๑ หน้าเต็ม สำนวนภาษาไม่ได้ดีมาก   ต่อมาพอเกิดปฏิวัติ หนังสือพิมพ์ก็เลิกออก</p>
<p>หลังจากนั้นก็มาอยู่กับพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่นิตยสารรายสัปดาห์ชื่อ <span style="font-style: italic;">เศรษฐกิจการเมือง</span> ผมเขียนเรื่องแนวศิลปวัฒนธรรมลงสัปดาห์ละครั้ง ช่วยทำหน้าที่ตรวจปรู๊ฟด้วย แล้วไปอยู่นิตยสาร <span style="font-style: italic;">BR (Bangkok Readers)</span> นิตยสารแนวแฟชั่น-ไฮโซ เพราะ เขมชาติ เทพไชย  เพื่อนที่ทำงานอยู่ก่อนลาออกไปรับราชการกรมศิลปากร   เดี๋ยวนี้เขมชาติเป็นรองอธิบดีไปแล้ว</p>
<p>ตอนผมเข้าไป เป็นช่วงปลายๆ ของ <span style="font-style: italic;">BR</span> ทำอยู่ปีกว่าก็ลาออกมาอยู่บ้านพี่สาว พยายามเขียนหนังสือ <span style="font-style: italic;">คนนอกศตวรรษ</span> ต่อจาก <span style="font-style: italic;">เพลงนอกศตวรรษ</span> จากนั้นก็เป็น “ลูกจ้างพิเศษ” ของวารสาร เมืองโบราณ ทำให้ได้พบตัวอาจารย์  น. ณ ปากน้ำ จริงๆ  ได้ออกสำรวจกับท่านราว ๕-๖ ครั้ง  ไปหลายแห่งครับ  ส่วนมากเป็นภาคกลางกับภาคอีสาน  อาจารย์ น. ชอบกินอาหารท้องถิ่น  ส่วนผมกินยากอยู่ยาก เช่นอาจารย์บอกว่าไปที่นี่ต้องกินปลาตะโกก เอนกตายเลย  ก็ต้องกินกล้อมแกล้มกับเขาไป  งานสำรวจทำให้ได้เห็นอะไรมาก  ผมไม่ได้เรียนโบราณคดีโดยตรง อาจารย์ น. ท่านให้ความเมตตาผมพอสมควร   อาจารย์ น. เป็นคนขยัน มีพลังเยอะมาก ทำงานหลายอย่าง วาดรูป เขียนลายเส้น  ถ่ายภาพวัดวาอารามจำนวนมหาศาล  ผมเคยเห็นอัลบัมภาพของท่านแล้วยอมแพ้   อัดรูปใส่ในอัลบัมขนาดใหญ่เท่าหน้าหนังสือพิมพ์ประมาณ ๓๐-๔๐ เล่ม  แสงเงาสวยมาก  จำได้ว่าอาจารย์ใช้กล้อง Hasselblad มีขาตั้งอย่างดี   นอกจากนี้ท่านยังเขียนหนังสือเยอะมาก ผมเองทำได้น้อยกว่าอาจารย์   ลองคิดดูว่าท่านออกสำรวจวัด ๒๐๐-๓๐๐  แห่งในยุคที่การเดินทางยังยากลำบากมาก่อนผม ค้นหาความรู้เอง ไม่ได้ลอกใคร  ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม ค้นคว้าเพิ่ม ทำให้เกิดความรู้ใหม่นับไม่ถ้วน</p>
<p>ผมทำงานที่ <span style="font-style: italic;">เมืองโบราณ</span> ในฐานะลูกจ้างพิเศษ ต่อมาก็ไปเป็นลูกจ้างพิเศษที่ศูนย์สังคีตศิลป์ด้วย   ตอนนั้นคุณบุญชู โรจนเสถียร กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ  ตั้งศูนย์นี้ขึ้นโดยให้ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ของธนาคารกรุงเทพ เป็นผู้ดูแล  จุดหมายคือคืนกำไรให้สังคม  ผู้ใหญ่อย่างคุณพินิจ พงษ์สวัสดิ์, คุณพยงค์  คชาลัย, คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และที่ปรึกษาอย่างคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ  เขารู้ว่าผมทำงานด้านนี้ ก็ติดต่อชักชวนให้ไปช่วยงาน   ตอนหลังก็เลยไปประจำที่ศูนย์สังคีตศิลป์แทน</p>
<div style="text-align: center;">
<div style="text-align: center;"><img style="width: 400px; height: 235px;" src="http://www.sarakadee.com/feature/2010/06/images/anek04.jpg" alt="" /></div>
</div>
<p><span style="font-weight: bold;">ช่วงที่พี่เอนกอยู่ศูนย์สังคีตศิลป์ มีการจัดกิจกรรมเพลงพื้นบ้านและการรณรงค์เรื่องของเก่าซึ่งเป็นการจุดประกายให้สังคมบ่อยครั้งมาก </span><br />
ผมอยู่ที่นั่น ๒๓ ปีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๔๕   ศูนย์สังคีตศิลป์อยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานผ่านฟ้า เป็นตึก ๔ ชั้น   เปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒  คือมีการแสดงให้คนดูฟรีทุกวันศุกร์  ภารกิจผมคือเชิญศิลปินพื้นบ้านมาขึ้นเวที จัดเสวนาและจัดสัมมนาพิเศษ   ความที่ผมออกสำรวจมานานเลยรู้จักพ่อเพลงแม่เพลงมากมาย  ก็ติดต่อเชิญท่านมาแสดงบนเวที แต่เพลงพื้นบ้านปีหนึ่งจัดได้ไม่กี่ครั้งหรอก  เพราะต้องแบ่งเวลาให้รายการอื่นด้วย  ตอนนั้นผมเร่งเก็บข้อมูลเพลงพื้นบ้าน  เพราะกำลังใกล้หมด</p>
<p>ปี ๒๕๒๕-๒๕๒๖ ผมเสนอทำโครงการสัมมนาพิเศษเสริม  เช่น จัดงานเชิดชูเกียรติศิลปินเพลงพื้นบ้านภาคกลาง  เราเชิญศิลปินเพลงพื้นบ้านมาเล่นเพลงติดต่อกันถึง ๘ ชั่วโมง ให้เล่นชุด  “ตีหมากผัว” หรือเมียน้อยเมียหลวงทะเลาะกันเรื่องแย่งผัวบ้าง ชุด “ชิงชู้”  คือผัวถูกเกณฑ์ทหาร เมียไปได้ผัวใหม่บ้าง ชุด “สู่ขอ”  ว่าด้วยประเพณีการยกขันหมากสู่ขอบ้าง  ปรกติเขาเล่นกันเป็นวันเป็นคืน  มีร้องบอกให้ฝ่ายผู้หญิงช่วยดูหมีดูหมาไปตามเรื่อง ต้องใช้โวหาร  ใช้วาทศิลป์ ฟังแล้วสนุก  เราให้พ่อเพลงแม่เพลงแสดงแบบไม่ต้องย่อ  บันทึกเทปกัน ๘ ชั่วโมงเช้ายันเย็นเลย คนดูก็ได้ดูกันแบบเต็มอิ่ม   พอเก็บเสียงพ่อเพลงแม่เพลงได้ระดับหนึ่งแล้วก็หันมาเล่นเรื่องของเก่า</p>
<p>เมื่อปลายปี ๒๕๓๐ ผมได้ทุนสถาบันเกอเธ่โดยการประสานของคุณโดม สุขวงศ์  กับคุณเพ็ญพรรณ เจริญพร หอภาพยนตร์แห่งชาติ ไปเรียนภาษาเยอรมันแบบสั้นๆ ๔  สัปดาห์ที่ประเทศเยอรมนี  จากนั้นก็ใช้ทุนส่วนตัวข้ามไปดูพิพิธภัณฑ์ในปารีสอีก ๗ วัน  เป็นการไปยุโรปหรือเมืองนอกครั้งแรกของผม กลับเมืองไทยก็มาชวนคุณโดม  สุขวงศ์ (หอภาพยนตร์แห่งชาติ)  อาจารย์สุกรี เจริญสุข  (ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน)   พี่พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ (คอลัมนิสต์และนักวิชาการอิสระ)  มนัส พูลผล  (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ)  เจนภพ จบกระบวนวรรณ  (ผู้สนใจเพลงลูกทุ่ง)  อาจารย์วรรณา (ภรรยา) ตั้ง “สโมสรนักสะสม” ขึ้น  เป็นชมรมแบบไม่เป็นทางการ</p>
<p>พอถึงวันศุกร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๑  เราก็จัด “นิทรรศการอวดของเล่นไขลาน” ที่ศูนย์สังคีตศิลป์  เป็นการบอกสังคมเป็นประเดิมว่าขอให้ช่วยกันเก็บของประเภทนี้บ้าง   ต่อมาก็จัดงาน “อวดของ ๕๐๐ จำพวก” “อวดเครื่องดนตรีเก่า”  ฯลฯ  คนมาดูก็ตื่นเต้น สนุก</p>
<p>พิพิธภัณฑ์บ้านเราไม่สนใจของพวกนี้  ถ้าไม่ทำอะไรอีก ๔๐-๕๐ ปีมันจะหายไปหมดทั้งๆ ที่เป็นของใกล้ตัว  ยุคนั้นมีคนเอากางเกงมอสขาบานๆ มาร่วมแสดง คือกางเกงมอสในยุค ๒๕๑๐  มันกลายเป็นของแปลกไปแล้วครับ   ทุกวันนี้ผมยังสงสัยว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหรือพิพิธภัณฑ์ไหนเก็บเสื้อสาย เดี่ยวเข้าพิพิธภัณฑ์แล้วหรือยัง สักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นของหาดูไม่ได้  เพราะหมดสมัยแล้วก็โยนทิ้งหมด</p>
<p>ถึงได้บอกไงครับว่า “เก็บวันนี้  พรุ่งนี้ก็เก่า” ทำไมต้องรอให้ของหายก่อนแล้วไปตามหาทีหลังล่ะ หาก็ยาก  แพงก็แพง  จากนั้นก็เกิด “สมาคมกิจวัฒนธรรม”  เพราะอยากทำชมรมให้เป็นหลักเป็นฐาน  เพื่อที่ผู้บริจาคของและเงินจะได้อุ่นใจว่าถูกนำมาใช้งานจริง   ชื่อนั้นมาจากการที่คุณโดมบอกมีพรรคการเมือง “กิจสังคม” แล้วก็ต้องมี  “กิจวัฒนธรรม” ด้วย  สมัยนั้นสมาชิกหลักมีอยู่ ๕-๖ คนเท่านั้น  แม้สมัยนี้ก็ยังไม่มาก แต่การทำงานของสมาคมเราถือหลักว่าต้องคล่องตัว  อยากซื้ออะไรจ่ายอะไรที่จำเป็น ตัดสินใจกันเดี๋ยวนั้นเลย ตอนนี้นายกสมาคมฯ  คือคุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ที่ทำสำนักพิมพ์ต้นฉบับ  ซึ่งผมบอกว่าเป็นไปได้ก็ให้เป็นตลอดชีวิตไปเลย  จะได้ทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติอันเป็นที่รักของเรา</p>
<p>ผมต้องขอบคุณศูนย์สังคีตศิลป์ที่ให้โอกาสทำในสิ่งที่ชอบ  ถ้าเป็นที่อื่นคงทำแบบนี้ไม่ได้  สมัยก่อนเวลาจัดกิจกรรม  ประชาชนให้ความสนใจมาก  ผมออกจากที่นั่นในปี ๒๕๔๕ เพราะงานของศูนย์ฯ  ซาลงแล้ว ส่วนผมเองก็อยากใช้ชีวิตแบบอิสระ  คือคิดมาก่อนแล้วว่าไม่อยู่จนปลดเกษียณ อยากเขียนหนังสือมาก  ต้องการเวลาไปพักหรือเที่ยว</p>
<p><span style="font-weight: bold;">พ่อ เพลงแม่เพลงบางคน  พี่เอนกคอยเป็นธุระดูแลเรื่องสุขภาพไปจนถึงความเป็นอยู่มาตั้งแต่สมัยเรียน มหาวิทยาลัย จนทำงานแล้วพี่เอนกก็ยังคงดูแลคนกลุ่มนี้อยู่เสมอ</span><br />
เกิดจากความเป็นห่วง  ผมจำได้ดีในปี ๒๕๑๘  ปีนั้นผมใจหาย  เพราะหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) ตาย พระธาตุพนมก็ถล่ม   ช่วงนั้นพ่อเพลงอย่างตาพรหม เอี่ยมเจ้า กำลังแก่มาก  เราจำได้ว่า “ระโนตวี”  เคยเขียนถึงตาพรหมใน สยามรัฐ ว่าบ้านแกอยู่แถวตรอกโรงเจ ตลาดสะพานใหม่  เราก็ตามไปถามหาจนพบ  ปีนบันไดบ้านโกโรโกโสของแกขึ้นไป  พบแกนอนป่วยขี้เยี่ยวไหลอยู่  วันนั้นผมพาเพื่อนจากหอพักจุฬาฯ ไปด้วย ๒ คน  พอกลับมาผมก็เขียนข่าวแปะบนบอร์ดขอเงินบริจาค  จากนั้นก็ไปที่หนังสือพิมพ์  สยามรัฐ ขอพบคุณนพพร บุณยฤทธิ์ ขอให้ช่วยไปเรียน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  ให้ทราบ เพราะตาพรหมเคยไปเล่นเพลงฉ่อยในงานวันเกิดของท่าน  เลยได้เงินไปช่วยแกอีกส่วนหนึ่ง แต่ผมไปหาตาพรหมได้แค่ ๒ ครั้งแกก็ตาย  ผมเขียนในสมุดของชมรมวรรณศิลป์ว่าน่าเป็นห่วงมากที่รัฐบาลไม่สนใจดูแลศิลปิน พื้นบ้าน ภาพยนตร์เกี่ยวกับพ่อเพลงแม่เพลงเราก็ไม่มีเป็นชิ้นเป็นอัน   อีกคนที่ผมดูแลตลอด ๑๕ ปีคือป้าสำอางค์ ที่ร้องเพลงขอทานได้วิเศษมาก   ผมดูแลแกมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ จนแกตายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ดู เหมือนพี่เอนกสนใจสะสมของเก่า  ค้นคว้าเรื่องเก่าตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์จนถึงยุคปัจจุบัน  ทำไมเลือกศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ช่วงนี้</span><br />
ประวัติศาสตร์ช่วงยุคกรุงศรีอยุธยา สุโขทัย ข้อมูลเหลือน้อย เอกสารก็น้อย  การค้นคว้าต้องอาศัยการขุดค้นทางโบราณคดีช่วย ต้องมีความรู้ทางภาษา  การขอใช้เอกสารที่เกี่ยวข้องก็มีขั้นตอนยุ่งยาก   ผมไม่ได้เรียนโบราณคดีโดยตรง และที่สนใจเรื่องในช่วง ๑๐๐-๒๐๐ ปี  ก็เพราะยุคนี้มีภาพถ่าย<br />
ให้เราได้เห็นมากกว่า  เป็นยุคที่เริ่มมีเทคโนโลยีการถ่ายภาพแล้ว  หรือถ้าไม่มีภาพถ่ายก็ยังมีร่องรอยในจิตรกรรมฝาผนังอยู่บ้าง   ช่วงนี้มีเทคโนโลยีการพิมพ์แล้ว เอกสารจึงพอหาอ่านได้  ส่วนข้าวของก็ดูคลาสสิกน่าศึกษา</p>
<p>ปัญหาสำคัญคือคนเขียนสารคดีสมัยผมเป็นเด็ก  ชอบเขียนหนังสือในลักษณะเล่าตามสบาย ไม่ค่อยอ้างอิงว่าเอาข้อมูลมาจากไหน  พอจะไปค้นคว้าต่อก็รู้สึกยาก เพราะไม่รู้จะไปถามเอากับใคร  แถมเรายังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง จะรู้จักผู้รู้ผู้ใหญ่ได้อย่างไร  เลยคิดว่าควรชำระเรื่องราวเหล่านี้ให้เป็นหลักเป็นฐาน  ตั้งใจไว้เลยว่าจะเขียนบอกให้คนอ่านรู้หมด ว่ารู้มาได้อย่างไร รู้จากใคร  และยังไม่รู้อะไรอีกบ้าง  ระบบอ้างอิงของผมเลยพัฒนามาเรื่อยๆ  จากช่วงแรกที่ใส่แบบกว้างๆ ต่อมาก็ทำแบบละเอียด</p>
<p>ความท้าทายคือการตอบคำถาม  ตอบข้อสงสัยของตัวเองซึ่งเชื่อว่าเป็นความสงสัยของคนอื่นด้วย ตอบไปทีละข้อๆ  ผมเปรียบตัวเองว่าเป็นเหมือนคนปะชุนประวัติศาสตร์   การทำงานประวัติศาสตร์โดยทั่วไปมี ๒ ระดับ คือ ระดับมหภาค  เขียนประวัติศาสตร์ในลักษณะภาพรวม กับระดับจุลภาค  คือเขียนเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ตอบข้อสงสัยเล็กๆ น้อยๆ ไปทีละนิด  ผมทำในระดับนี้  แต่อย่าคิดว่าผมทำเสร็จหมดแล้ว  มีเรื่องที่ยังรอการชำระอีกมากมาย คนรุ่นใหม่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำ  มีงานให้ทำไปตลอดชาติ  ไม่ต้องดูไกลตัว หนังสือพิมพ์ในรอบปีนี้  แค่ตัดข่าวมาสรุปให้อ่านง่ายๆ ก็ทำกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว   ผมเองเก็บข่าวใหม่จนกองสูงท่วมหัว ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเวลาเอามาสรุปเลย</p>
<p><span style="font-weight: bold;">มีหลักเกณฑ์ในการเก็บของเก่าอย่างไร อะไรควรเก็บ อะไรไม่ควรเก็บ เพราะสิ่งของรอบตัวเรามีมากมาย</span><br />
เราควรเลือกว่าของชิ้นนั้นบอกอะไรเราได้บ้าง  หรือจะเก็บในฐานะเป็นของสวยก็ได้  คนส่วนมากมักเลือกเก็บของสวย  ผมเองก็เหมือนกัน  หลักๆ คือเก็บของที่พอหาได้ ซื้อได้   สมัยเป็นเด็กผมยังเก็บของได้ไม่มาก ที่เก็บอยู่แล้วคือหนังสือ ตอนหลังค่อยๆ  เพิ่มมากขึ้นตามกำลังทรัพย์  หากเป็นหนังสือก็เลือกเล่มที่มีเนื้อหาสาระ  มีภาพน่าสนใจ ไม่แพงเกินไปเพราะผมไม่ได้มีเงินมาก  ไม่ถึงกับไปเสาะแสวงหามาให้ครบทุกรุ่นทุกแบบ   ของเล่นที่ผมเริ่มเก็บคือของแถมในกล่องผงซักฟอก เป็นเรือขนาดจิ๋ว  ทุกวันนี้ยังสืบไม่ได้ว่ามากับผงซักฟอกยี่ห้อใด  รู้แต่ว่าชอบเอามาลอยเล่นในกะละมัง</p>
<p><span style="font-weight: bold;">อะไรคือปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์ในบ้านเรา</span><br />
ประเทศไทยขาดแหล่งรวบรวมของ ทำให้ประวัติศาสตร์ขาดแหว่ง พูดง่ายๆ  ว่าไม่มีของให้ดู มีแต่คำบอกเล่าหรือไม่ก็ตัวหนังสือซึ่งจินตนาการยาก   อ่านประวัติศาสตร์แล้วไม่เข้าใจ  นึกภาพไม่ออกว่าวีรบุรุษคนนั้นหน้าตาอย่างไร   เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้เป็นอย่างไร  ยกตัวอย่างเครื่องอัดกอปี้  หรือเครื่องทำสำเนาเอกสารสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างไร  เดี๋ยวนี้ก็ยังหาดูไม่ได้ อ่านหนังสือแล้วก็ไม่เข้าใจวิธีใช้</p>
<p>รัฐบาลต้องประกาศว่าใครจะทิ้งของลักษณะนั้นลักษณะนี้ ให้เอามาให้รัฐบาลเก็บ  เพราะตามบ้านเรือน ตามตลาดเก่าๆ อาจมีของแปลกๆ หลงเหลืออยู่   ประเทศเรายังต้องการโกดังหรืออาคารเก็บรักษาของทุกๆ สมัย   พิพิธภัณฑ์บ้านเราส่วนมากเก็บแต่วัตถุโบราณ เศียรพระพุทธรูป  มันซ้ำซากมานาน  ผมไม่ได้บอกว่าไม่ควรเก็บ แต่ควรเก็บตัวอย่างของทุกยุค  ไม่จำกัดเฉพาะของยุคโบราณ</p>
<p>เรื่องที่ผมคุยกับภัณฑารักษ์และนักพิพิธภัณฑ์บ่อยๆ  คือพิพิธภัณฑ์ที่รัฐทำค่อนข้างซ้ำซาก และทำแบบเหมือนกันไปหมดทุกแห่ง   ความจริงรัฐบาลไทยมีงบประมาณมหาศาล แต่จัดสรรและใช้ไม่เป็น  ชอบเอางบไปจัดงานแบบระยะสั้น อาทิสงกรานต์ไม่กี่ปีก่อน ทำน้ำพุเต้นระบำ  ๕-๑๐ วันที่ถนนราชดำเนิน ใช้เงินไปถึง ๔๐ ล้านบาท  ในขณะที่งานระยะยาวอย่างพิพิธภัณฑ์ หอสมุด กลับไม่ยอมทำ</p>
<p>การทำพิพิธภัณฑ์และหอสมุดเป็นหน้าที่พื้นฐานของประเทศ   ถ้าเป็นคนมีเงินอาจเนรมิตได้รวดเร็ว แต่ถ้าเป็นคนไม่มีเงิน  ถึงอยากทำก็ล้มลุกคลุกคลาน ลำบากมาก  จะพึ่งวัด  วัดก็ไม่ได้มีหน้าที่ทำพิพิธภัณฑ์โดยตรง จะคาดหวังเอากับพระไม่ได้   ส่วนสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.)  ที่เราเคยคาดหวังว่าจะทำหน้าที่จัดสรรเงินมาช่วยคนอยากทำพิพิธภัณฑ์  สุดท้ายก็ไม่มีโครงการ ประชาชนต้องดิ้นรนกันเอง   คนทำพิพิธภัณฑ์ดูไม่ต่างจากลูกกำพร้า คือไม่มีหน่วยงานไหนรับผิดชอบดูแล  อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ตายไป  งานพิพิธภัณฑ์และหอสมุดเป็นงานให้ความรู้  ให้ความภาคภูมิใจและมั่นใจแก่ผู้คน ว่าบ้านเราก็มีของดีไม่แพ้ที่อื่น   เมื่อไม่มีแหล่งเก็บของมายืนยัน เด็กปัจจุบันก็เลยขาดอนุสาวรีย์   อยากเป็นฝรั่ง เป็นเกาหลี ญี่ปุ่นไปหมด  นี่แหละเพราะไม่มีต้นแบบอะไรให้ดู  เราไม่สร้างฐานความรู้ให้พลเมือง</p>
<p>ส่วนเรื่องระบบการศึกษา  เรามีปัญหาในระดับโครงสร้าง  เรื่องง่ายๆ  อย่างพาเด็กไปทัศนศึกษานอกโรงเรียน ห่างจากโรงเรียนแค่ ๕-๑๐ วา  ครูกลัวแล้วว่าเด็กจะตกท่อ ตกน้ำ โดนรถชน เพราะเมืองเราไม่สนใจการวางผัง  ต่างจากญี่ปุ่นหรือฝรั่งที่เขาวางผังโดยใส่ใจคนเดินถนนด้วย  การจราจรเขาเป็นระเบียบ มีฟุตบาทมีทางจักรยานอย่างต่อเนื่อง  มอเตอร์ไซค์ไม่ขึ้นไปไล่คนบนทางเดิน</p>
<p>ไปที่วัด ไปที่สุสาน  เขาก็ทำวัดทำสุสานสะอาดสะอ้านใช้เป็นที่พักผ่อนได้  เขาเข้มแข็งเรื่องพวกนี้จนส่งออกวัฒนธรรมได้   ขณะที่บ้านเรามอเตอร์ไซค์ขึ้นมาวิ่งบนฟุตบาท  หนักกว่านั้นคือขี่ย้อนศรจนเป็นเรื่องปรกติ  ไปดูวัด  วัดก็เน้นแต่สร้างวัตถุบูชา ได้เงินมากก็เอาไปสร้างป้ายใหญ่ๆ  ทำซุ้มประตูหรือรูปเคารพใหญ่ๆ แต่ปล่อยให้บริเวณวัดสกปรก  ขายกันแต่ความเชื่อ ไม่ยอมทำวัดให้สะอาด สงบ จ้องแต่จะรื้อของเก่า</p>
<p>แบบนี้จะว่าครูก็ไม่ได้  ต้องไล่ไปจนถึงคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม  ทุกวันนี้เก่งแต่ไปเปิดงาน  แล้วแบบนี้ครูจะกล้าให้เด็กไปเที่ยวแหล่งประวัติศาสตร์ที่ไหน  ในที่สุดเด็กก็อยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พอไม่แสวงหาความรู้  ความรู้ก็อยู่กับที่  ผมจึงมีคำถามว่า ครม.  คิดทำโครงการระยะยาวได้แล้วหรือยัง  เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีต้องลงมาเป็นแม่งาน  รมว.  กระทรวงวัฒนธรรมต้องทำมากกว่าไปแถลงข่าวเรื่องพระกรุนาดูนถูกขโมย  รัฐมนตรีต้องคิดโครงการประเภททำหอสมุดแห่งชาติใหม่ให้เพียบพร้อม  เก็บของได้มากขึ้น บริการได้ดีขึ้น</p>
<p>ในอนาคต  พิพิธภัณฑ์ต้องเกิดขึ้นอีกมากเพื่อรองรับสิ่งของยุคหลังๆ  ที่เกิดตามมาเรื่อยๆ  ยกตัวอย่างเหตุการณ์วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓  รัฐบาลเก็บภาพและของจากเหตุการณ์จลาจลเผาบ้านเผาเมืองแล้วหรือยัง  ต้องมีคลังเก็บกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาของกันอีก  มือตบ  ตีนตบ ยางรถยนต์ ไม้หลาว กระสุน M-79 โปสเตอร์ สติกเกอร์ หมวก ผ้าคาดหัว  ฯลฯ เหล่านี้ต้องเก็บเป็นตัวอย่างทั้งสิ้น</p>
<p><span style="font-weight: bold;">อยากให้เล่าถึงการก่อตั้ง “บ้านพิพิธภัณฑ์”</span><br />
คือผมรู้สึกว่าบ้านเราไม่สนใจเก็บข้าวของในชีวิตประจำวันของชาวตลาดชาวเมือง  ทั้งๆ ที่มันมีสีสันและมีเรื่องราวน่าดูน่าศึกษามาก ในส่วนของของชาวชนบท  จำพวกแอก ไถ กระบุง ตะกร้านั้น ทางวิทยาลัยครูเขาเริ่มเก็บกันมาตั้งแต่ยุค  ๒๕๒๐ ก็ถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง  ยกตัวอย่างที่สงขลา อาจารย์สุธิวงศ์  พงศ์ไพบูลย์ เก็บจนเกิดสถาบัน และพิพิธภัณฑ์ “ทักษิณคดีศึกษา” ที่เกาะยอ</p>
<p>ทางภาคอีสาน อาจารย์วิโรจน์ ศรีสุโร ก็เก็บเกวียนสวยๆ  แถมบันทึกภาพชีวิตชาวบ้านไว้มากมาย เหลือชีวิตคนเมืองที่ยังไม่มีใครทำทั้งๆ  ที่มีของน่าเก็บมหาศาล นี่คือช่องว่างที่ต้องถม  ผมรำคาญใจเลยรีบทำเสียก่อนจะหมด  สมัยอยู่ศูนย์สังคีตศิลป์  ผมภาวนาว่าอย่าให้ผู้ใหญ่เปิดประตูห้องนิรภัยซึ่งเลิกใช้งานแล้วเข้าไปดูเลย  เพราะฝากของไว้เต็มไปหมด  ที่บ้านผมก็ไม่ต่างกัน ห้อยระโยงระยางทั่วบ้าน  ผมเรียกว่าค้างคาว</p>
<p>จน พ.ศ. ๒๕๓๔ มีคนให้ที่ดิน  เราจึงเริ่มหาเงินสร้างพิพิธภัณฑ์  ที่ดินที่ตั้ง “บ้านพิพิธภัณฑ์” อยู่นี้  อยู่ในซอยศาลาธรรมสพน์ ๓  มีพื้นที่ ๕๘ ตารางวา ได้จากร้อยเอก อาลักษณ์  อนุมาศ  ทีแรกอาจารย์สุกรีมาหาซื้อที่ แล้วชวนผมมาซื้อด้วย   ของผมก็กว้างแค่ ๕๘ ตารางวา  บังเอิญเจ้าหน้าที่โครงการคือคุณป้อมเขาเคยไปดูนิทรรศการที่เราจัด  เลยบอกว่าจะช่วยขอที่ดินจากผู้กองอาลักษณ์แถมให้สมาคมทำพิพิธภัณฑ์ด้วย  จึงได้ที่ฟรีมาอีก ๕๘ ตารางวา</p>
<p>ตอนแรกเราคิดจะทำพิพิธภัณฑ์เด็ก  แต่คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ไปกราบเรียน ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์  ประธานมูลนิธิสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์   พลเอกเปรมท่านบอกว่าให้เอาพิพิธภัณฑ์เด็กไปทำที่สวนสมเด็จฯ จะกันพื้นที่ให้  เลยโอนโครงการให้ กทม. โดยผ่านทางอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุนหะวัณ  ส่วนที่ ๕๘  ตารางวาเดิม ผมขอดัดแปลงเป็นโกดัง แต่ต่อมา  มาคิดว่าทำโกดังแล้วคงไม่มีใครมาดูแน่ เลยคิดทำเป็น “บ้านพิพิธภัณฑ์” ขึ้น  คือเอาเงินบริจาคมาสร้างตึกหรือบ้าน  ให้เป็นทั้งโกดังและพิพิธภัณฑ์พร้อมกันในตัว จนเปิดได้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔  แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่มีโครงการทำโกดังรับบริจาคของตามจังหวัดต่างๆ  เลย</p>
<p>การที่ผมทำ “บ้านพิพิธภัณฑ์” ก็เพราะรัฐไม่ทำ  ผมเดือดร้อนใจจึงทำ  คำว่า “บ้าน” นั้นมาจากการที่อาคารไม่ได้เป็นอาคารใหญ่  มีลักษณะเป็นบ้าน  ส่วน “พิพิธภัณฑ์” หมายถึงที่เก็บสิ่งของต่างๆ   ชื่อภาษาอังกฤษคือ “House of Museums”  ที่เติม s ก็เพราะมีของหลายประเภท  เหมือนเรามีหลายพิพิธภัณฑ์ อยากให้คนมาดูแล้วไปทำพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ด้วย</p>
<p>คนที่สนับสนุนด้านการเงินแก่บ้านพิพิธภัณฑ์ส่วนมากก็เป็นคนที่เห็นความสำคัญ เรื่องนี้ คนธรรมดาด้วยกันนี่แหละ มากบ้างน้อยบ้างผมจารึกชื่อเอาไว้หมด   รายใหญ่คือบริษัทกรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด บริจาค ๗ แสนบาท   ราคาค่าก่อสร้างตึกจริงๆ ตกราว ๓ ล้านบาท ออกแบบตึกโดยทีมงานที่คุณธีรพล  นิยม ผู้ดูแลกลุ่มบริษัทแปลนฯ จัดมาให้</p>
<p>แนวคิดในการจัดพิพิธภัณฑ์คือทำห้องแสดงเป็นร้านค้าในตลาด  เก็บของตามหมวดใหญ่ๆ เช่นมีขวดน้ำอัดลมก็เอาไปอยู่ในร้านกาแฟ  มีของเล่นก็เอาของเล่นไปอยู่ในร้านของเล่น ยาไปอยู่ร้านขายยา จะได้ดูสนุก  ไม่น่าเบื่อเหมือนเอาของไปใส่ตู้แบบเดียวกันหมด  แล้วจัดตู้เรียงเป็นแถวอย่างที่เคยเห็นตามพิพิธภัณฑ์ทั่วไป</p>
<p><span style="font-weight: bold;">อุปสรรคสำคัญในการสร้างและบริหารบ้านพิพิธภัณฑ์คืออะไรครับ</span><br />
ที่เราขาดคือคนช่วยคิดช่วยทำ ตอนสร้างตึกเสร็จแล้ว  กรรมการแต่ละคนเริ่มมีภาระหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น  ผมบอกว่าว่างๆ  ขอมาประชุมต่อหน่อย ก็ไม่ค่อยสำเร็จ ทุกคนมีภาระหมด รู้สึกวังเวง   สิ่งที่ทรมานใจผมที่สุดคือเรื่องนี้แหละ  จะไปฉุดดึงใครมาล่มหัวจมท้ายก็ไม่ค่อยได้เสียแล้ว เราต้องรับผิดชอบ  เพราะคนบริจาคเงินมาแล้วต้องทำต่อให้เสร็จ  ตึกสร้างเสร็จปี ๒๕๓๘  แต่ต้องปล่อยว่าง เคยมีขโมยงัดบานเกล็ดเข้าไป  แต่ก็ไม่ได้อะไรเพราะยังไม่มีของ มีแต่ห้องเปล่าๆ</p>
<p>โชคดีว่าปี  ๒๕๔๒-๒๕๔๓ ผมไปเป็นกรรมการตัดสินประกวดลอตเตอรี่เก่า  พอพักเที่ยง  ได้กินข้าวคุยกับผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  ท่านบอกให้เขียนโครงการส่งมาเลย จากนั้นท่านก็สนับสนุน ๑ ล้านบาททันที  ขณะเดียวกันก็โชคดีอีกชั้น  คือได้สถาปนิกมาช่วยออกแบบกั้นห้องแสดงภายในอาคาร สถาปนิกคือคุณศรายุทธ  พึ่งสุจริต เป็นนิสิตระดับปริญญาโทมหาวิทยาลัยศิลปากร  มาอาสาช่วยโดยไม่คิดเงินเลย  แต่ที่แย่มากๆ คือโดนช่างบางคนโกงเงิน  รับค่าจ้างทำลูกกรงป้องกันขโมยไปเป็นแสนแล้วหายเข้ากลีบเมฆไปเลย  ผมเหนื่อยใจสุดขีดจนฝันร้ายและนอนไม่หลับอยู่นาน</p>
<p>การบริหารและการดำเนินงานในบ้านพิพิธภัณฑ์เป็นงานอาสาล้วนๆ   ทำแบบนี้ยากกว่าคนมีเงินเขาทำ เพราะมีเงินจ้างพนักงานมาทำตามที่กำหนดได้   คนอาสานั้นเราไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาจะมา เมื่อไรเขาจะไป  ผมกับคณะต้องอยู่เป็นหลัก แต่ยังดีที่มีหลายคนมาช่วย เราแบกข้าวของกันเอง  ทำทุกอย่างกันเองทั้งสิ้น   ตอนนี้บ้านพิพิธภัณฑ์เลี้ยงตัวเองได้เพราะกรรมการไม่มีเงินเดือน  ถ้าลองตั้งเงินเดือนกันสิเจ๊งแน่ เดือนหนึ่งๆ มีค่าใช้จ่ายเป็นหมื่น  ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษา เช่นทาสี หรือสร้างที่นั่งพักสำหรับแขกที่มาเที่ยว   ที่สำคัญคือพอคนขาดศีลธรรม ก็มีขโมยมาเยือน แจ้งตำรวจก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมา  บางทีมาลักสายฉีดเก่าๆ บางทีตัดกุญแจเข้ามาเอาเงินบริจาคช่วยหมาไปก็มี  ก็ได้แต่หาทางป้องกัน</p>
<p><span style="font-weight: bold;">พี่เอนกมีวิธีเสาะหาของเก่าอย่างไร</span><br />
วัดสวนแก้วก็มีของเก่าเยอะ เพียงแต่วัดไม่ได้มีหน้าที่ทำพิพิธภัณฑ์   สมัยก่อนของดีๆ ไปอยู่ที่นั่นเยอะครับ  เขามีซูเปอร์มาร์เกตขายของเก่าที่รับบริจาคมาแล้วซ่อม ก็ต้องไปเดินดูกัน   ตู้ร้านขายยาผมก็ซื้อจากวัดสวนแก้ว  ปรกติบ้านพิพิธภัณฑ์ไม่ได้แข่งกับใครเพราะเราไม่มีเงิน ไม่ได้ไปเดินจตุจักร  เดินคลองถมเพื่อเสาะหาของอย่างจริงจังเหมือนเซียนของเก่า   ส่วนมากเราอยู่กับหนังสือเราก็เล่นหนังสือ  สิ่งของบางอย่างเราไม่ได้ตั้งใจว่าต้องมีให้ครบชุด คือมีก็เก็บ  ไม่มีก็ไม่เป็นไร ไม่ถึงกับต้องไปเสาะหาจริงๆ จังๆ  แบบนั้นต้องใช้เงินเยอะ  เราไม่มี ต้องทำใจ</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ในยุคโลกาภิ วัตน์ ข้อมูลบางอย่างอยู่ในรูปแบบดิจิทัล  มีอุปสรรคในการเก็บรักษาและใช้งานหรือไม่   และมีวิธีจัดการกับของที่เริ่มเสื่อมสภาพอย่างไร  ยกตัวอย่างฟิล์มขาวดำที่มีอายุเกิน ๑๐ ปี</span><br />
ปัญหานี้ใหญ่มาก  อันที่จริงการเก็บฟิล์มพอถึงจุดหนึ่งก็มีปัญหา เดิมผมเก็บข้อมูลแบบชาวบ้าน  เช่นออกไปถ่ายรูป ส่งฟิล์มล้างแล้วก็เอามาเขียนวันเดือนปีที่ถ่าย  สถานที่ถ่ายลงบนหน้าซอง  จากนั้นก็ใส่นัมเบอร์ฟิล์มตามลำดับที่ถ่ายเพราะถ้าไม่จดบันทึกไว้ก็ไม่มีใคร รู้</p>
<p>เอาฟิล์มลงลิ้นชักเหล็ก เก็บในห้องแบบธรรมดา  เพราะไม่มีห้องทำงานดีๆ ชนิดเปิดแอร์ ๒๔ ชั่วโมง  วันดีคืนดีฟิล์มหมดสภาพ  บวม อัดเป็นรูปไม่ได้ ก็เสียรูปสำคัญๆ ไป  สมัยก่อนหรือถึงสมัยนี้ก็เถอะ  จะเอาไปอัดให้หมดทุกรูปได้ที่ไหน เงินทั้งนั้น  ขนาดเดี๋ยวนี้ค่าสแกนฟิล์มเป็นดิจิทัลราคาลดลงมามากแล้วก็ยังทำไม่ได้  ราคาถูกที่สุดตอนนี้ตกม้วนละ ๘๐ บาท  สมมุติว่าทำ ๑๐๐ ม้วนก็ปาเข้าไป ๘  หมื่นบาท เราจะหาเงินมากๆ ได้จากที่ไหน ก็ต้องปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น</p>
<p>ถึงยุคมีกล้องดิจิทัล ผมก็ใช้กล้องดิจิทัล คือกล้องแบบฟิล์มมีน้ำหนักมาก  ผมแบกขึ้นภูสีที่หลวงพระบางไม่ไหว พอมีกล้องดิจิทัลมาช่วย  ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าฟิล์มและค่าล้างฟิล์มได้มาก  ประหยัดเวลาที่ต้องเข้าเมืองไปส่งไปรับหลายเที่ยว  ฟิล์มสไลด์นั้น  คิดค่าฟิล์มและค่าล้างแล้วตกม้วนละ ๒๐๐ บาท ถ่ายได้ ๓๖ ภาพ  ผมถ่ายสไลด์ราว  ๔,๐๐๐ ม้วน ใช้เงินไปราว ๘ แสนบาทใช่ไหม</p>
<p>การถ่ายภาพด้วยระบบดิจิทัล พอเอารูปลงคอมพิวเตอร์แล้ว  ต้องคิดระบบอ้างอิงเอง  ถ้าไม่ทำไว้จะลำบากมากเพราะถ่ายเป็นแสนรูป   ช่วงแรกนี้ผมตั้งแฟ้มภาพไว้ด้วยเลข ๕ หลัก เช่น ๐๐๐๐๑, ๐๑๓๖๕   แบบนี้จะลงลำดับไฟล์ได้ ๙๙,๙๙๙ ไฟล์  ใน ๑ ไฟล์ ถ้ามี ๒๐๐ รูป  ก็ต้องมีตัวเลขของแต่ละรูปกำกับต่อไปด้วย เช่น ๐๐๐๐๑-๐๐๑  ๐๑๓๖๕-๑๒๘   ต้องทำไปเรื่อยๆ  ถ่ายแล้วต้องรีบรีเนม ไม่งั้นจะขี้เกียจ  และจะเอาไปอ้างอิงในคำบรรยายภาพไม่ได้</p>
<p>เวลาดูทีวี  ถ้าอัดข่าวลงวิดีโอหรือดีวีดี ต้องบันทึกว่าม้วนที่เท่าไร แผ่นที่เท่าไร   จากนั้นต้องทำสารบัญไว้ช่วยจำมีเป็นร้อยๆ ม้วน   เรื่องไฟล์งานต้นฉบับก็เหมือนกัน สมัยก่อนเราพิมพ์ดีด  ก็ทำสำเนาเก็บไว้อีกชุด พยายามเย็บเข้าเล่มไปเรื่อยๆ  พอถึงยุคคอมพิวเตอร์  ก็พรินต์เข้าแฟ้มบ้าง ไม่พรินต์บ้าง เรื่องแบบนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง  แต่บางทีก็ลืม  ทำคนเดียวปวดหัวมาก เดี๋ยวนี้สายตาชักไม่ดี</p>
<p><span style="font-weight: bold;">เขียนหนังสือมาเกือบ ๒๐๐ เล่ม เล่มไหนที่พี่เอนกคิดว่าเป็นการทำงานที่ยากที่สุด</span><br />
<span style="font-style: italic;">ประวัติการถ่ายรูปยุคแรกของไทย</span> พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สารคดีภาพ  เล่มนี้ผมแก้แล้วแก้อีก เริ่มเขียนตั้งแต่ปี  ๒๕๒๔ ว่าจะพิมพ์ก็ไม่ได้พิมพ์  ทำให้ต้องแก้ข้อมูลตลอดเวลาเพราะข้อมูลเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ  เช่นสมัยหลังพบว่าบาทหลวงลานอร์ดีมีบทบาทในการนำวิชาถ่ายรูปเข้ามาเมืองไทย ด้วย ก็ต้องเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ๆ เข้าไป  เพราะที่ผ่านมาเราให้เครดิตสังฆราชปาเลอกัวซ์เพียงคนเดียวเท่านั้น   สมัยนั้นคอมพิวเตอร์ช่วยจัดหน้ายังไม่แพร่หลาย การแก้ข้อความก็ลำบากมาก  แก้ทีบรรทัดเลื่อนที คนตรวจปรู๊ฟก็ตัดวรรคตัดตอนรกรุงรังยุ่งเหยิงไปหมด   เอามาอ่านตรวจต่อผมแทบจะบ้าคลั่งตาย เรียกว่าไม่อยากเห็นเลย   พอแก้เสร็จก็ไม่ได้จังหวะพิมพ์ ต้องปล่อยอาร์ตเวิร์กกองไว้เฉยๆ อีกหลายปี  กว่าจะพิมพ์ออกมาได้ก็ปาเข้าไป พ.ศ. ๒๕๔๗</p>
<p>การค้นคว้าบางเรื่อง  กว่าจะได้คำตอบต้องใช้เวลาหลายปี  เช่นปกหนังสือโรงพิมพ์วัดเกาะที่ผมเคยเห็นและประทับใจมาตั้งแต่เด็ก  กว่าจะรู้ว่าเป็นฝีมือครูอาด อ๊อดอำไพ ต้องศึกษาสังเกตถึง ๔๐ ปี   ที่รู้ก็เพราะไปได้หนังสือ พระอภัยมณี มา  บนปกมีลายเซ็นเป็นเส้นบางๆ  ถ้าไม่สังเกตก็ไม่รู้ว่าเป็นลายเซ็น  พอเปิดดูข้างใน มีบอกว่าวาดโดย อาด  อ๊อดอำไพ เลยรู้ว่าลายเซ็นครูอาดเป็นอย่างนี้เอง</p>
<p>หรือเรื่อง <span style="font-style: italic;">แม่นาคพระโขนง</span> ผมอ่านมาตั้งแต่เด็ก จนปี ๒๕๒๑ จึงได้ไปที่วัดมหาบุศย์ ไปสอบทานข้อมูลเรื่องแม่นาค  ช่วงนั้นผมอ่านไมโครฟิล์มหนังสือ <span style="font-style: italic;">สยามประเภท</span> ในหอสมุดแห่งชาติ ไปพบข้อเขียนเกี่ยวกับแม่นาคของ ก.ศ.ร. กุหลาบ เข้า   พอไปวัดมหาบุศย์แล้วก็นำทุกอย่างมาเขียนเผยแพร่ให้คนยุคปัจจุบันเข้าใจ   เรื่องแม่นาคฉบับพิสดารนั้นผมทำๆ หยุดๆ  เขียนมาแล้วหลายร้อยหน้า แล้วก็วาง</p>
<p><span style="font-weight: bold;">วิธีการเขียนของพี่เอนกค่อนข้างให้ความสำคัญกับการอ้างอิงและสื่อสารกับผู้อ่านอย่างตรงไปตรงมา</span><br />
ผมเลือกสไตล์การเขียนแบบนี้เพราะเห็นปัญหามาจากหนังสือและการอ่านสมัยก่อน  ผมไม่ชอบการเขียนแบบตรัสรู้ การเขียนแบบไม่ให้เครดิตคนที่เราได้ความรู้มา  ทำแบบนั้นเป็นการไม่ให้เกียรติกัน   ผมไม่อยากให้คนรุ่นหลังเจอปัญหาอย่างที่ผมเจออีก  การเขียนแบบวกวน  เยิ่นเย้อ ผมจะไม่ทำ  การชอบเขียนทำนอง “ผู้ใหญ่เล่าว่า&#8230;”  “หนังสือเล่มหนึ่งกล่าวว่า&#8230;” จะพยายามไม่ทำ  จะระบุให้รู้กันไปเลยว่าใครว่า หนังสือเล่มไหนว่า  เวลาผมเขียนสารคดี  ผมอยากบอกคนอ่านว่าเคยมีคนเขียนอะไรไว้อย่างไร  บัดนี้มีปัญหาหรือข้อสงสัยให้ชำระอย่างไร  บอกโจทย์ให้รู้ว่าเป็นอย่างไร  แล้วค่อยๆ หาคำตอบมาแสดงเป็นเปลาะๆ ไป</p>
<p><span style="font-weight: bold;">พี่เอนกมีฮีโร่หรือคนที่สร้างแรงบันดาลใจไหมครับ</span><br />
อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ เป็นคนที่ผมนับถือและเป็นต้นแบบของผมคนหนึ่ง   คนอื่นก็มีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  หรือ ฟ. ฮีแลร์  ผู้เขียนตำราเรียน <span style="font-style: italic;">ดรุณศึกษา</span> นายกี่ กีรติวิทโยฬาร ผู้เขียนเรื่อง <span style="font-style: italic;">ลูกสัตว์ต่างๆ</span> ซึ่งประทับใจคนทั้งประเทศในสมัยผมเป็นเด็กๆ  กระทั่ง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ผมก็ได้รับอิทธิพลด้านภาษามาเขียนหนังสือ <span style="font-style: italic;">เพลงยังไม่สิ้นเสียง</span> และ <span style="font-style: italic;">เพลงนอกศตวรรษ</span> อยู่พักหนึ่ง</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ในความคิดของพี่เอนก นักเขียนและนักค้นคว้าที่ดีควรเป็นอย่างไร</span><br />
เอาแคบๆ เฉพาะผู้เขียนสารคดีเรื่องเก่าๆ  อย่างแรก ต้องบอกที่มาของข้อมูล  เพื่อให้คนรุ่นหลังตรวจสอบและค้นคว้าเพิ่มเติมได้  สอง  การให้เครดิตแหล่งข่าว  ผมถือว่าการให้เกียรติคนให้ความรู้เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าเนรคุณ   บางทีประโยคประโยคเดียวจากการอ่าน แม้ไม่ได้นำไปอ้างอิงในเรื่อง  แต่ถ้ามีส่วนจุดประกายความรู้ให้ผม ผมก็ใส่ไว้ในตัวเรื่องหรือท้ายเล่ม   การทำแบบนี้ดีทั้งตัวผู้เขียนและผู้ให้ความรู้  ผมไม่อยากลืมคนที่ให้ความรู้แก่เรา</p>
<p>สาม  ผมคิดว่าต้องออกภาคสนามด้วย ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับนั่งขยอกน้ำในขวดเก่า  ใช้แต่ความรู้ชุดเดิม ไม่มีน้ำใหม่เติมลงไปใหม่  คนอ่านได้แต่ข้อมูลซ้ำไปซ้ำมา  ถ้าเจอหลักฐานใหม่จะทำให้เราได้ความรู้มากขึ้น</p>
<p>น่าสงสัยไหม พระองค์ผ่อง พระราชธิดาพระองค์แรกในรัชกาลที่ ๕ อายุตั้งมาก แต่หาประวัติและรูปถ่ายไม่ได้ มีรูปเท่าเหรียญ มีประวัติใน <span style="font-style: italic;">ราชสกุลวงศ</span>์  แค่ ๓-๔ บรรทัด หาประวัติมากกว่านั้นไม่ได้ ไม่รู้ว่าท่านอยู่อย่างไร  สร้างงานอะไร  เจ้านายอีกหลายองค์ก็เป็นอย่างนี้ คือหาประวัติผลงานยาวๆ  ไม่ได้ ยกเว้นองค์ที่โดดเด่นจริงๆ   คนไทยจำนวนมากเกิดแล้วตายไปโดยไม่รู้ว่าจะเล่าอะไรให้คนรุ่นหลังทราบ  เป็นหน้าที่ของคนที่สนใจเรื่องเก่าต้องตามหาและนำภูมิปัญญาจากศักยภาพของ ผู้คนมาแสดง ยกตัวอย่างนักประดิษฐ์เก่าและใหม่  ต้องไม่ปล่อยให้ความรู้หายไปกับตัวของเขา   ถึงมีข้อมูลอยู่แล้วก็อย่าไปเชื่อทันที ต้องตรวจสอบข้อมูลที่อาจผิดพลาดด้วย</p>
<p><span style="font-weight: bold;">ทุกวันนี้จัดตารางชีวิตอย่างไรในฐานะนักเขียนและนักค้นคว้าอิสระ</span><br />
ทุกวันนี้ถ้าว่างก็ออกไปกวาดใบไม้ ถ้าออกมาพักผ่อนที่บ้านพิพิธภัณฑ์ เช้าๆ  ก็กวาดขยะในซอย ทำให้มันสะอาดตา เป็นการออกกำลังกายไปด้วย   จากนั้นก็เปิดคอมพิวเตอร์เขียนงาน เอารูปถ่ายในกล้องลงเครื่อง  เขียนบันทึกประจำวัน เขียนต้นฉบับส่งไปลงคอลัมน์ “นอกตำรา” ใน <span style="font-style: italic;">เนชั่นสุดสัปดาห</span>์ ถ้ามีเวลาเหลือก็ทำงานที่จะรวมเล่ม</p>
<p>ตอนบ่ายบางทีก็ไปวัดสวนแก้ว นนทบุรี ไปดูของเก่า  ไปเดินเล่นที่ตลาดบางใหญ่  บางทีขับรถเข้าไปในทุ่งนา ไปดูต้นไม้  ดูน้ำดูท้องฟ้า  ไปวัดเล่งเน่ยยี่ บางบัวทอง ไปนั่งดูสวนผัก   บางวันออกต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ เช่น ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์, พงษ์ศักดิ์  ศรีสด, รังสิต จงฌานสิทโธ หรือน้องๆ ที่มาช่วยงานบ้านพิพิธภัณฑ์   ผมค่อนข้างสบายใจกับชีวิตแบบนี้  รถยนต์ก็เพิ่งซื้อใช้เมื่อปี ๒๕๓๗  เพราะรำคาญบัสซาวนด์บนรถเมล์  รถช่วยทำให้ผมสำรวจได้ง่ายขึ้น   สองสามปีนี้ผมออกสำรวจเส้นทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปทางอำเภอสามโคก  ลานเท บางไทร เพราะชอบชื่อและบรรยากาศแถวนั้น   บางทีไปแวะดูบ้านป้าสำอางค์เพลงขอทานซึ่งเดี๋ยวนี้รื้อไปหมดแล้ว  บางทีเลยไปจนถึงวัดไชยวัฒนารามที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ได้ผ่านวัดเก่าแก่มากมาย</p>
<p><span style="font-weight: bold;">คิดว่าตนเองประสบความสำเร็จในชีวิตหรือยัง และมีเป้าหมายอะไรต่อจากนี้</span><br />
ผมพอใจที่ได้บันทึกประวัติพ่อเพลงแม่เพลง  และตัวอย่างเพลงพื้นบ้านภาคกลางไว้มากมาย   การทำบ้านพิพิธภัณฑ์ก็ถือว่าได้งานอีกขั้นหนึ่ง  การได้รับรางวัลสารคดี  เกียรติยศ ครั้งที่ ๑ จากนิตยสาร <span style="font-style: italic;">สารคดี </span>พ.ศ.  ๒๕๕๓  ถือว่าเป็นเกียรติและเป็นกำลังใจอย่างยิ่ง   ผมว่าคนทำงานสารคดีเป็นคนสันโดษ  คนเขียนสารคดีนั้นเหมือนอยู่อีกฟากหนึ่งของโลกประพันธ์ไทย  บางทีผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียนด้วยซ้ำ เป็นคนเขียนหนังสือมากกว่า   ผมทำงานที่อยากทำ ทำสิ่งที่รักและศรัทธา แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว   ผมภูมิใจกับงานทุกชิ้นที่เขียนออกมา  ทำงานสำเร็จชิ้นหนึ่งก็เหมือนชูตลูกบาสลงห่วง ลงลูกหนึ่งก็รู้สึกดี  อยากทำงานชิ้นต่อไปออกมาอีก</p>
<p>ตอนนี้ผมมีโครงการชื่อ “ตลาดเล็กๆ”  บนเนื้อที่ ๒ ไร่ครึ่ง ที่ตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม  คงเป็นฝันสุดท้ายแล้วกระมัง สำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่อง งบประมาณยังไม่มี  แต่ต้องลงมือทำ   คือบ้านพิพิธภัณฑ์เก็บเงินและขอหยิบยืมเงินเพื่อนสำนักพิมพ์ไปกระเสือกกระสน ซื้อที่ดินมา ๑ แปลง  อยากสร้างพิพิธภัณฑ์ที่กว้างขวางขึ้นอีกหน่อยเพราะบ้านพิพิธภัณฑ์ในซอยศาลา ธรรมสพน์แคบมาก เจ้าหน้าที่และของบริจาคไม่มีที่พักเลย</p>
<p>จะทำเป็นห้องแถวริมน้ำ ผมขอให้คุณธีรพล นิยม สถาบันอาศรมศิลป์ บางมด  วานนักศึกษาปริญญาโทมาช่วยออกแบบให้   จากนั้นจะไปขอบิณฑบาตอิฐหินดินทรายและเงินมาทำพิพิธภัณฑ์ให้เสร็จ   ทั้งบ้านพิพิธภัณฑ์และตลาดเล็กๆ ไม่ใช่บ้านส่วนตัวของผม เป็นของสาธารณะ  ใครสนใจมาช่วยกันได้ เป็นงานเพื่อส่วนรวม สังคมจะได้มีแหล่งเรียนรู้มากขึ้น  มีที่พักผ่อนสำหรับครอบครัว เพราะเราขาดแคลนสถานที่แบบนี้มาก</p>
<p>วัดหรือห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ หนวกหูและเสียงดังมาก เวลานี้เด็กๆ  และครอบครัวหาที่พักใจดีๆ ยากเหลือเกิน  ถ้าบริษัทใหญ่ๆ  หรือคนใจบุญร่วมบริจาคเงินสร้างตลาดเล็กๆ ให้เสร็จโดยเร็วได้  ก็จะขอบพระคุณเป็นอันมาก   ความจริงสร้างพิพิธภัณฑ์ก็ได้บุญกุศลไม่แพ้สร้างวัดสร้างโรงพยาบาลเลย</p>
<p><span style="font-weight: bold;">พี่เอนกมีอะไรอยากฝากหรือแนะนำนักเขียนและนักค้นคว้ารุ่นหลัง</span><br />
ถ้าทำสิ่งที่ชอบได้ก็ถือเป็นความสุข  แต่ผมเข้าใจว่าเงื่อนไขของแต่ละคนแตกต่างกัน แนะนำได้กว้างๆ  ว่าให้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ถ้าทำเป็นอาชีพไม่ได้ก็ทำเป็นงานอดิเรก  มีกำลังก็ค่อยพัฒนาต่อ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5-%e2%80%9c%e0%b8%9c%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>der Wedding!</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/der-wedding/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/der-wedding/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Jul 2010 20:17:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Berlin]]></category>
		<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[magazine]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=453</guid>
		<description><![CDATA[ขออนุญาตแอบมาโฆษณานิตยสารสุดเจ๋งประจำอำเภอ Wedding !
Wedding เป็นชื่อเขตนึงในเบอร์ลิน อยู่ระหว่าง Prenzlauer Berg, Mitte และ Moabit
ซึ่งเป็นย่านสุดฮิปแม่ลูกอ่อนกับย่านตุรกีสุดโต่ง
Wedding เป็นส่วนผสมผสานระหว่างความฮิปกิ๊บเก๋และความเท่ห์สไตล์ตุรกี 
ความหลากหลายและน่าสนใจแกมน่าเบื่อของวิถีชีวิตคนใน Wedding ทำให้นิตยสารเล่มนี้เกิดขึ้นได้
ดูเป็น konzept ที่แปลกประหลาดแต่ก็สร้างความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย 
ทุกครั้งที่ wedding ออกมา เลยไม่ต้องคิดนานว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
เพราะมันออกกันปีละครั้งเท่านั้นเอง   
Der Wedding
ปล.แถมรายการวิทยุใหม่ประจำนิตยสาร Neon หนึ่งในนิตยสารสุดเจ๋งของเยอรมัน   >>Neon.FM
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขออนุญาตแอบมาโฆษณานิตยสารสุดเจ๋งประจำอำเภอ Wedding !<br />
Wedding เป็นชื่อเขตนึงในเบอร์ลิน อยู่ระหว่าง Prenzlauer Berg, Mitte และ Moabit<br />
ซึ่งเป็นย่านสุดฮิปแม่ลูกอ่อนกับย่านตุรกีสุดโต่ง<br />
Wedding เป็นส่วนผสมผสานระหว่างความฮิปกิ๊บเก๋และความเท่ห์สไตล์ตุรกี </p>
<p>ความหลากหลายและน่าสนใจแกมน่าเบื่อของวิถีชีวิตคนใน Wedding ทำให้นิตยสารเล่มนี้เกิดขึ้นได้<br />
ดูเป็น konzept ที่แปลกประหลาดแต่ก็สร้างความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย </p>
<p>ทุกครั้งที่ wedding ออกมา เลยไม่ต้องคิดนานว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ<br />
เพราะมันออกกันปีละครั้งเท่านั้นเอง <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  </p>
<p><a href="http://www.derwedding.de/" target="_blank">Der Wedding</a></p>
<p>ปล.แถมรายการวิทยุใหม่ประจำนิตยสาร Neon หนึ่งในนิตยสารสุดเจ๋งของเยอรมัน <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  >><a href="http://www.neon.de/kat/radio/?utm_source=extern_facebook&amp;utm_medium=facebookeintrag&amp;utm_campaign=radio" target="_blank">Neon.FM</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/der-wedding/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จับฉ่ายแมน-ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%89%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a0%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%89%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a0%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Apr 2010 16:21:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[video]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=418</guid>
		<description><![CDATA[
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="344" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/ik_axv4hlHU&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="344" src="http://www.youtube.com/v/ik_axv4hlHU&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2010/%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%89%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b8%94%e0%b8%a3-%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b8%a0%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คืนถนนให้คนเดินเท้า!</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Aug 2009 22:32:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=324</guid>
		<description><![CDATA[
youtube:แดงเสมอสำหรับคนเดินถนน
จริงด้วย คนก่อนรถทีหลัง หรือรถก่อนคนทีหลัง ..!
อันนี้คงต้องขอฝากท่านผู้ว่ากทม.ช่วยดูแลหน่อยนะคะ 
via bact&#8217;, culturelab
ปล.ทำไมใน blog เรา post youtube แล้วมันมีปัญหาทุกทีเลยวะ -_-&#8221;
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="bodytext" id="item_body"><img width="428" height="237" id="image322" alt="Picture 2.png" src="http://anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2009/08/Picture%202.png" /></p>
<p><a target="_blank" href="http://www.youtube.com/watch?v=ZIiAuAFeJqo">youtube:แดงเสมอสำหรับคนเดินถนน</a><br />
จริงด้วย คนก่อนรถทีหลัง หรือรถก่อนคนทีหลัง ..!</p>
<p>อันนี้คงต้องขอฝากท่านผู้ว่ากทม.ช่วยดูแลหน่อยนะคะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /><br />
via <a target="_blank" href="http://bact.blogspot.com">bact&#8217;</a>, <a target="_blank" href="http://culturelab.in.th/blog/">culturelab</a></p>
<p>ปล.ทำไมใน blog เรา post youtube แล้วมันมีปัญหาทุกทีเลยวะ -_-&#8221;</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Bra story</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2009/bra-story/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2009/bra-story/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Aug 2009 22:27:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=323</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องจริงที่คุณไม่ควรมองข้าม 
อีก 1 ตัวอย่างเมื่อทุนนิยมทำพิษ
via Bra story เซ็กซี่บนรอยน้ำตา &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 

Bra story เซ็กซี่บนรอยน้ำตา
โดย : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ต้นทางของ &#8220;บรา&#8221; ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า แต่มาจากฉันทนาตัวเล็กๆ ที่รักและทุ่มเต็มร้อยกับอาภรณ์ชิ้นน้อย สุดท้ายสิ่งที่พวกเธอได้รับคือซองขาว
 	                                  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องจริงที่คุณไม่ควรมองข้าม <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /><br />
อีก 1 ตัวอย่างเมื่อทุนนิยมทำพิษ</p>
<p>via <a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20090806/66394/Bra-story-%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2.html">Bra story เซ็กซี่บนรอยน้ำตา &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ </a><br />
<span id="more-323"></span></p>
<p>Bra story เซ็กซี่บนรอยน้ำตา</p>
<p class="by-line">โดย : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ</p>
<p><strong>ต้นทางของ &#8220;บรา&#8221; ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า แต่มาจากฉันทนาตัวเล็กๆ ที่รักและทุ่มเต็มร้อยกับอาภรณ์ชิ้นน้อย สุดท้ายสิ่งที่พวกเธอได้รับคือซองขาว</strong></p>
<p><span id="Google-adsense-indetail"> 	                                    <!--<iframe scrolling="no" xsrc="fullURLmain/include/adsense/indetail.php" mce_src="fullURLmain/include/adsense/indetail.php"    frameborder="0" height="266" width="250"></iframe>&#8211;> 										<script type="text/javascript"> 											google_ad_channel = '8724309246'; //slot number 											google_ad_type = 'text'; //media image, text, html, flash	 											google_max_num_ads = '3'; //amount Ads 											//google_image_size = '338X280'; 											//google_skip = '3'; 											var ads_ID = 'Google-adsense-indetail'; // set ID for main Element div 											var displayBorderTop	 = false; // default = false; 											//var displayLandScape = true; // false=Default, true=landscape *** if set Landscape not arrow ad type image 											var position_ad_detail ='in'; // ''=Default, in=Intext, under=TextUnderDetail                                         </script> 										<script type="text/javascript">                                         <script type="text/javascript" /><script /><script>google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</script><script language="JavaScript1.1">                                        </span>เวลาเลือกซื้อ "บรา" สักตัว คุณเลือกจากอะไรบ้าง?</p>
<p>คุณภาพ สีสัน เนื้อผ้า ราคา หรือ ความเซ็กซี่</p>
<p>ไม่ต้องรีบตอบตอนนี้ก็ได้...</p>
<p>มีใครบางคนอยากแนะนำให้รู้จัก</p>
<p><b>40 ขั้นตอน ก่อนเป็นยกทรง</b></p>
<p>จะเรียกว่าเป็น "ซือเจ๊" ของโรงงานก็ว่าได้ สำหรับสาวๆ ลายคราม สามคนนี้</p>
<p><span class="anchor-link">ธันยนันท์ ประเสริฐสังข์</span>,<span class="anchor-link"> เยือง แก้วบัวดี</span> และ<span class="anchor-link"> สุรินทร์ หงษ์กลัด</span> มือวางอันดับ 1 เรื่องเย็บชุดชั้นในของบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำยี่ห้อไทรอัมพ์ (Triumph) ,วาเลนเซีย (Valinsere) , สล็อกกี้ (Sloggi) , อาโม (AMO) และ ออท (HOM)</p>
<p>สองคนแรกอายุ 49 ขณะที่คนหลังมากับวัย 52 อายุงานแต่ละคนเฉลี่ย 20 ปี มีเสื้อยกทรง กางเกงชั้นใน และชุดว่ายน้ำผ่านมือมาแล้วนับแสน แต่ถ้าถามว่าชอบเย็บอะไรมากที่สุด</p>
<p>"บรา" พวกเธอตอบ</p>
<p>ก่อนจะย้ายฐานการผลิตมาที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลี โรงงานแห่งแรกอยู่ที่สีลม สร้างขึ้นเพื่อรองรับการผลิต "ชุดชั้นใน" เป็นอันดับแรก และ ธันยนันท์ก็เข้ามาเป็นพนักงานใหม่ด้วยค่าแรงวันละ 28 บาท เมื่อ 22 ปีก่อนพร้อมกับเพื่อนร่วมงานราวๆ 150 คน</p>
<p>"รู้ไหม เสื้อใน 1 ตัวมีถึง 40 ขั้นตอน" ธันยนันท์เริ่มต้นเล่ากระบวนการผลิต ด้วยชั่วโมงบินที่สูงกว่าคนอื่น</p>
<p>เพราะคนงาน 1 คนไม่ใช่จะเหมาทำไปเลย 1 ตัว แต่จะซอยย่อย แจกจ่ายหน้าที่ไปตามสเต็ป กระทั่งโบเล็กๆ ที่ติดระหว่างอกเสื้อ ยังกินเวลาถึง 3 ขั้นตอน</p>
<p>เริ่มจากหัวหน้างานหรือซูเปอร์ไวเซอร์รับงานมา แบ่งออกเป็น 40 ขั้นตอน ดูว่าคนไหนถนัดอะไรก็แจกจ่ายงานให้คนนั้น พร้อม "คูปองเวลา" หรือเวลาที่ควรจะทำงานชิ้นนั้นๆ ...แนบมาด้วย</p>
<p>"คนที่ 1 จะเย็บ คนที่ 2 ล้มตะเข็บ จากนั้นแปะโปโล (ทรงบาง) ประกอบขึ้นเป็นชิ้น แพครอบข้างในประกบผ้านิ่ม วนเข็มเดี่ยวให้ทรงกับตัวเสื้อติดกัน แปะข้าง ใส่ฟองน้ำ เย็บยางใต้รักแร้ ยางใต้ทรง ล้มโบไวด์ (Bow wire) ใส่โครงเหล็ก ปิดบราหัวท้าย ถ้ามีตะขอก็แปะตะขอ เกี่ยวสายไหล่ ติดไซส์แพ็ก ติดนัมเบอร์ โอ๊ย อีกเยอะแยะ" สุรินทร์ขี้เกียจอธิบายต่อเพราะอีกหลายอย่างเป็นศัพท์เฉพาะ</p>
<p>ยากที่สุดต้องยกให้การใส่โครงเหล็ก ซึ่ง "เยือง" ถือเป็นมือวางอันดับต้นๆ ของขั้นตอนนี้ แต่ก็มีของแถมคือ "นิ้วคด" กลับมา</p>
<p>"ตึงไปก็ไม่สวย หย่อนไปก็ไม่ได้ ต้องพอดี" เยืองบอกสั้นๆ ตามประสาคนพูดน้อย จนเพื่อนอย่างสุรินทร์พูดสวนขึ้นมาว่า "ยากไม่ยากดูนิ้วสิ งอเลย ตั้งนานนะกว่าจะยอมไปหาหมอ"</p>
<p>คนถูกดุสารภาพว่า กลัวโดนผ่านิ้ว ไม่ใช่เพราะกลัวเจ็บแต่กลัวมีคนอื่นมาแย่งตำแหน่งงานไป ในระหว่างพักฟื้นหลายเดือน</p>
<p>"เดี๋ยวมีน้องใหม่ขึ้นมาแทนแล้วทำนาทีได้เร็วกว่า คือเราอายุเยอะแล้ว แรงมันก็ย่อมถอย เราเลยต้องทน มีอยู่ครั้งหนึ่งแม่ป่วย ช็อก พาเข้าโรงพยาบาลกลางดึก เช้ามารีบให้น้องสาวมาเฝ้าแทน ตัวเองรีบไปทำงานตอนเจ็ดโมงเช้า" เยืองยังถ่อมตัวว่า ทุกขั้นตอนสำคัญหมด เพราะถ้าขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งเสีย ก็จะถูกตีกลับไปทำใหม่ งานรวนไปทั้งกระบวน</p>
<p>"เย็บลูกไม้เกินไป 1 มม.ก็ไม่ได้ ตีกลับไปทำใหม่" ธันยนันท์ย้ำถึงความละเอียด</p>
<p>ใน 1 ปี ทั้งสามสาว (ใหญ่) แทบจะไม่มีใครยอมหยุดงานเลย สุรินทร์ใช้คำว่า "ป่วยก็ต้องลากสังขารมา" ส่วนธันยนันท์ บ้านไกลถึงรังสิต ครั้งหนึ่งเคยตื่นสาย ตกรถบัสรับ-ส่งพนักงาน พนักงานดีเด่นวัยริมๆ 50 ก็ต้องจับแท็กซี่ ดั้นด้นมาจนถึงบางพลี</p>
<p>"มากกว่าค่าแรงเราอีก แต่ก็ต้องมา" เธอบอก</p>
<p>มาถึงบรรทัดนี้ สงสัยหรือไม่ว่า ทำไมสามสาวถึงขยันและรักงานมากขนาดนี้ ถ้าคิดประกอบกับเบี้ยปี กรณีไม่ลา ไม่ป่วยและไม่สาย ได้ 1,200 บาท หรือเบี้ยเดือนราวๆ 450 บาท ก็อาจจะไม่ค่อยคุ้มด้วยซ้ำ</p>
<p>แต่เพราะที่นี่ใช้ระบบการทำงานแบบ "นาทีคูปอง"</p>
<p><b>รีบ รีบและรีบ เพื่อนาทีคูปอง</b></p>
<p>ฟังชื่อเหมือนลุ้นโชค แต่จริงๆ ทำเอาพนักงาน "บักโกรก" กันเป็นแถว</p>
<p>เพราะระบบคูปองนาที หมายความว่า จะจ่ายค่าแรงแบบเหมารายชิ้น</p>
<p>"แต่ละขั้นตอนที่ได้รับมอบหมาย จะมาพร้อมกับจำนวนนาทีที่กำหนดให้ทำเสร็จ สมมติเราได้ขั้นตอนติดโบ ได้โบมา 20 ชิ้นกับคูปอง 20 นาทีก็ต้องทำให้เสร็จภายใน 20 นาที ซึ่งเขากำหนดให้วันหนึ่งเราต้องทำได้ 480 นาที ถ้าไม่ได้ก็จะได้เป็นค่าแรงขั้นต่ำ (355 บาท/วัน) แต่ถ้าได้ ก็จะเอานาทีที่เกินคูณด้วย 1.03 บาท" บุญรอด สายวงศ์ เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นนัล ช่วยขยายความ</p>
<p>ถ้าใครทำไม่ได้ก็จะโดนหัวหน้าเรียกไปว่า ขณะเดียวกัน เพื่อนๆ ที่อยู่ขั้นตอนก่อนหน้าหรือทีหลัง เมื่อเห็นว่าเพื่อนทำไม่ได้ซึ่งจะส่งผลถึงจำนวนชิ้นงานของตัวเองด้วยก็จะ ช่วยกดดันไปโดยไปปริยาย</p>
<p>จึงไม่แปลกถ้าจะมีพนักงานบางคนเย็บไป ร้องไห้ไป...ธันยนันท์บอก</p>
<p>เนื่องจากเป็นระบบที่ดึงดูดให้พนักงานอยากทำชิ้นงานให้ได้เยอะๆ ไม่มีใครอยากได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ ทุกคนจึงรีบ รีบ และรีบ ไม่ดื่มน้ำถ้าไม่หิวจริงๆ ไม่เข้าห้องน้ำไม่ว่าจะหนักหรือเบา อั้นเอาไว้ก่อน และจะไม่ทานอะไรที่เสี่ยงว่าท้องจะเสีย เวลาพักเที่ยงก็จะทำจนยามเป่าไล่ รีบกินข้าวให้หมดไวๆ ก่อนขึ้นมาทำใหม่ ไม่ต้องพูดถึงตอนเช้า คนงานที่นี่มักมาออกันหน้าประตูก่อนโรงงานจะเปิดร่วม 20 นาที จะได้มีเวลาทำงานนานขึ้น</p>
<p>รางวัลแห่งความขยันคือ โรคไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กรวยไตอักเสบ และความเครียด</p>
<p>ขึ้นชื่อว่าชุดชั้นใน แต่ละขั้นตอนเรียกร้องความละเอียดสูง มือต้องเบา สมาธิต้องดี และมีใจรัก</p>
<p>"ไม่รักทำไม่ได้หรอก ขั้นตอนละเอียด ยิบย่อยเยอะมาก และที่สำคัญต้องออกมาสวย" สุรินทร์พูดแทนเพื่อน</p>
<p>ความสวย เป็นคุณสมบัติที่เรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเทรนด์แฟชั่นที่ฟาดหางมาถึงชุดชั้นใน</p>
<p>"พอเน้นแบบแฟชั่นมากขึ้น งานก็ยากขึ้น ซับซ้อน เย็บยาก ลวดลายไม่ซ้ำ ลอตหนึ่งมีมาไม่เยอะ 2,000 ตัว 5,000 ตัว แถมจะเอาภายใน 3 วัน 5 วัน ยากแค่ไหนเราก็ต้องเร่งทำให้ แต่ขอโทษ คูปองนาทีไม่เคยเพิ่ม มีแต่ลด" เมื่อเปรียบเทียบกับงานลอตใหญ่ หลักหมื่นตัวขึ้นไป จะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมาด้วยลายพื้นๆ ชนิดที่คนเก่า "เคยมือ" แล้ว</p>
<p>480 นาทีต่อวันจึงยากขึ้น มากกว่านั้น คนพูดน้อยอย่างเยือง ยังอดไม่ได้ที่จะเล่าให้ฟังว่า ด้วยระบบงาน ณ ปัจจุบัน จะไม่ค่อยมีใครได้ทำแต่งานถนัด หรือพูดง่ายๆ ถ้าเริ่มชินมือแล้วก็จะถูกหัวหน้างาน เปลี่ยนให้ไปทำขั้นตอนใหม่ที่ยังไม่คุ้น</p>
<p>"ถ้าชินมือ เราจะทำเสร็จเร็ว ก็จะถูกลดนาที หรือถ้าเราทำได้เยอะ ลอตใหม่เขาจะไม่ให้เราทำแล้ว ให้คนใหม่ทำ แล้วไปลดนาทีเขาอีก" เมื่อระบบเป็นอย่างนี้ ก็จะมีคนหัวใสอยากใช้ทางลัด พยายามเข้าทาง เอาอกเอาใจหัวหน้า เผื่อกรณีได้งานยากจะได้เจรจาให้ง่ายขึ้น</p>
<p><b>ความสุขที่ไม่เคยได้ใส่</b></p>
<p>แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครคิดอยากออกจากงาน...</p>
<p>ชื่อเสียงและความมั่นคงของบริษัทเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ก็มีอีกเรื่องที่สำคัญกว่า</p>
<p>"เสื้อในที่เราทำออกไปแต่ละตัว เราทำด้วยใจ ไม่ได้สักแต่ว่าทำ ถ้าคนไม่รักทำไม่ได้ เพราะถ้ารักแล้วจะทำได้ดี มันมีความสุขนะเวลาได้เห็นงานเสร็จแล้วออกมาสวย" สุรินทร์เผยความรู้สึก</p>
<p>...แม้จะเป็นความสุขที่ไม่เคยได้ใส่เลยก็ตาม</p>
<p>"คนทำชุดชั้นในที่ส่งขายไปทั่วโลก ไม่มีสิทธิซื้อใส่เพราะราคาแพงมาก ถึงจะมีลอตโควตาขายพนักงานก็เอาที่ผลิตที่เวียดนามมาขายซึ่งคนละเกรด หรือไม่ก็ต้องรอห้างโละแล้วมาขายให้ถูกๆ แต่ก็ใส่ได้ไม่นาน ยางมันยืด เสื่อมเร็ว" บุญรอด บอก</p>
<p>ถึงอย่างนั้น เวลาที่เดินไปตามห้างสรรพสินค้า ผ่านแผนกชั้นในสตรี ก็ยิ้มทุกครั้งเมื่อเห็นผลงานตัวเองแขวนขายพร้อมติดป้ายราคาแพงลิบลิ่ว</p>
<p>"เราก็โอ้โห ตัวละตั้งสองพัน ได้แต่ภูมิใจเงียบๆ ว่านั่นน่ะงานเรา" ธันยนันท์ยิ้มๆ</p>
<p>"เรามองเองยังมีความสุขเลย แล้วคนที่เขาซื้อไปใส่ก็น่าจะมีความสุขเหมือนเราด้วย" สุรินทร์ คิดอย่างนั้น</p>
<p>หากวันนี้ความสุขของทั้งสี่คนกับเพื่อนๆ อีก 1,954 คน มีอันต้องจบลงไปดื้อๆ เพราะจู่ๆ ทางต้นสังกัดบอกเลิกจ้างเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างกิจการทั่วโลก</p>
<p>เวลาประมาณ 01.00 น. ของคืนวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ผู้โชคร้ายได้รับข่าวผ่านข้อความสั้นในโทรศัพท์มือถือให้มาร่วมรับฟังข้อ เท็จจริงจากบริษัท ที่ไบเทค บางนา ในเช้าวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน</p>
<p>"พอไปถึง คนที่มาแจกซองเป็นทหารใส่ชุดดำ พกอาวุธ ก่อนเข้าไปมีการตรวจกระเป๋า ขวดน้ำก็ไม่ให้เอาเข้า คิดดู ใครมันจะพกอาวุธไป เราเองยังไม่รู้เลยว่าไปทำอะไร"</p>
<p>เลขาฯ สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ อธิบายเสริมว่าในจำนวน 1,959 คนนี้ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1.ขาด ลา มาสาย 2.คนท้อง 3. อายุงานมาก และ 4.เจ็บป่วยจากการทำงาน ซึ่งธันยนันท์ สุรินทร์และเยือง เข้าข่ายสองข้อหลัง รวมทั้งบุญรอดเองด้วย ในฐานะที่เป็นแกนนำสหภาพฯ</p>
<p>"เราเคยช่วยกันคำนวณต้นทุนยกทรง 1 ตัว ตั้งแต่การนำเข้าวัตถุดิบ ค่าตัด เฉลี่ยตัวหนึ่งแค่ 40 บาท แต่เขาขายตัวละ 1,000-2,000  ส่วนต่างมันหายไปไหน แล้ววันหนึ่ง ต่อไลน์งานออกไม่ต่ำกว่า1,000 ชิ้น ทั้งโรงงานมีทั้งหมด 57 ไลน์ ลองคิดดูว่าบริษัทได้กำไรเท่าไหร่" ข้อมูลจากบุญรอด</p>
<p>เงินชดเชยที่ได้มาจากบริษัท บุญรอดไม่บอกเป็นตัวเลข แค่เปรียบเทียบให้ฟังว่าเท่ากับชุดว่ายน้ำดีๆ 40 ตัว</p>
<p>"สิ่งที่เราทุ่มเทมาตลอดมีค่าแค่ชุดว่ายน้ำ 40 ตัว" เลขาฯ สหภาพ ทวนซ้ำ</p>
<p>ถึงจะสิ้นสถานภาพคนงานไปแล้ว วันนี้ทั้งสี่คนยังมาโรงงานตามปกติ ต่างก็แต่ ไปอยู่แค่หน้าโรงงาน ตั้งเต็นท์ชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม</p>
<p>เมื่อเจอคำถามคลาสสิคว่า "จะทำอย่างไรต่อไป"</p>
<p>คนถูกถามได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะตอบกลับมาว่า "ไม่รู้ ตอนนี้ทำอย่างเดียว นั่งมองบริษัทคิดว่า ทำไมเขาทำกับเราได้ วันศุกร์ยังทำโอที ไม่มีวี่แวว ปุ๊บปั๊บ ไม่กี่ชั่วโมงแมสเสจมาบอกเลิกจ้าง แสนสามคุ้มไหมล่ะกับทั้งชีวิต" ธันยนันท์ถามกลับ</p>
<p>เรื่องนี้ คนตอบกลับตอบไม่ได้ แต่ก็อยากจะถามซ้ำอีกครั้งว่า...</p>
<p><b>เวลาเลือกซื้อ "บรา" สักตัว คุณเลือกจากอะไรบ้าง?  </b></p>
<ul>
<li><b><span style="color: #0000ff">No bra , No way</span>  </b></li>
</ul>
<p>เป็นคนรุ่นใหม่ไม่กี่คนที่มีโอกาสได้เข้ามารับรู้ว่า ต้นทางของบราเซียร์สักตัวนั้น ไม่ใช่แค่ห้างสรรพสินค้า</p>
<p><b>สุลักษณ์ หลับอุบล </b>สาวน้อยปี 4 จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมกับ Food Not Bombs กลุ่มอาหารทางสันติ กลุ่มการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่มีกิจกรรรมหลักคือแจกจ่ายอาหารมังสวิรัติโดยไม่คิดมูลค่าในที่สาธารณะ ซึ่งรวมถึงเต็นท์หน้าโรงงานบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ด้วย</p>
<p>ปกติ นิสิตสาวจากรั้วจามจุรีจะซื้อชุดชั้นในตามห้างสรรพสินค้า เน้นเป็นพิเศษตรงกระบะลดราคา แต่ก็เลือกจากราคา คุณภาพ และแบรนด์ โดยก่อนหน้านั้น ไทรอัมพ์คือหนึ่งในไม่กี่ห้อที่สุลักษณ์เลือกซื้อ</p>
<p>"แต่ก่อน ตอนซื้อคิดแค่ว่าเราจะได้ของดีมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน แต่พอมาได้มารู้เรื่องราวของพวกพี่ๆ ที่นี่ เราก็เริ่มสงสัยและตั้งคำถาม"</p>
<p>คำถามของสุลักษณ์มาจากราคาเฉลี่ยต่อ 1 ตัวที่เคยซื้อ ไม่ต่ำกว่า 500 บาท พอนำมาเปรียบเทียบกับค่าแรงคนงานประมาณ 355 บาท แล้วยังถูกนายจ้างบอกเลิกจ้าง โดยอ้างว่าขาดทุนจากพิษเศรษฐกิจ</p>
<p>"พอรู้ต้นทุนจากพวกพี่ๆ คนงาน เราก็ยิ่งสงสัยว่าแล้วส่วนต่างระหว่าง 40 กับ 500 มันไปไหน ไม่ได้ตกอยู่กับคนงานด้วย"</p>
<p>ก่อนหน้านั้น สุลักษณ์เคยคิดว่า ถ้าไม่ชอบสินค้าใด ก็จะแก้ปัญหาด้วยการไม่ซื้อ</p>
<p>"แต่การมาชุมนุมกันอย่างนี้ ด้วยปัญหาอย่างนี้ มันทำให้รู้ว่า ปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราซื้อหรือไม่ซื้อ แต่มันขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของสหภาพแรงงานและกฎหมายแรงงานมากกว่า และก็อาจจะไม่ได้มีแค่แบรนด์นี้ที่ทำกับคนงานแบบนี้"</p>
<p>สุลักษณ์ ยอมรับว่า "โนบรา" คือตัวเลือกหนึ่งที่เธอเคยคิด แต่ก็ตกไปเพราะอย่างไรก็เป็นของจำเป็นที่ยังต้องใช้</p>
<p>"ในโลกทุนนิยม เรายังต้องซื้อต้องใส่ แต่ก็ถามตัวเองต่อไปว่า มีอะไรที่เราพอจะช่วยพวกพี่ๆ ได้ไหม ก็เลยมาร่วมกิจกรรมตรงนี้ แล้วเอาข้อมูลที่ได้มาไปเล่า แลกเปลี่ยนให้เพื่อนๆ ที่คณะได้รับรู้ด้วย"</p>
<p>ผลก็คือ..</p>
<p>"<b>เขาก็ยังไม่รู้สึกว่ามันเกี่ยวกับเขาเท่าไหร่ เขายังคิดว่ามันห่างกัน" แต่อย่างน้อย สุลักษณ์ก็รู้แล้วว่า เธอและพี่ๆ สหภาพมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
</b></p>
<p></script></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2009/bra-story/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โจน จันได</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 May 2009 12:07:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=308</guid>
		<description><![CDATA[หลบหนีความวุ่นวายในเมือง มาอ่านอะไรที่มัน&#8221;พอเพียง&#8221;บ้าง ดีไม๊ ??
มันก็เป็นการเผชิญกับตัวเองในเรื่องของแฟชั่น แต่ก่อนผมรู้สึกว่าผมเป็นคนลาวไม่มีดั้ง ไปไหนก็อายคน คนอื่นเขาต้องพยายามไม่เป็นลาว คือใส่เสื้อผ้าให้เหมือนคนกรุงเทพฯ ผมกลับมองตรงกันข้าม คนลาวเนี่ยไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดไหน ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไม่มีดั้งเหมือนเดิม ดั้งมันไม่ได้โด่งขึ้น ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่น ถ้าเราวิ่งตาม เราจะไม่ทันเลย แต่ถ้าเราไม่ตามแฟชั่น เราจะเป็นตัวของตัวเอง คิดดูอย่างนี้แล้วก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ทำไมคนต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงต้องใส่เสื้อผ้ารัดหน้าอกรัดตัวเหมือนกันหมด ทำไมคนต้องใส่กางเกงยีนส์เหมือนกันหมด ถ้าอยากใส่เหมือนกัน ทำไมไม่ไปเป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเป็นพระซึ่งจะได้ใช้ชุดเหมือนกันหมด ความหลากหลายคือความงาม ความต่างคือความงาม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ห่วงเรื่องแฟชั่น ไม่ได้ห่วงเรื่องอะไรอีกเลย ใส่อะไรก็ได้ ขอให้มี มันก็สบายไป
ชาวบ้านปลูกข้าวโพด ปลูกอะไรตลอดทั้งปีทั้งชาติ ยิ่งปลูกก็ยิ่งมีหนี้ แต่ทำไมยังทำอยู่ ไม่มีใครถามตัวเองเลยว่า ปลูกแล้วไม่ได้อะไร มีแต่หนี้แล้วทำไปทำไม พอมาคิดดูชัดๆ เราจะพบว่าคนเหล่านี้ถูกปิดหูปิดตาไม่ให้เห็นความจริงในชีวิต สื่อก็บอกว่า ถ้าคุณอยากมีความสุข คุณต้องซื้ออันนี้ คุณต้องการความมั่นใจ คุณต้องใช้โรลออนชนิดนี้ ผ้าอนามัยชนิดนี้ ถ้าต้องการอิสรเสรีภาพต้องมีโทรศัพท์รุ่นนี้ มีบัตรเครดิตแบบนี้ ไม่มีใครบอกเราเลยว่า คุณมีความสุขแล้ว นั่นทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสคิด ชาวบ้านทั้งหลายจึงกลายเป็นเครื่องมือของภาคธุรกิจโดยไม่รู้ตัว
แต่ผมไม่ถนัดในการชักชวนให้คนมาทำ ผมไม่เคยพูดให้ชาวบ้านฟังเลยว่า ต้องมาทำอย่างผมนะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลบหนีความวุ่นวายในเมือง มาอ่านอะไรที่มัน&#8221;พอเพียง&#8221;บ้าง ดีไม๊ ??</p>
<blockquote><p>มันก็เป็นการเผชิญกับตัวเองในเรื่องของแฟชั่น แต่ก่อนผมรู้สึกว่าผมเป็นคนลาวไม่มีดั้ง ไปไหนก็อายคน คนอื่นเขาต้องพยายามไม่เป็นลาว คือใส่เสื้อผ้าให้เหมือนคนกรุงเทพฯ ผมกลับมองตรงกันข้าม คนลาวเนี่ยไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าราคาแพงขนาดไหน ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไม่มีดั้งเหมือนเดิม ดั้งมันไม่ได้โด่งขึ้น ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องวิ่งตามแฟชั่น ถ้าเราวิ่งตาม เราจะไม่ทันเลย แต่ถ้าเราไม่ตามแฟชั่น เราจะเป็นตัวของตัวเอง คิดดูอย่างนี้แล้วก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ทำไมคนต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงต้องใส่เสื้อผ้ารัดหน้าอกรัดตัวเหมือนกันหมด ทำไมคนต้องใส่กางเกงยีนส์เหมือนกันหมด ถ้าอยากใส่เหมือนกัน ทำไมไม่ไปเป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเป็นพระซึ่งจะได้ใช้ชุดเหมือนกันหมด ความหลากหลายคือความงาม ความต่างคือความงาม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ห่วงเรื่องแฟชั่น ไม่ได้ห่วงเรื่องอะไรอีกเลย ใส่อะไรก็ได้ ขอให้มี มันก็สบายไป</p>
<p>ชาวบ้านปลูกข้าวโพด ปลูกอะไรตลอดทั้งปีทั้งชาติ ยิ่งปลูกก็ยิ่งมีหนี้ แต่ทำไมยังทำอยู่ ไม่มีใครถามตัวเองเลยว่า ปลูกแล้วไม่ได้อะไร มีแต่หนี้แล้วทำไปทำไม พอมาคิดดูชัดๆ เราจะพบว่าคนเหล่านี้ถูกปิดหูปิดตาไม่ให้เห็นความจริงในชีวิต สื่อก็บอกว่า ถ้าคุณอยากมีความสุข คุณต้องซื้ออันนี้ คุณต้องการความมั่นใจ คุณต้องใช้โรลออนชนิดนี้ ผ้าอนามัยชนิดนี้ ถ้าต้องการอิสรเสรีภาพต้องมีโทรศัพท์รุ่นนี้ มีบัตรเครดิตแบบนี้ ไม่มีใครบอกเราเลยว่า คุณมีความสุขแล้ว นั่นทำให้ชาวบ้านไม่มีโอกาสคิด ชาวบ้านทั้งหลายจึงกลายเป็นเครื่องมือของภาคธุรกิจโดยไม่รู้ตัว</p>
<p>แต่ผมไม่ถนัดในการชักชวนให้คนมาทำ ผมไม่เคยพูดให้ชาวบ้านฟังเลยว่า ต้องมาทำอย่างผมนะ ต้องมาทำอย่างนี้ เราจะไม่ไปหาชาวบ้าน แต่จะให้ชาวบ้านมาหาเรา เรามีความเชื่อว่า เราจะไม่ไปเปลี่ยนความคิดของคนอื่น เพราะในความเป็นจริง เราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้หรอก เขาต้องเปลี่ยนตัวเขาเอง เราก็ทำในสิ่งที่เราอยากทำ พอชาวบ้านเห็น เขาก็มาถามเอง</p>
<p>เราเชื่อว่า เมล็ดพันธุ์ไม่ใช่สินค้า แต่เมล็ดพันธุ์คือชีวิต เราไม่ควรขายชีวิตให้ใคร เราต้องแจก โดยไปเชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีมากมายในเมืองไทย เราผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็ปลูกผักอินทรีย์ด้วยเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ได้ แล้วเราก็พยายามให้ชาวบ้านเอาไปแจกต่อ ถ้าขายก็ต้องขายให้ถูก แต่ก็ยากเพราะหลายคนก็อยากได้เงินเยอะๆ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้คนเห็นความจริงของชีวิตว่า เงินไม่ใช่ความมั่นคงอีกแล้ว เราอยากให้เห็นว่าอาหารคือความมั่นคงมากกว่าเงิน ถ้าเปลี่ยนความคิดตรงนี้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ เปลี่ยนให้เขาหันมาเก็บเมล็ดพันธุ์เองไม่ได้</p>
<p>ทุกวันนี้คนจำนวนมากกำลังตื่นเต้นกับการหาเงินแข่งกัน แต่ก็มีอีกส่วนที่ท้อแท้เหนื่อยหน่ายกับการแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด อยากปลีกตัวออกมาหาชีวิตทางเลือกที่ดีขึ้น ถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์ให้เขา เขาก็เริ่มไม่ได้ หรือถ้าวันข้างหน้าเศรษฐกิจพัง คนไม่มีทางเลือกต้องกลับมาหาเกษตร แต่กลับมาแล้วไม่มีเมล็ดพันธุ์จะกลับไปไหนล่ะ เราต้องไปกราบไหว้บริษัทข้ามชาติกี่บริษัท แล้วเขาจะให้อะไรเรามา เขายึดครองเมล็ดพันธุ์ คือยึดครองอาหาร คนที่ยึดครองอาหารคือคนที่ยึดครองได้ทั้งโลก ทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกนี้ร่วมกัน ทำไมเราต้องยึดครองอาหาร ทำไมเราต้องไปจดลิขสิทธิ์อาหาร คนที่จดลิขสิทธิ์อาหารก็คือคนที่ไปแย่งอาหารคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แล้วคนอื่นจะกินอะไร มันเป็นความคิดที่แย่มาก</p>
<p>ประเทศไหนที่เจริญแล้วถือว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา มันทำให้ชีวิตยากขึ้น ทำให้คนไม่มีความสุข มีเสรีภาพอย่างเดียวคือเสรีภาพในการแข่งกันหาเงิน แต่จะเลือกที่จะมีความสุขไม่ได้ แค่จะทำส้วม เราต้องไปขออนุญาตกี่ที่ต่อกี่ที่ เขาบังคับให้เราซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทนี้ ไม่งั้นก็ไม่ผ่าน ที่สหรัฐฯ จะทำโรงเก็บเครื่องมือยังต้องขออนุญาตเลย จะปลูกผักปลูกอะไรมันยากหมด ทำไมต้องทำให้ยากขนาดนั้น บ้านเราไม่เคยมีอะไรยากเลย ผมไม่เคยชื่นชมประเทศที่พัฒนาแล้วเลย</p>
<p>ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้เป็นห่วง เพียงแต่ช่วงนี้ เราจะให้เขาเรียนรู้ให้มีประสบการณ์ในการพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ถ้าลูกพึ่งตัวเองได้ เราก็จะไม่ห่วง ถ้าผมตายเขาก็ยังอยู่ได้ เราไม่ได้หาเงินให้ลูกเหมือนคนไทยเราทำ แต่เราจะให้ประสบการณ์ ให้ความรู้กับลูก ลูกเติบโตมา ขอให้เขามีความรู้ความสามารถ เขาอยู่ที่ไหนก็ได้ แค่นี้จบ เราเลี้ยงเขาให้เป็นเขา ไม่ใช่เลี้ยงเขาเพื่อรับใช้ความต้องการของเรา ไม่เหมือนคนไทยที่ตัวเองอยากเป็นหมอแต่เป็นไมได้ ก็เอาความต้องการนี้มายัดเยียดให้ลูก แบบนี้มีโอกาสเป็นทุกข์มาก ถ้าเรามองว่าลูกก็เป็นคนคนหนึ่ง เขาจะเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่เขาอยากเป็น เราให้เขาในเรื่องความสามารถที่เขาอยากพึ่งตัวเอง แต่ถ้าเขาต้องการมากกว่านั้น เขาก็หาเอง ถ้าเขาหาเองได้เขาก็ภูมิใจ คิดอย่างนี้ก็ง่าย ไม่หนักใจ ไม่ต้องหาเงินมากด้วย</p></blockquote>
<p><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 1: พันพรรณ" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1066">สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 1: พันพรรณ</a><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 2: ปัจจัย 4" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1071" /></p>
<p><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 2: ปัจจัย 4" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1071">สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 2: ปัจจัย4<br />
</a></p>
<p><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 3: เกษตรพันธุ์ใหม่" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1076">สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 3: เกษตรพันธุ์ใหม่</a></p>
<p><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 4: เมล็ดพันธุ์" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1082">สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 4: เมล็ดพันธุ์</a></p>
<p><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 5: เก็บเมล็ดพันธุ์" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1089">สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 5: เก็บเมล็ดพันธุ์</a><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 6: จีเอ็มโอ" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1095" /></p>
<p><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 6: จีเอ็มโอ" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1095">สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 6: จีเอ็มโอ</a></p>
<p><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 7: ผู้มาเยือน" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1100">สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 7: ผู้มาเยือน</a><br />
<a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 8: ความคิด" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1136" /></p>
<p><a class="link" rel="bookmark" title="Permanent Link: สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 8: ความคิด" href="http://www.lonelytrees.net/?p=1136">สัมภาษณ์โจน จันใด ตอนที่ 8: ความคิด</a></p>
<p>via <a target="_blank" href="http://www.lonelytrees.net">เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b9%82%e0%b8%88%e0%b8%99-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เจ๊กบ.. ผู้ใหญ่บ้านในการเมืองหลากสี</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%9a-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%9a-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2009 22:49:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=299</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ใหญ่กบ บอกว่า กุญแจดอกสำคัญคือการทำให้เด็กๆ
เห็นคุณค่าของตัวเอง ด้วยการดึงพลังด้านดีของพวกเขาออกมา
ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวเอง
ยังไม่ได้ดู milk แต่อ่านเรื่องนี้อยู่ดีๆ แล้วก็นึกถึงเรื่อง milk แฮะ  

เจ๊กบ.. ผู้ใหญ่บ้านในการเมืองหลากสี
โดย : รัชดา ธราภาค
ชูชาติ ดุลยประภัทศร
ชูชาติ ดุลยประภัทศร ใครๆ เรียกเขา (เธอ) ว่า ผู้ใหญ่กบ, เจ๊กบ ฯลฯ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ปีที่ผ่านมา เขา (หรือเธอ) คนนี้ ได้รับคะแนนเสียงจากชาวชุมชนเลือกให้นั่งในตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดูแลลูกบ้านกว่า 2,000 ครัวเรือน
ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกย่อง &#8216;ผู้ใหญ่กบ&#8217; ให้เป็น 1 ใน 26 &#8216;พลเมืองคนกล้า&#8217; โดยมอบรางวัลให้ในฐานะที่เป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชน ช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มรูปแบบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20090408/31975/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8A%E0%B8%81%E0%B8%9A..-%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5.html">ผู้ใหญ่กบ บอกว่า กุญแจดอกสำคัญคือการทำให้เด็กๆ<br />
เห็นคุณค่าของตัวเอง ด้วยการดึงพลังด้านดีของพวกเขาออกมา<br />
ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวเอง</a></p></blockquote>
<p>ยังไม่ได้ดู milk แต่อ่านเรื่องนี้อยู่ดีๆ แล้วก็นึกถึงเรื่อง milk แฮะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p><span id="more-299"></span></p>
<p><strong>เจ๊กบ.. ผู้ใหญ่บ้านในการเมืองหลากสี</strong></p>
<p><strong>โดย : รัชดา ธราภาค<br />
ชูชาติ ดุลยประภัทศร</strong></p>
<p>ชูชาติ ดุลยประภัทศร ใครๆ เรียกเขา (เธอ) ว่า ผู้ใหญ่กบ, เจ๊กบ ฯลฯ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ปีที่ผ่านมา เขา (หรือเธอ) คนนี้ ได้รับคะแนนเสียงจากชาวชุมชนเลือกให้นั่งในตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดูแลลูกบ้านกว่า 2,000 ครัวเรือน</p>
<p>ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกย่อง &#8216;ผู้ใหญ่กบ&#8217; ให้เป็น 1 ใน 26 &#8216;พลเมืองคนกล้า&#8217; โดยมอบรางวัลให้ในฐานะที่เป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับชุมชน ช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มรูปแบบ ในทุกรูปแบบ อย่างต่อเนื่องยาวนานจนเป็นที่ยอมรับ</p>
<p>การต่อสู้อันน่าเหน็ดเหนื่อยของ &#8216;ผู้ใหญ่บ้านนะยะ&#8217; ไม่ใช่แค่ความยากลำบากในการสร้างการยอมรับจากสายตาของคนที่จับจ้องมองเธอ อย่างดูแคลนจากการเป็น &#8216;สาวประเภทสอง&#8217; แต่ยังรวมถึงการเดินหน้าชนกับความไม่ถูกต้อง ..แม้อำนาจที่เธอคัดง้างอาจไม่ใหญ่โตระดับอภิมหาอำนาจ แต่การมีเพียง &#8216;ปาก&#8217; เป็นอาวุธคงไม่อาจทำให้เธอเอาตัวรอดมาได้ หากไร้ซึ่งการสนับสนุนจากชาวชุมชน</p>
<p>&#8220;เราเป็นคนไม่ยอมคน และไม่กลัว ตายเป็นตาย ถือว่าชีวิตเราเกิดมาคุ้มแล้ว&#8221;</p>
<p>ชีวิตแบบไหนที่ &#8216;เจ๊กบ&#8217; บอกว่าคุ้มแล้ว จนไม่เสียดายวันเวลาที่เหลืออยู่</p>
<p>นักท่องราตรี ขวัญใจชาวชุมชน</p>
<p>&#8220;หลังพ่อตาย ทุกคนลำบาก แม่ทำกับข้าวขาย พี่สาวร้อยมาลัย เราใส่แขนไปขาย ตามสี่แยก หยุดเรียนหนังสือ พอบ้านโดนไล่ที่ แม่พาลูก 6 คนย้ายจากประดิพัทธ์มาอยู่สมุทรปราการ&#8221; ที่เล่านี่ไม่ได้เพื่อตัดพ้อหรือท้อชีวิต แต่เป็นคำตอบถึงสิ่งที่ช่วยบ่มเพาะนิสัยการเป็นนักต่อสู้ของ &#8216;ผู้ใหญ่กบ&#8217;</p>
<p>ย้อนไปถึงชีวิตวัยรุ่นจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก่อนจะกลายมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน &#8216;เจ๊กบ&#8217; ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่เฮฮาเริงราตรีชนิดที่ไม่มีใครหยุดอยู่</p>
<p>&#8220;เที่ยวกันกลุ่มใหญ่ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย สาวประเภทสอง ใครเจอก็ทัก หวัดดีคะพี่กบ เจ๊กบ อีกบ วันๆ ไม่ทำอะไร นอนตื่นเที่ยง เพื่อนก็แห่กันมา กินส้มตำสร็จก็ไปเสริมสวย ทำผม แต่งเล็บ มาตั้งขบวนกันที่บ้านเรา กลางคืนออกเที่ยว แต่งตัวสวย น้ำหอมจรุงซอย&#8221;</p>
<p>เรียกว่าเป็นนักเที่ยวขาใหญ่ของย่านนี้ ?</p>
<p>&#8220;..ไม่ใช่ขาใหญ่คะ คือเราไม่เคยไปตีกับใคร แล้วไม่ใช่พวกจรรยาบรรณไม่ค่อยแล่น ที่พอคนมองปุ๊บ ..มองทำ &#8216;&#8230;&#8217; อะไร ของเรานี่ &#8216;ดูให้เต็มๆ มั้ยคะ สวยหรือยัง&#8217; พูดเล่นกันสนุก คนในซอยก็จะรัก&#8221;</p>
<p>ไม่ใช่แค่ไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ยังดูแลป้องกันภัยให้ชุมชน</p>
<p>&#8220;เที่ยวกลับมาตี 3 ตี 4 แถวนี้ยาบ้าครองเมือง กลางคืนยืนขายกันทุกซอยเหมือนตลาดนัด พอเรากลับมา มันตะโกนบอกกัน &#8216;เฮ้ย เจ๊กบมาแล้ว&#8217; เผ่นกันพรึ่บ เพราะเราถือไม้อันหนึ่งฟาดหมดเลย ทั้งที่แต่งตัวเป็นผู้ใหญ่นี่นะ บอก &#8216;พวกมึงรู้มั้ย เงินแต่ละบาท กว่าพ่อแม่จะหามา เด็กๆ ขโมยมาให้พวกมึงนี่ เขาสาบแช่งกันทั้งซอย เงินอุบาทว์ทั้งนั้น&#8217; คือไม่มีใครปรามได้ พวกเด็กจิ๊กโก๋ แต่เรารู้จัก เราด่ามันได้</p>
<p>&#8220;อีกครั้งหนึ่ง วัยรุ่นวิ่งราวกระเป๋า วิ่งไปทางซอย เจ้าของก็ร้องๆ เราฟังไม่ทันว่าอะไร แต่เห็นวิ่งผ่านไปอย่างนี้ โจรแน่ๆ ก็วิ่งตามมันไปถึงถนนโน่น จับล็อกส่งตำรวจ ตอนที่วิ่ง คนข้างบ้านตะโกนบอก ‘รีบวิ่งลืมความเป็นผู้หญิงเลยนะกบ’ โอ้ย จับโจรอยู่จะมาแซวทำไมเนี่ย (หัวเราะ)</p>
<p>ส่วนประสบการณ์ชีวิตจากการเที่ยวเตร่ &#8216;เจ๊กบ&#8217; บอกว่าการคลุกคลีใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนหลากหลาย แม้จะดูเหมือนไร้สาระ แต่สิ่งที่เธอเรียนรู้คือเรื่องราวของชีวิต รวมไปถึงปัญหาที่แต่ละคนต้องเผชิญ ซึ่งเธอดูเหมือนจะมีกุญแจดอกเล็กๆ อยู่ในมือ</p>
<p>&#8220;วันหนึ่ง เพื่อนบ้านโทรมา เจ๊กบช่วยหน่อย ลูกชายปิดห้องจะฆ่าตัวตาย อ้าว ก็เรียกมันออกมาสิ เขาบอกมันไม่ฟัง เราไปถึงตบประตู อย่าเพิ่งตาย เปิดประตูมาคุยกันก่อน ไม่งั้นจะพังเข้าไป พอเขาเปิด เรารู้แล้ว แสดงว่าไม่ค่อยอยากตายเท่าไร คนจะตายมันไม่รอเราหรอก นั่งคุย มึงจะตายทำไม ไปตีกับเขายังรอดมาได้ ถ้าอยากตายมาเดี๋ยวกูแทงไส้ไหล เอาเชือกผูกคอลิ้นจุกปากเลยดีมั้ย คือพูดน่าเกลียดๆ ให้ฟัง ในที่สุดบอก ไม่ตายแล้ว&#8221;</p>
<p>สิ่งที่ &#8216;เจ๊กบ&#8217; มีและสามารถสร้างการยอมรับจากคนในชุมชน คือความกล้า การมีจิตวิทยาที่ดี และพร้อมจะช่วยเหลือคนที่มีปัญหาเดือดร้อนแบบไม่เลือกหน้า ซึ่งนี่เองคือคุณสมบัติที่เหมาะกับการเป็นผู้นำชุมชน</p>
<p>ปิดฉากนักเที่ยว รับบทใหม่ &#8216;ผู้ใหญ่บ้าน&#8217;</p>
<p>&#8220;เขาชวนให้สมัครผู้ใหญ่บ้าน เราก็ไม่เอาๆ ไม่ชอบชุดนี้ เดี๋ยวต้องตัดผม เราเคยเห็นไง หน้าตาหล่อ ติดผมสั้น เดินเกร็งแบบผู้ชาย มองก็รู้ยังทำมาเข้มใส่ อาการอย่างนี้เราไม่ชอบ (หัวเราะ) ไม่ชอบก็ไม่พึงปฏิบัติ&#8221; ชูชาติ เล่าถึงมุมมองของเขาต่อชุดข้าราชการ ชูชาติ เล่าถึงมุมมองของเขาต่อชุดข้าราชการ ที่แลดูมีแบบแผน จึงเห็นว่าไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ไร้ระเบียบอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่</p>
<p>“เพื่อนบอกว่า มาเป็นผู้ช่วยก็ได้ ผู้ใหญ่บ้านไปประชุมแล้วกลับมาบอก เธอก็ทำไป เออ แบบนี้ได้ สบายอยู่แล้ว ช่วยได้ พอก่อนประชุม 2 วัน เพื่อนเอารถมารับไปตัดชุด บอกไม่ตัดไม่ได้นะผิดกฎหมาย เพราะเธอยื่นเรื่องไปแล้ว เราเคือง แต่ก็หวั่นๆ (หัวเราะ) เออ ก็ได้ แต่เรื่องผม เรื่องหน้า มายุ่งกับฉันไม่ได้นะ</p>
<p>“พอแต่งชุดวันแรก โอ้ย ติดๆๆๆๆ กิ๊บดำอย่างดี กลัวเขาเห็น แต่หน้านี่ยังไงก็ขอนิดหนึ่ง ขอบตานิดๆ ตบพัพนี่จำเป็น แต่งเสร็จ คนแถวบ้าน พวกป้าๆ มารอดู แล้วก็ โอ้ย.. ซึ่งเราไม่อยากได้ยินเลยนะ กบ ใส่ชุดนี้แล้วหล่อ ..เกลียดม๊าก (หัวเราะ) เราอยากให้ชมว่าสวยมากกว่า”</p>
<p>เพื่อนบ้านยังไม่เท่าไร แต่พอไปถึงอำเภอนี่สิ</p>
<p>“ตื่นชุด ตื่นสายตาคนรอบข้าง ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ประจำตำบล มากัน 400-500 คน อำเภอเมืองสมุทรปราการ โอ้โห ไม่จำเป็นไม่มาแน่ๆ พอคนมอง เราก็ระแวง สันหลังหวะอยู่แล้ว พยายามเดินให้ตรง มันก็ตรงไม่ได้ แป๊ดไปแป๊ดมา มันเคยเสียแล้วน่ะ” ชูชาติเล่าอย่างรื่นเริง</p>
<p>ในครั้งแรกที่ต้องพบเจอกับคนในราชการจำนวนมาก ต่างคนต่างความคิด ชูชาติ เจอจะๆ กับปฏิกริยาของคนที่ ‘เกลียดตุ๊ด’ ซึ่งถึงขั้นลุกขึ้นมาต่อว่า ไล่ให้ไปตัดผม ยังไม่นับสายตาเย้ยหยัน เสียงซุบซิบนินทาสารพัด แต่เธอก็ผ่านมาได้ ด้วยความคิดที่ว่า</p>
<p>“ตอนนั้นคิดว่าออกก็ออก เขาเดินมาเลยนะ คราวหน้าผมยาวอย่างนี้ไม่ต้องมาประชุม เรานึกในใจ มึงเจอกูแน่ ออกก็ออกสิวะ อยู่บ้านก็มีกิน มาเป็นผู้ช่วยเงินเดือน 2,500 หักฌาปนกิจเหลือ 2,400 ออกเป็นออก เราไม่ยอมคนอยู่แล้ว เพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันต้องมาดึง กบ ใจเย็นๆ”</p>
<p>ในที่สุด สิ่งที่ทำให้เธออยู่รอดในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจนครบวาระ 4 ปี ก่อนจะลงสมัครและได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นครั้งแรก ก็ด้วย ‘ผลงาน’ ที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและเชื่อมั่นให้กับทั้งคนในชุมชน และผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการ</p>
<p>ส่วนเรื่องเที่ยวเตร่อย่างที่เคยเป็นมากว่า 20 ปีในชีวิต</p>
<p>&#8220;เราชอบตัวเองตรงที่พอเลิกแล้วเลิกเลยนะ อิ่มตัว เพื่อนๆ ก็มาชวน เจ๊กบไปเที่ยวๆ บอก &#8216;ไม่ไป กูเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เดี๋ยวชาวบ้านด่า&#8217; &#8221; เป็นอันปิดตำนานนักท่องราตรีที่ชื่อ &#8216;เจ๊กบ&#8217; เหลือไว้แต่ &#8216;ผู้ใหญ่กบ&#8217; ที่ชาวบ้านพากันนับหน้าถือตา</p>
<p>ฮอตไลน์สาย &#8216;เจ๊กบ&#8217;</p>
<p>คนเมืองใน กทม.แทบจะนึกไม่ออก ว่าผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มีหน้าที่ทำอะไร</p>
<p>“ไว้แจ้งคนตาย ขึ้นทะเบียน ทำบัตรประชาชน คอยอำนวยความสะดวก เป็นพ่อบ้านแม่บ้าน ลูกบ้านมีปัญหาก็ไปไกล่เกลี่ย แต่มีอำนาจจับกุมในเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ถ้าอยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่เจออะไรเฉพาะหน้า (หัวเราะ)”</p>
<p>ที่พูดๆ มานั้นคืองานในหน้าที่ แต่สิ่งที่ ‘ผู้ใหญ่กบ’ ทำน่ะหรือ..</p>
<p>“งูเข้าบ้าน แจ้งปั๊บเราวิ่งไปจับ นี่ได้มาตัวยาว 3 เมตรยังนอนอยู่ในกรง รถคว่ำจมกองเลือด เรามีอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ถ้าไม่เป็นอะไรมากก็ล้างแผล ทายาให้ ตกกลางคืนชวนตำรวจไปตั้งด่าตรวจสารเสพติด</p>
<p>“นั่งดูอยู่หน้าบ้านก็คิด มันวิ่งราวกันวันละ 3-4 รอบ จะทำยังไงดี อยากได้อาสาสมัครชุมชน คนดีๆ เขาทำมาหากิน ใครจะมาเป็น นึกถึงพวกเด็กร้านเกม โต๊ะสนุ๊ก ไปคุยกับพ่อแม่ เออ จะเอาลูกมาเป็นอาสาสมัครดีมั้ย พ่อแม่ เอ้อ เอาๆ ชอบ เราก็ไปเอามาเลย พวกนี้มันตีกันบ่อย พอมีเรื่องเราก็ไปเอามาคุมประพฤติ ให้มารายงานตัว ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ให้ชุมชน ส่งไปอยู่กับตำรวจที่ป้อมเลยนะ ดีเลย เด็กพวกนี้ไว ตอนนี้ใครกระตุกสร้อยปุ๊บ ขี่มอเตอร์ไซค์ตามเลย ตำรวจก็ชอบ ช่วยค่าน้ำมันที่เขามาเป็นหูเป็นตาในชุมชน”</p>
<p>ผู้ใหญ่กบ บอกว่า กุญแจดอกสำคัญคือการทำให้เด็กๆ เห็นคุณค่าของตัวเอง ด้วยการดึงพลังด้านดีของพวกเขาออกมาทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายตัวเอง</p>
<p>ด้วยประสบการณ์หลายปีในงานดูแลทุกข์สุขของประชาชนในท้องที่ ถึงวันนี้ ผู้ใหญ่กบบอกว่าเขามีความสุขดี กับการทำประโยชน์ให้กับชุมชน</p>
<p>ส่วนประเด็น ‘สาวประเภทสอง’ เขายอมรับว่านี่ยังเป็นข้อกล่าวหา และเครื่องมือที่ไว้ใช้กลั่นแกล้งกันทางการเมือง ซึ่งเขาเองต้องเผชิญมานักต่อนัก แต่สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่า ‘สาวประเภทสอง’ จะถูกเลือกมาทำงานให้กับชุมชนหรือไม่ คือเสียงของคนในชุมชน ซึ่งย่อมสอดรับกับผลงานที่ปรากฏในช่วงที่ผ่านมา</p>
<p>และเป็นสิ่งที่ทำให้มี ‘ผู้ใหญ่กบ’ ในวันนี้</p>
<p>* การเมือง 2 สี ทำชุมชนแตกยับ</p>
<p>ถามถึงชุมชนเมืองวันนี้ สิ่งที่ ‘ผู้ใหญ่กบ’ หยิบยกมาพูดถึงว่าเป็นปัญหาใหญ่ คือความแตกแยก อันเป็นผลมาจากการแบ่งขั้วของการเมืองระดับชาติ</p>
<p>“เราเกลียดมากเลย คำว่า ไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร เอ๊ะ แล้วพวกมึงเป็นคนชนิดไหน พวกนี้จ้องแต่จะหาเสียง ไม่สนใจปัญหาที่แท้จริงของประชาชน”</p>
<p>ผู้ใหญ่กบขยายความถึงการแบ่งฝักฝ่ายของนักการเมือง ที่ทำให้ผลกระทบเกิดกับชาวชุมชน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ประชาชนพึงมีพึงได้ กลายเป็นว่า การจะได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะแสดงตัวเลือกข้างอยู่กับสีใด ถ้าเลือกผิดสีกับผู้มีอำนาจก็จะถูกกีดกันจากทรัพยากรที่ถูกจัดสรรให้กับท้อง ถิ่น</p>
<p>“บรรยากาศความร่วมมือแทบไม่มีเหลือ แม้แต่งานวันเด็กมันยังมาแย่งกันจัด คิดดูแล้วกัน ชุมชนก็เล็กแค่นี้ยังทำอะไรร่วมกันไม่ได้”</p>
<p>ผู้ใหญ่กบไม่โทษคนในชุมชน แต่ชี้เป้าตรงผลประโยชน์ที่ครอบงำนักการเมืองจนทำให้ประชาชนกลายเป็นเบี้ยล่างอย่างยากจะหลีกเลี่ยง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%9a-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ว.วชิรเมธี</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Feb 2009 14:05:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Thai]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=292</guid>
		<description><![CDATA[นานๆ จะเห็น &#8220;พระ&#8221;
ที่สมควรแก่การถูกเรียกว่า &#8220;พระ&#8221; สักทีนะ   
หรือว่าจริงๆ คำนิยาม &#8220;พระ&#8221; ไม่ควรจะไปกำหนด
ไม่ควรจะไปตีความกับมันมาก
เพราะ &#8220;พระ&#8221; ไม่ใช่ผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์
(เลียนแบบมาจาก The curious incident of the dogฯ)
บางครั้งคงต้องปล่อยให้นิยามเบลอๆ เป็นนามธรรมบ้าง
พวกเราจะได้ไม่ต้องยึดติดกับ
&#8220;พระ&#8221; ทำยังงู้นไม่ได้ พระทำยังงี้ไม่ได้
แต่ถ้าปล่อยมากไปแล้วเราจะมี &#8220;ความเคารพ&#8221; อะไรดีล่ะ ??
หรือว่าแค่ เคารพ &#8220;ตามแต่ศรัทธา&#8221; เลยดีไม๊ ??  
ครั้งแรก ของ ว.วชิรเมธี &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

ครั้งแรก ของ ว.วชิรเมธี
โดย : รัชดา ธราภาค
 							$(function() {$('#media-content').tabs();});






ว.วชิรเมธี สนทนากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที 8 ก.พ.52





ภาพที่เป็นปกเซ็คชั่นจุดประกาย เสาร์สวัสดี เมื่อ 29 พ.ค.47 ถ่ายโดย วริศรา วุฒิกุล





ภาพในชุดเดียวกันที่ตีพิมพ์เมื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นานๆ จะเห็น &#8220;พระ&#8221;<br />
ที่สมควรแก่การถูกเรียกว่า &#8220;พระ&#8221; สักทีนะ  <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>หรือว่าจริงๆ คำนิยาม &#8220;พระ&#8221; ไม่ควรจะไปกำหนด<br />
ไม่ควรจะไปตีความกับมันมาก<br />
เพราะ &#8220;พระ&#8221; ไม่ใช่ผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์<br />
(เลียนแบบมาจาก The curious incident of the dogฯ)<br />
บางครั้งคงต้องปล่อยให้นิยามเบลอๆ เป็นนามธรรมบ้าง<br />
พวกเราจะได้ไม่ต้องยึดติดกับ<br />
&#8220;พระ&#8221; ทำยังงู้นไม่ได้ พระทำยังงี้ไม่ได้</p>
<p>แต่ถ้าปล่อยมากไปแล้วเราจะมี &#8220;ความเคารพ&#8221; อะไรดีล่ะ ??<br />
หรือว่าแค่ เคารพ &#8220;ตามแต่ศรัทธา&#8221; เลยดีไม๊ ?? <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p><a target="_blank" href="http://www.bangkokbiznews.com/home/news/life-style/lifestyle/2009/02/11/news_15161.php">ครั้งแรก ของ ว.วชิรเมธี &#8211; กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์</a><br />
<span id="more-292"></span><br />
ครั้งแรก ของ ว.วชิรเมธี</p>
<p class="by-line">โดย : รัชดา ธราภาค</p>
<p><!-- Begin Media Content --> 							<script type="text/javascript">$(function() {$('#media-content').tabs();});</script></p>
<div id="media-content"><!-- Media Picture content --></p>
<div class="tabs-container" id="picture">
<div style="opacity: 0.999" id="pic-show"><!--  Begin More Pics--></p>
<div style="display: none" id="Story1">
<div class="StoryImg"><img src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/02/11/images/news_img_15161_1.jpg" /></div>
<div class="StoryDetail">
<p class="caption">ว.วชิรเมธี สนทนากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที 8 ก.พ.52</p>
</div>
</div>
<div style="display: none" id="Story2">
<div class="StoryImg"><img src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/02/11/images/news_img_15161_2.jpg" /></div>
<div class="StoryDetail">
<p class="caption">ภาพที่เป็นปกเซ็คชั่นจุดประกาย เสาร์สวัสดี เมื่อ 29 พ.ค.47 ถ่ายโดย วริศรา วุฒิกุล</p>
</div>
</div>
<div style="display: none" id="Story3">
<div class="StoryImg"><img src="http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2009/02/11/images/news_img_15161_3.jpg" /></div>
<div class="StoryDetail">
<p class="caption">ภาพในชุดเดียวกันที่ตีพิมพ์เมื่อ 29 พ.ค.47</p>
</div>
</div>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 เซ็คชั่นจุดประกาย เสาร์สวัสดี หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ถือเป็นสื่อมวลชนรายแรก ที่มีโอกาสสัมภาษณ์และถ่ายภาพ ว.วชิรเมธี</p></div>
</div>
</div>
<p><span id="Google-adsense-indetail"> </span><strong>เหล่านี้ คือเนื้อหาของบทสัมภาษณ์ &#8220;ธรรมะติดปีก&#8221; ที่ได้รับการตีพิมพ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2547</strong></p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ในวันที่โลกดูเหมือนจะหมุนเร็วขึ้นทุกที ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกระแสข่าวสารและเทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่แปลก ถ้าใครหลายคนจะรู้สึกเหนื่อยล้ากับการถูกไล่ล่าด้วยความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ ยอมหยุดยั้ง</p>
<p>ขนาดเป็นคนธรรมดายังตะกุยตะกายตามยุคสมัยกันไม่ค่อยจะทัน ด้วยโลกทัศน์ของคนห่างวัดตอนใกล้วันสำคัญทางพุทธศาสนา &#8216;วิสาขบูชา&#8217; เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วพระสงฆ์องคเจ้า อริยบุคคลจากชุมชนโบราณที่เคียงตัวคู่มากับสังคมพุทธแบบไทยๆ ท่านเหล่านั้นมีวัตรปฏิบัติอย่างไรในยุคไฮเทค</p>
<p>พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี คือ เจ้าของนามปากกา &#8216;ว.วชิรเมธี&#8217; ผู้ที่มีผลงานธรรมะอ่านเข้าใจง่ายตีพิมพ์ลงในนิตยสาร วารสารหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นชีวจิต เนชั่นสุดสัปดาห์ เดลิมิเรอร์สุดสัปดาห์ ศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งหนังสือเล่มอีกหลายเล่ม โดยเฉพาะที่เตรียมจะเปิดตัวในต้นเดือนหน้าอีก 3 เล่ม ประกอบด้วย ธรรมะติดปีก ธรรมะหลับสบาย และธรรมะดับร้อน เห็นปกหุ้มเป็นสีลายน่ารักน่าเอ็นดูซะขนาดนี้ น่าจะพอประมาณได้ว่า ผู้เขียนมุ่งหมายที่จะสื่อเนื้อหาข้อธรรมทางพระพุทธศาสนาสู่อุบาสกอุบาสิกา ที่เป็นคนรุ่นใหม่ และ &#8216;ว.วชิรเมธี&#8217; เอง ย่อมถูกจัดอยู่ในกลุ่มพระรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน</p>
<p>พระมหาวุฒิชัย สำเร็จการศึกษาทั้งทางธรรมและโลก ทางธรรม ได้แก่ พธ.ม.จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และทางโลก คือ ศษ.บ.จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</p>
<p>นอกจากจะเขียนงานอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ปัจจุบัน พระมหาวุฒิชัย เป็นอาจารย์พิเศษ ที่บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษ บรรยายวิชาวรรณคดีบาลี ในโครงการอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย วัดเบญจมบพิตร</p>
<p>และพระรูปเดียวกันนี้ที่ทักถามนักข่าวเป็นประโยคแรกๆ ถึงความเคลื่อนไหวของนิตยสาร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ a day weekly</p>
<p>นี่ต้องเป็นพระที่น่าสนใจที่สุดรูปหนึ่งสำหรับคนอ่าน &#8220;เสาร์สวัสดี&#8221; แน่ๆ</p>
<p><strong>@ ทำไมถึงบวชคะ</strong></p>
<p>อาจจะเป็นบุญเก่านะ เรารู้สึกดีกับชีวิตพระ เห็นพระแล้วรู้สึกว่าเป็นภาพพิมพ์ใจที่งดงาม น่าประทับใจ ครอบครัวอาตมาทำไร่ทำนากัน ทุกเช้าเห็นพระบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน คุณแม่เป็นคนธรรมะธัมโม ก็พาลูกๆ ตักบาตร เราก็ชอบทำบุญ ฟังธรรมวันธรรมสวณะ บ้านก็ใช้กำแพงร่วมกับวัด ไปโรงเรียนเดินผ่านวัดทุกวัน ข้างโรงเรียนอาตมาก็เป็นโรงเรียนพระสายสามัญ มีพระเป็นร้อยๆ รูป เห็นพระทุกวันก็รู้สึกชอบ แล้วเราก็โลกทัศน์แคบน่ะ คิดว่าจบประถม ฉันบวชแน่นอน เรียนยังไม่ทันจบ ท่านพระครูที่วัดก็ไปขอกับโยมพ่อโยมแม่ บอกว่าอยากให้ลูกบวช มันมีแวว อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแววอะไร</p>
<p>พอเรียนจบ ป.6 คนอื่นไปเรียนต่อกันก็ไป ฉันไม่เอาล่ะ ฉันจะบวช</p>
<p><strong>@ ไม่มีแรงบันดาลใจอื่นๆ เลยหรือคะ</strong></p>
<p>อยากเป็นเณร ไม่นานมานี้ อาตมากลับไปเยี่ยมบ้านที่เชียงราย ได้อ่านเฟรนด์ชิพที่เขียนกันกับเพื่อนๆ ตอนจบ ป.6 ตัวเองเขียนว่า อยากเป็นนักปราชญ์</p>
<p><strong>@ แล้วที่บ้านว่าอย่างไรเรื่องการบวช</strong></p>
<p>เขาก็อยากให้บวช ที่บ้านธรรมะธัมโมกันอยู่แล้ว แต่พี่ๆ เป็นพี่สาวซะ 4 คน พี่ชายมีคนเดียวก็เสียไปตอนอาตมาบวชได้หนึ่งพรรษา แต่สำหรับคนอื่นถือเป็นเรื่องใหญ่นะ อาจารย์ใหญ่นี่ไม่มองหน้าอาตมาเลย พอจบ ป.6 โรงเรียนมัธยมประจำตำบลมาติดต่อ อยากให้นักเรียนไปเรียนเยอะๆ แล้วอาตมาเป็นเด็กเรียนดี อยู่ๆ จะไปอยู่วัด เขาก็งงกัน เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ เพื่อนๆ แปลกใจ ครูใหญ่ก็ไม่แฮปปี้ ท่านคงมองว่าไปบวชแล้วเหมือนไม่มีอนาคตใช่มั้ย</p>
<p><strong>@ บวชแล้วชีวิตเปลี่ยนไปไหม</strong></p>
<p>ไม่เปลี่ยน อาจจะเพราะมีความชอบเป็นพื้นฐาน พอบวชปุ๊บเราก็ปรับตัวได้ แล้วเด็กชนบทน่ะ ถึงไม่บวช ว่างๆ ก็อยู่วัด ไปหาครูบาอาจารย์อยู่แล้ว</p>
<p><strong>@ ตอนนั้นคิดจะบวชไม่สึกเลยหรือเปล่าคะ</strong></p>
<p>ไม่ได้คิดจะบวชยาวนะ คิดแค่ว่าฉันชอบที่จะบวช พอไปถามคุณพ่อคุณแม่ เขาโอเค ให้มันบวช เราก็บวช ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่ว่าขอให้ได้เรียนหนังสือ</p>
<p><strong>@ ไม่วอกแวก หรืออยากจะสึกบ้างเลย ?</strong></p>
<p>ไม่ เพื่อนๆ ที่บวชรุ่นเดียวกันเขาไปกันหมดแล้ว แต่เราก็ยังอยู่ตรงนี้ ยิ่งทำงานเขียนเยอะๆ ยิ่งรู้สึกมั่นคง บางครั้งถามตัวเองว่าเรา born to be มาเป็นพระเลยหรือเปล่า ก็ไม่กล้าตอบถึงขนาดนั้นนะ เพราะเราก็ยังหนุ่ม อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไงเราก็ยังไม่รู้ แล้วแต่เหตุปัจจัย ถ้าเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นพระยังมี ก็อยู่ต่อไป แต่ถ้ามีเหตุปัจจัยให้ต้องสิกขาลาพรตไปก็เป็นเรื่องของอนาคต ปัจจุบันมีความสุขดี</p>
<p><strong>@ การเขียนหนังสือได้ดี ต้องเริ่มจากการอ่าน ท่านเริ่มต้นการอ่านอย่างไรบ้าง</strong></p>
<p>อ่านตามพี่สาว ถ้าจำไม่ผิด พี่สาวเป็นแฟนนิตยสารคู่สร้างคู่สม กับชีวิตรัก อ่านเป็นร้อยๆ เล่มเลยนะ อ่านแล้วทิ้งๆ เอาไว้ เราเลิกเรียนกลับมาก็มาอ่าน อ่านจนจบ ไม่มีอะไรจะอ่านก็เริ่มต้นอ่านใหม่ อ่านทุกคอลัมน์ไล่ตั้งแต่บทบรรณาธิการไปเลย พอเริ่มอ่านแล้ว เห็นอะไรก็อ่านหมดเลยนะ เห็นหนังสือเก็บใส่กล่องไว้ก็แกะออกมาอ่าน ขุนช้างขุนแผน อิเหนา พระอภัยมณี นี่อ่านหมด ไม่รู้หรอกนะว่านี่เขาเรียกว่าวรรณคดีไทยระดับขึ้นหิ้ง</p>
<p><strong>@ การบวชมีผลต่อการอ่านมั้ยคะ</strong></p>
<p>ตอนแรกที่วัดน่ะอาตมาก็ไปอ่านการ์ตูน ชอบมากๆ คือ การ์ตูนเล่มละบาท การ์ตูนโดราเอมอน สตาร์ซอคเกอร์ เชอร์ล็อกโฮล์ม ที่วัดมีทุกอย่างเลยนะ ของหลวงพ่อ หลวงพี่ ชาวบ้านไปบริจาคให้ห้องสมุดวัด โอชะมาก เราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะมีผลอะไร มารู้อีกทีว่าที่ตะลุยอ่านมาน่ะ เอามาใช้ได้ตอนนี้ คือ เอามาใช้ในงานเขียน แล้วอาตมาเป็นคนตั้งใจมากๆ ปีแรกนี่ บทสวดมนต์ 30-40-50 บท อ่านได้ ท่องเรียบร้อยหมด เรียนหนังสือ สวดมนต์เหมือนปลวกกินกระดาษ คนอื่นเขายังมีเล่นมีอะไรกัน เราไม่เล่นเลย บวชปุ๊บท่องเต็มที่ ภายในหนึ่งเดือนเรียนจบหลักสูตรทั้งหมดที่เขาให้ท่อง</p>
<p>ที่จริงคนแถวนั้นเขาไม่บวชกันนาน อย่างมาก 3-4 ปี เท่ากับชายผ้าเหลือง 4 มุม บวชเณรให้พ่อ มีโอกาสก็กลับมาบวชพระให้แม่ บวชเป็นประเพณี ของเราจะว่าเป็นประเพณีก็ใช่นะ เพราะตอนบวชก็ช่วงเข้าพรรษา แต่พอเข้ามาแล้วได้พบโลกส่วนตัว คือ โลกของการอ่าน ที่ทำให้เราไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขา พอบวชพระแล้วย้ายจากบ้านเดิมที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มาเรียนในเมือง เจอร้านหนังสือ เริ่มซื้อหนังสือ ซื้อตู้หนังสือ เรียกว่าเป็นความสุขส่วนตัวของเณรน้อยรูปหนึ่งนะ ที่ได้มีตู้หนังสือเป็นของตัวเอง</p>
<p><strong>@ ที่จริงไม่ต้องบวชก็น่าจะอ่านได้ ?</strong></p>
<p>อาตมาว่ามันมีเวลามาก คือเป็นคนนี่ ก็มีเวลานะ แต่ความรับผิดชอบเรื่องงาน เรื่องครอบครัวจะดึงไป แต่มาบวชนี่ ถ้าคุณ หนึ่ง ไม่ยุ่งเรื่องลาภสักการะ สอง ไม่หลงเรื่องยศช้างขุนนางพระ สาม ไม่ไปทำอะไรนอกลู่นอกทาง วิชาปลุกเสกลงเลขยันตร์ ไม่ยุ่งสามเรื่องนี่ อู๊ย เวลานี่เหลือกินเหลือใช้เลย (หัวเราะ) จะบอกให้ เรานี่กินเวลากันนะ อย่างอาตมานี่ 24 ชั่วโมงเป็นของเราซะ 20 ชั่วโมง รู้สึกว่า โอ๊ย เรานี่รวยแล้ว รวยเวลา ทีนี้ล่ะ ตั้งต้นค้นคว้าเป็นการใหญ่</p>
<p><strong>@ แล้วพระส่วนใหญ่ท่านวุ่นวายอยู่กับสามเรื่องที่ว่าหรือเปล่า ท่านมองเรื่องเหล่านี้อย่างไร</strong></p>
<p>ส่วนมากเขาก็วุ่นวายกัน ของอาตมานี่มีความชัดเจน คือ มีความฝันชัดเจนแล้วว่า ฉันอยากทำงานวิชาการด้านศาสนา ก็เริ่มปักหลักแล้วว่าเอาล่ะ เราจะเรียนรู้ใบไม้ในกำมือเดียวให้ดี นอกนั้นรู้ไว้เป็นองค์ประกอบบ้างก็พอ แต่ตอนเป็นเณรก็เคยคิดนะว่า เออ พอเป็นพระผู้ใหญ่ เราได้ไปสวด คงจะได้มีจีวรดีๆ มีปัจจัย พอคิดถึงปัจจัย เราก็คิดต่อว่า ถ้าฉันมีปัจจัย ฉันอยากทำอะไร หนึ่ง จะซื้อหนังสือ แล้วก็คิดได้แค่อย่างเดียวน่ะ แล้วก็เป็นตามนั้น พออายุพรรษามากขึ้น ได้ตังค์จากโยมถวาย โยมบิณฑบาต อาตมาซื้อหนังสือหมดเลย ในห้องมีหนังสือ 2,000-3,000 เล่ม แบ่งให้ปลวกกินไปบ้างอะไรบ้าง</p>
<p><strong>@ อยากมีจีวรดีๆ ด้วยหรือคะ</strong></p>
<p>จีวรของพระบ้านนอกเนี่ยจะบอกให้เลย ถ้าเปียกนี่มันนุ่งผ่านแดดไม่ได้เลยนะโยม (หัวเราะ) เข้าใจใช่มั้ย คือมันไม่ได้อู้ฟู่เหมือนพระในเมืองน่ะ</p>
<p><strong>@ ดูเหมือนท่านจะชอบเรียนมากเลย เรียนจบทั้งทางโลกทางธรรม ?</strong></p>
<p>ขณะที่เรียนบาลี หลักสูตรเปรียญธรรม 9 ประโยค ถ้าไม่ตกเลยต้องใช้เวลา 10 ปี อาตมาก็เรียนมาเรื่อย ขณะเดียวกัน ก็เรียนทางโลก คือ ไปลงเรียน มสธ.ไว้ด้วย อาตมามองว่าความรู้ทั้งสองอย่างมันเชื่อมกัน ถ้ารู้ทางธรรมะก็เหมือนเป็นปลากระป๋องนะ ความรู้ทางโลก คือ ที่เปิดกระป๋อง สมัยที่อาตมาบวชเรียนย้อนหลังไปสิบปี ทางวัดไม่ให้เรียนทางโลกนะ อาตมาก็แอบไปเรียนภาษาอังกฤษที่ YMCA แอบเรียนพิมพ์ดีดก๊องๆ แก๊งๆ คือ คณะสงฆ์มีอคติ คือเกรงว่า เมื่อพระไปเรียนวิชาการทางโลก เดี๋ยวเก่งแล้วจะสึก แต่อาตมามองว่า ถ้าเราไม่เรียน เราจะตามหลังชาวบ้านมาก แล้วต่อ<br />
มาพอมีคอมพิวเตอร์ อาตมาใช้คอมพิวเตอร์ได้เป็นคนแรกๆ ของวัด ได้ประโยชน์จากมันมาก แล้วก็ได้สนองงานพระศาสนามากนะ</p>
<p><strong>@ แล้วเริ่มต้นเขียนหนังสือเมื่อไหร่คะ</strong></p>
<p>ตอน 17-18 คือ พอวันหนึ่ง อ่านมากๆ เข้าเริ่มรู้สึกว่าพอเถอะ เขียนดีกว่า เริ่มเขียนลงในนิตยสารสมาธิ เป็นบทความวิชาการ เรื่องมงคลแท้มงคลเทียมในพระพุทธศาสนา ชี้ให้ดูว่ามงคลแท้ ก็คือ มงคล 38 ประการ ซึ่งเป็นธรรมะ ไม่ใช่เครื่องรางของขลัง พระอิฐ พระปูนกรวดหินดินอะไรทั้งนั้น เป็นบทความเชิงวิพากษ์วิจารณ์ พอเริ่มเขียนตรงนั้นก็ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ เราเพลินกับการอ่านการเขียนตอนแรกๆ เอ้า อยากเขียนก็เขียน ต่อมาอยากพิมพ์ก็ได้พิมพ์ พอได้พิมพ์แล้วก็คิดอีกว่า ทำอย่างไรงานถึงจะมีมาตรฐาน</p>
<p>ตอนนี้ถึงขั้นไม่สนองความอยากแล้ว แต่สนองฉันทะ คือ ความอยากทำให้งานนั้นเป็นงานที่ดี เริ่มมีความรับผิดชอบทางปัญญา คือ ไม่ใช่แค่อยากสร้างงานเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง ไม่เอาแล้ว แต่อยากสร้างงานดีๆ ที่พอปล่อยออกมาแล้วเป็นหลักไมล์ทางความคิดสติปัญญาได้ หลังๆ ก็เริ่มอ่านงานหนักขึ้น แต่อย่างที่บอกนะ อาตมภาพชอบอ่านซอกแซก อ่านสารพัดเรื่อง ต่อมาพบว่า การอ่านกว้างๆ มันสามารถนำไปอธิบายธรรมะได้ดี อย่างวรรณคดี ประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เราชอบ มันคือธรรมะทั้งหมดเลยนะ</p>
<p><strong>@ ปกติพระเขาอ่านอะไรกันคะ</strong></p>
<p>อ่านหนังสือธรรมะ อ่านหนังสือเทศน์ แต่เรามองว่า ธรรมะอย่างเดียวมันดีนะ พระของเราความรู้เยอะมาก ทีนี้ถ้าเราจะสื่อสารกับชาวโลก เราจะพูดภาษาธรรมะ เราก็รู้อยู่คนเดียว แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องด้วย ก็เกิดกำแพงภาษาใช่มั้ย เวลาที่พระไปเทศน์ กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อมากเลย เพราะอะไร ก็เพราะพระใช้ภาษาวัด ใช้ท่วงทำนองเดิมๆ ใช้บริบทเดิมๆ ตั้งแต่สมัยพาราณสี อาตมาคิดว่า มันไม่ร่วมสมัย ทำอย่างไรมันจึงจะร่วมสมัย ก็ต้องอ่านหนังสือเยอะๆ การอธิบายธรรมะต้องอยู่กับโลกปัจจุบัน พูดอะไรขึ้นมาคนต้องเข้าใจได้ ซึ่งต้องมีภูมิหลังร่วมกัน</p>
<p><strong>@ ถ้าเทียบพระนักวิชาการกับพระปลุกเสก กลุ่มหลังน่าจะได้รับความสนใจจากญาติโยมมากกว่า ?</strong></p>
<p>ถึงแม้เราจะมีพระเกจิอาจารย์ก็ดี พระที่นิยมในเครื่องรางของขลัง ยศช้างขุนนางพระก็ดี พระประเภทนั้นท่านก็มีญาติโยมของท่าน พระที่เป็นปัญญาชน เป็นพระนักวิชาการก็มีญาติโยมของท่าน</p>
<p><strong>@ เรียกว่าคนละกลุ่มเป้าหมาย ?</strong></p>
<p>คนละกลุ่ม แต่พระแบบไหนที่ควรจะเป็นพระของพระพุทธเจ้า คือ เป็นพระที่เป็นปัญญาชน เพราะพระพุทธศาสนาตั้งขึ้นมาเพื่อหลีกจากยุคมืดทางปัญญา ถ้าบวชแล้วยังยุ่งกับวัตถุมงคล กับเครื่องรางของขลัง อาตมภาพว่า พระพุทธเจ้าไม่จำเป็นต้องตรัสรู้ เพราะสิ่งเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องประเสริฐเลิศเลออะไร มีกันมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธศาสนาแล้ว การมีพระแบบนั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะ เพราะเราคงจะหวังให้ชาวพุทธทุกคนมีความคิดความชอบเหมือนกันไม่ได้ เหมือนเพลงนะ เรามีเพลงลูกทุ่ง เพลงแจ๊ส เพลงร็อค เพลงบรรเลง ก็เพื่อสนองกลุ่มคนที่แตกต่าง พระก็เหมือนกัน เรามีพระลูกทุ่งอย่างหลวงพ่อคูณ มีพระที่เข้าใจวัยรุ่นอย่างพระพยอม พระที่เป็นปัญญาชนอย่างหลวงพ่อพระธรรมปิฎก หลวงพ่อพุทธทาส ทั้งหมดก็เพื่อสนองชาวพุทธที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่พระที่พึงประสงค์จริงๆ ก็คือ พระที่มีความรู้ความดีงาม และมีศักยภาพในการเผยแผ่เป็นเยี่ยม มีพระของพระพุทธเจ้า</p>
<p><strong>@ ยุคหลังๆ การศึกษาของสงฆ์เปิดกว้างขึ้น แสดงว่าวิธีคิดเปลี่ยนแปลงไปแล้ว</strong></p>
<p>พอกลัวจะสึก แล้วล้อมคอก พระก็อยู่ไปแบบไม่มีความรู้ใช่มั้ย พอมีพระรุ่นใหม่มาบริหารการคณะสงฆ์ ท่านบอกว่า วิธีคิดแบบเดิมนี่ไม่ได้ เพราะเราจะมีแต่หลวงตาที่ไม่เท่าทันโลก เพราะเราจะมีแต่พระหลวงตาที่รู้ธรรมะแต่เผยแผ่ไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ อีกประเภทคือรู้ทางโลกมา แต่ไม่รู้ธรรมะ ก็เผยแผ่ไม่ได้ พระรุ่นใหม่ซึ่งมีกระบวนทัศน์ใหม่ มองว่าพระต้องรู้ทางโลก รู้ทางธรรม อย่างท่านพุทธทาส หลวงพ่อพระธรรมปิฎก ชาวต่างชาติสนใจสองท่านนี้มาก เพราะสองคนนี้มีความรู้ด้วย ความรู้ทางธรรมด้วย มีความรู้ทางภาษาอังกฤษด้วย เมื่อเผยแผ่ธรรมะท่านพูดในภาษาเดียวกับที่คนอื่นเขาพูด มันก็สื่อกันง่าย ชีวิตถึงจะดี พอเราอ่านมาก เราก็เอามาปรับใช้ได้ พูดธรรมะนั่นแหละ แต่ด้วยภาษาของยุคสมัย สื่อกันง่ายขึ้น ฟังกันง่ายขึ้น อ่านธรรมะกันมากขึ้น คนก็จะได้มีความสุขกันมาขึ้นใช่<br />
มั้ยล่ะ</p>
<p><strong>@ พอมาศึกษาต่อที่วัดเบญจมบพิตร การเป็นพระในเมืองแตกต่างจากที่เชียงรายสักแค่ไหนคะ</strong></p>
<p>มาก ที่เชียงรายถึงจะบอกว่ามีเวลาก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพฯ พอมาอยู่วัดเบญจมบพิตร มาเรียนเปรียญ 7-8-9 ถือว่า เป็นเปรียญธรรมที่สูงแล้ว เป็นเปรียญเอก ทางวัดก็อนุญาตให้ศึกษาเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะพอสมควร ก็ตั้งอกตั้งใจศึกษาหาความรู้ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุดของเราไป มีกิจนิมนต์บ้าง แต่พยายามไปให้น้อยที่สุด เพราะวัดของอาตมภาพมีพระเป็นร้อยรูป ถ้าเราไม่ไปเสียคน จะเสียหายมั้ย มันก็ไม่เสียไง เอาเหอะ งั้นฉันขอมุ่งทางนี้แล้วกัน ให้องค์อื่นท่านไปสวดไปฉันไปอำนวยประโยชน์สุขแก่ญาติโยมดีกว่า</p>
<p><strong>@ ท่านไม่รับกิจนิมนต์หรือคะ</strong></p>
<p>ถ้าให้ไปสวด เสียงเราก็ไม่ดีใช่มั้ย คงเป็นนักสวดที่ดีไม่ได้ แล้วใจก็ไม่รักทางสวดทางศาสนพิธีที่รุ่มร่ามอะไร ทั้งหมดนี้อาตมาไม่ชอบเลยนะ เป็นคนชอบใช้ชีวิตเรียบง่ายที่สุดเลย ฉะนั้นขอตัดช่องน้อยแต่พอตัว ขออ่านธรรมะ ศึกษาคัมภีร์ เรียนภาษาอังกฤษไปเรื่อยเปื่อย จนวันหนึ่ง เขียนหนังสือแล้วมีคนอ่าน ก็เป็นโอกาสให้ได้มายืนอยู่ตรงนี้นะ นี่คือผลพวงของการมีเวลา ที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้พระมีครอบครัวก็เพราะท่านมองว่า พระต้องศึกษาธรรมะ แต่บางทีพระก็ไม่ได้มองแบบพระพุทธเจ้านะ พอมีเวลาเยอะๆ ก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ไปดูดวงซะนี่ ไปปลุกเสก ลงนะหน้าทองซะ เวลาที่มีอยู่มากมาย รูปหนึ่งได้ประโยชน์อย่างล้นเหลือ อีกรูปหนึ่งทำความเสื่อมเสียได้มากมาย ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเราบวชเข้ามาแล้ว เราเข้าใจจุดมุ่งหมายของชีวิตพระหรือเปล่า</p>
<p><strong>@ จุดมุ่งหมายในสมณเพศของท่านเป็นอย่างไร</strong></p>
<p>ตอนนี้เรียกว่าอยู่ในวัยทำงาน อยู่ในวัยใช้ชีวิตเพื่อสนองอุดมคติ คือ ถ้าเราอยากเป็นพระที่ดี ในช่วงนี้ทำได้ดีที่สุด เพราะหมดภาระเรื่องเรียนแล้ว อาตมาก็ทำงาน อ่านหนังสือ สอนหนังสือ มีงานเทศน์ งานบรรยาย งานด้านวิชาการก็เป็นอาจารย์พิเศษ สอนในระดับบัณฑิตวิทยาลัย ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เวลาที่เหลือก็ศึกษาค้นคว้าต่อไป จะอยู่อย่างนี้ แต่ชีวิตก็ยังมีเวลาว่างอย่างที่เราตั้งต้นไว้แต่แรก ชีวิตมันอยู่ที่เรานะ คือถ้าเราไม่หลงโลกเสียอย่าง เรามีเวลาให้ตัวเองเสมอ ยิ่งเป็นพระด้วยนะ ถ้าบริหารเวลาให้เป็น</p>
<p><strong>@ เพราะเป็นพระในเมืองซึ่งคนเมืองไม่ค่อยเข้าวัดหรือเปล่าคะ ที่ทำให้ต้องใช้สื่อในการเผยแพร่ธรรมะ</strong></p>
<p>พระในเมืองก็ยังมีบทบาทของการเป็นที่ปรึกษา เหมือนเป็นนักจิตวิทยาอยู่นะ ยังมีคนที่ปัญหามาปรึกษา มาเล่าให้ครูบาอาจารย์ ท่านก็ให้ธรรมะไป พระหมอดู โยมมาปรึกษา ท่านก็ดูหมอบ้าง แอบให้ธรรมะบ้าง ซ่อนไป</p>
<p><strong>@ ให้ธรรมะนี่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ นะคะ ?</strong></p>
<p>ให้ตรงๆ คนไม่ค่อยรับนะ คนมันกลัวธรรมะจะตาย ไม่เอาหรอก</p>
<p><strong>@ ท่านแก้ปัญหานี้อย่างไร</strong></p>
<p>เขียนหนังสือให้อ่านง่าย มีวรรณศิลป์บ้าง เวลาพูดก็ใช้ภาษาชาวบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาวัดโดยไม่จำเป็น โยมคุยกับอาตมาเข้าใจง่ายหรือเปล่า</p>
<p><strong>@ ง่าย ?</strong></p>
<p>ก็ใช่ อาตมาว่าถ้าเราใช้ภาษาพระไปคุยกับโยม โยมจะต้องมานมัสการกับพระอาจารย์ทุกคำ มันก็ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ มันก็เกิดกำแพงภาษา เพราะฉะนั้น ในด้านงานเขียน อาตมภาพพยายามใช้ภาษาให้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด พยายามนำวรรณศิลป์มารับใช้ในด้านการเทศน์ ใช้ภาษาของยุคสมัย ตัวอย่างที่มายกประกอบการเทศน์ก็ให้บริบทมันอยู่กับคนร่วมยุคสมัยของเรา พยายามทำให้ได้ แต่จะประสบความสำเร็จหรือเปล่า ญาติโยมเป็นคนตัดสินใจ</p>
<p><strong>@ งานเทศน์ งานเขียนเหมือนเป็นการสื่อสารทางเดียวนะคะ ?</strong></p>
<p>ไม่ทางเดียวเลย อาตมาทำงานออกไปมีเสียงตอบรับจากแฟนหนังสือ พระก็มีแฟนหนังสือนะ หนังสือของอาตมาโดยมากรวมเล่ม ก็มีจดหมายมาถึงกองบรรณาธิการเป็นประจำ นานๆ เขาก็หอบมาให้ทีละเป็นร้อยฉบับ ส่วนมากก็พูดถึงในแง่ดี อาจจะไม่อยากตำหนิพระ เพราะกลัวบาปก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่อาตมาก็ภูมิใจ ไปเทศน์ อย่างน้อยก็มีคนฟัง เขาอัดเทปกันไว้ก็พอมีคนมาขอไปฟัง หนังสือพอออกไปปุ๊บ ก็พิมพ์ 2 ครั้ง 3 ครั้ง ก็หวังว่าสิ่งที่เราทำออกไปคงไม่ไร้ผลนะ พอจะวัดได้ระดับหนึ่ง แต่ทั้งหมดก็คงแล้วแต่ญาติโยม</p>
<p><strong>@ บวชเรียนมาตั้งแต่เด็ก จะเข้าใจทุกข์ของชาวบ้านหรือคะ</strong></p>
<p>อาตมาว่าเข้าใจได้ทางอ้อม ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไปเผชิญเสียทุกอย่างถึงจะเข้าใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้เผชิญทุกอย่าง แต่ท่านเข้าใจโลกปรุโปร่ง เพราะท่านเข้าถึงปัญญา ปัญญามีความเป็นสากล ถ้าเราเข้าถึงปัญญาที่แท้ เราก็เข้าใจโลก รู้จักชีวิตโดยทะลุปรุโปร่ง โดยเราไม่ต้องไปใช้ชีวิตเองก็ได้ หลวงพ่อชาไม่เคยมีครอบครัว ท่านออกจากป่ามาเทศน์ มีใครบอกมั้ยว่าคำสอนของท่านเชย ไม่มี เพราะท่านเข้าถึงตาน้ำแห่งปัญญาไง เข้าใจโลก โดยไม่ต้องไปใช้ชีวิตแบบโลกๆ เสมอไป ปัญญามันบอกเองว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี มันบอกชัดเจน</p>
<p>โยมรู้ใช่มั้ยว่าคนถูกรถชนมันเจ็บ แต่เราอยากรู้ว่าเจ็บเป็นอย่างไร เราต้องไปวิ่งให้รถชนมั้ย ก็คงไม่ ใช่มั้ยละ เพราะฉะนั้น พระเข้าใจโยมโดยเรียนรู้ธรรมซึ่งเป็นสิ่งสากล ชีวิตของโยมเป็นธรรมะซึ่งเป็นสิ่งสากลนะ การรู้จักคนๆ เดียวอย่างถ่องแท้ ก็เท่ากับรู้จักคนทั้งโลก ธรรมะจะเป็นอย่างนั้น รู้จักใบไม้กำมือเดียวก็รู้จักใบไม้ทั้งโลก</p>
<p><strong>@ พระสอนให้คนอื่นพ้นทุกข์ แล้วพระเองเป็นทุกข์มั้ยคะ</strong></p>
<p>พระก็ทุกข์ พระทุกข์สองอย่าง หนึ่ง ทุกข์อย่างโยม ก็คือ บวชเข้ามาแล้ว แต่ใจยังไม่บวชก็จะทุกข์เช่นเดียวกับโยม เช่น ยังอยากมียศ มีลาภ มีชื่อ มีเสียง ยังอยากเป็นขุนนางพระ ก็เหมือนกับโยมใช่มั้ย ถ้าท่านตัดไม่ได้ โยมทุกข์อย่างไรท่านก็ทุกข์อย่างนั้น สอง บวชเข้ามาแล้ว ตั้งใจจะเป็นพระก็ทุกข์อย่างพระ เช่น ตั้งใจจะปฏิบัติธรรม มันไม่ก้าวหน้า ไม่ได้อย่างใจ นั่งสมาธิมันก็ไม่นิ่ง เรียนหนังสือ ปัญญาก็ไม่ดี ก็ทุกข์ นี่ทุกข์อย่างพระ แต่มีพระอีกประเภทที่ไม่ทุกข์อย่างพระ และไม่ทุกข์อย่างโยม คือ มาแล้วตั้งใจจะเป็นพระ ไม่เจอทุกข์อย่างโยมแล้ว สอง บวชเข้ามาแล้วตั้งใจปฏิบัติ สติปัญญาดี สภาพร่างกายดี เจอครูอาจารย์ดี ปฏิบัติก็ลุล่วง หลุดพ้นขึ้นไปเป็นพระอริยบุคคลอยู่เหนือทุกข์เหนือสุข อันนี้ไม่ทุกข์แล้ว ก็มี มีแต่สุขล้วนๆ แล้วก็เอาสุขตรงนี้แหล่ะไปให้ญาติโยม ถ้าถามอาตมาภาพก็ต้องบอกว่า on the way นะ ยังหาอะไรฟันธงลงไปไม่ได้</p>
<p><strong>@ มีพระที่ประพฤติไม่เหมาะสมตกเป็นข่าวเพิ่มขึ้น เราควรมองเรื่องนี้อย่างไรคะ</strong></p>
<p>แสดงว่า ชาวบ้านใช้ปัญญาในการนับถือศาสนามากขึ้น สมัยก่อนพระพูดอะไรก็แล้วแต่พระ สมัยนี้ ถ้าไม่ถูกต้องชาวบ้านประท้วง ประท้วงไม่พอ ขับออกจากวัด ทุกวันนี้ มีคนไทยที่บอกว่า ฉันไหว้พระพุทธ พระธรรม แต่ไม่ไหว้พระสงฆ์ ก็ไม่ผิดที่ชาวบ้านจะรู้สึกอย่างนั้น เพราะเราจะกราบใครสักคนอย่างสนิทใจ คนๆ นั้นจะต้องมีอะไรเหนือกว่าเรา อย่างน้อยในทางพุทธิปัญญาและในทางศีลาจารวัตร นี่เป็นธรรมชาติ แทนที่พระจะไปว่าชาวบ้าน ว่าทำไมไม่เข้าวัด พระคงต้องถามตัวเองว่า เรามีส่วนหรือเปล่าที่ทำให้เขาไม่อยากเข้าวัด</p>
<p>อาตมา ถึงเห็นว่า พระสงฆ์ไทยในทศวรรษหน้า อย่างน้อยๆ ต้องมีความรู้ด้านพระธรรมวินัยกว้างขวาง และต้องมีความประพฤติดีงาม ชนิดที่กราบตัวเองได้ และให้คนอื่นมากราบโดยตัวเองไม่ละอายแก่ใจ รวมทั้งต้องมีความรู้ทางโลกในระดับที่เท่าทันโลก ถ้าพระไม่มีคุณธรรมเหล่านี้ พระสงฆ์ไทยจะเหมือนหลักเหลี่ยมในรูกลม จะกลายเป็นส่วนเกินทางประวัติศาสตร์ของยุคสมัย คือ จะอยู่แบบเดิมๆ สังคมก็ก้าวไปข้างหน้า ทีนี้ พอท่านจะก้าวร่วมไปกับสังคม คุณสมบัติท่านก็ไม่ถึง ความรู้สติปัญญาไม่มากพอจะอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้ จะอยู่เหมือนเดิมโลกก็ไม่อนุญาต จะก้าวไปข้างหน้า เครื่องไม้เครื่องมือที่จะก้าวไปพร้อมกับโลกก็ไม่มี พระก็จะตกอยู่ในสภาพอิหลักอิเหลื่อ อยู่อย่างไรก็ไม่ดี ถ้าไม่ปรับตัวนะ</p>
<p><strong>@ พระจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับยศชั้น ทั้งที่คนทั่วไปไม่ค่อยรับรู้เรื่องนี้สักเท่าไร ?</strong></p>
<p>ชาวบ้านแทบไม่รู้ว่าพระองค์นี้เป็นเจ้าคุณ องค์นี้เป็นมหาเปรียญ เป็นสมเด็จ มองพระก็มองทั่วๆ ไป ชาวบ้านเรารู้เรื่องพระน้อย พอรู้เรื่องพระศาสนาน้อย เราเลยปล่อยให้มีพระสุกๆ ดิบๆ เยอะนะ มีพระดีบ้างไม่ดีบ้าง ทั้งๆ ที่ว่า ถ้าเป็นพระมันต้องดีใช่มั้ย เพราะพระแปลว่าผู้ประเสริฐ แต่เรามีพระน้ำดีก็มี พระน้ำเสียก็มี ก็เพราะองค์กรของเราไม่มีกระบวนการสร้างพระดีอย่างเป็นระบบ คนที่เข้ามาบวชก็ไม่ได้มีความตั้งใจจริง แล้วสังคมไทยมีความรู้เรื่องพระน้อยมาก ก็ไม่สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้พระได้ อยู่ในลักษณะเตี้ยอุ้มค่อม ไม่มีใครสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้ใคร บางทีถูกพระหลอกก็ยังไม่รู้อีก นึกว่าท่านเป็นพระก็ต้องดี เห็นเหลืองๆ ก็นึกว่าพระ บางทีก็ไม่ใช่นะ วันดีคืนดี เราก็เห็น เอ้า! พระไปหาเสียงให้นักการเมือง วันดีคืนดีเราเห็นพระไปช่วยรัฐมนตรีคลังหาเงิน เอ๊ะ! ทำไมพระของเราหลากหลายไปหมด งงไปหมด</p>
<p>ถ้าคนของเรามีความรู้เสียหน่อย เห็นอะไรไม่เหมาะไม่ควร เราก็ต้องเตือนพระได้นะ แต่พอไม่รู้ พระพาไปไหนก็ไป พระพาไปปลุกเสกอะไรที่ไหนก็ไป แต่ทุกวันนี้ พระก็ไม่มีความรู้ โยมก็ไม่มีความรู้ เหมือนคนตาบอดจูงกันไป จะพากันลงหน้าผาก็ไม่มีใครเตือนใคร นี่เป็นภาวะพระสงฆ์ไทยกับชาวบ้านนะ มันก็เป็นอย่างนี้อยู่</p>
<p><strong>@ แล้วก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ?</strong></p>
<p>อาจจะหนักขึ้นด้วยซ้ำนะ เพราะกระบวนการต่างๆ ที่จะแปลงศรัทธาเป็นทุนมันพิสดารมากขึ้น สมมติสมัยก่อนครูบาอาจารย์สร้างพระขึ้นมาองค์หนึ่งนะ ท่านทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์จริง คือ ให้ลูกศิษย์ลูกหาไว้เป็นสิริมงคล เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ พระหนึ่งเหรียญต้นทุน 1 บาท ทำ packaging สวยๆ ใส่กรอบเลี่ยมทองอย่างดี อวดอ้างสรรคุณมารองรับ ให้เซียนพระปั่นให้ เดี๋ยวนี้พระองค์หนึ่ง 12 ล้านก็มี 60 ล้านก็มี คิดดูสิ ต้นทุนไม่ถึงบาท เพราะเอาก้อนอิฐก้อนหินก้อนดินตามธรรมชาติมาทำ แล้วใส่กระบวนการแบบบริษัทร่วมทุนพาณิชย์ ทำกันเอิกเกริกมาก รับกันรุ่นละเป็นพันล้าน</p>
<p>เงินที่มาจากความโง่ของญาติโยม แล้วก็หากินกันบนความโง่ของชาวบ้าน แล้วคิดว่านี่คือพระพุทธศาสนา กระบวนการปั๊มพระนี่ทันสมัยนะ หนึ่ง ไปหาเกจิดีๆ มา สอง ไปหานักสร้างพระดีๆ สาม ไปหาหนังสือพระเครื่องดังๆ มา สี่ ไปสร้างคอนเนคชันกับหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ สื่อมวลชนใหญ่ๆ ห้า ไปหาพรีเซ็นเตอร์ เป็นนักการเมืองใหญ่ๆ สี่ห้าองค์ประกอบนี่รวมกัน เราได้พระเครื่องชั้นยอดมารุ่นหนึ่ง ปล่อยออกสู่ตลาด คนก็แห่แหนไปบูชาจะเหยียบกันตาย คนทำก็รวยไป คนบูชาก็โง่ พระพุทธศาสนาบอบช้ำ เรากำลังหากินบนความโง่ความหลงของญาติโยม</p>
<p><strong>@ แต่ระยะหลัง ดูเหมือนมีคนหันมาสนใจเรื่องพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรมกันมากขึ้นด้วยเหมือนกัน ?</strong></p>
<p>น่ายินดีมากเลย เริ่มมีกระแสที่คนหันมาสนใจพุทธศาสนา ถึงขนาดกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ แล้วเป็นพระพุทธศาสนาเชิงลึกด้วยนะ สังเกตมั้ยว่า คนหันกลับมาสนใจสมาธิวิปัสสนา และชาวบ้านเริ่มรวมกลุ่มกันสอนสมาธิที่บ้าน นี่คือ นิมิตดีว่าสังคมไทยเริ่มหันมาสนใจพระพุทธศาสนาที่ตัวเนื้อหาสาระอีกครั้ง หนึ่ง น่าสังเกตว่าคนที่สนใจแบบนี้เป็นระดับปัญญาชนนะ อย่างคนที่อ่านหนังสือของอาตมา หลายคนเราก็นึกไม่ถึงว่า เอ้อ เขาก็มีเวลาอ่านนะ อ่านแล้วก็มาพบมาคุย เป็นอาจารย์ เป็นนักศึกษา ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการต่างๆ อ่านแล้วก็มาคุยกัน เราก็เริ่มเห็นพลังเงียบทางธรรมะ</p>
<p><strong>@ ในแง่การตอบสนองจากฝ่ายสงฆ์เป็นอย่างไรคะ</strong></p>
<p>สังคมหันมาสนใจเนื้อหาสาระ ขณะที่พระกลับไปสนที่เปลือก คือ เรามีพระที่เป็นครูวิปัสสนากรรมฐานก็เยอะ แล้วญาติโยมที่สนใจแนวนี้ก็มีเยอะ แต่ก็มีพระส่วนที่เดินสวนทางกับชาวบ้านน่ะนะ ขณะที่ชาวบ้านเดินเข้าวัด พระก็เดินสวนออกไปหาลาภยศสรรเสริญก็มี หรือท่านที่รู้ตัว รับรู้กระแสของสังคมก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลมากกว่า โดยพระสงฆ์กระแสหลักรู้สึกจะยังเหมือนเดิม ไม่ได้หันมาสนใจอะไรนัก ยังยุ่งอยู่กับเรื่องเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ เราคงต้องฝากอนาคตไว้กับพระทางเลือก ที่ไม่สนใจลาภสักการะ แต่สนใจธรรมะจริงๆ</p>
<p><strong>@ ต้องเลือกพระหรือคะ</strong></p>
<p>เมื่อคนสนใจธรรมะที่แก่น ก็เท่ากับว่า สังคมกำลังเรียกร้องพระที่เป็นพระจริงๆ คือ เมื่อสนใจธรรมะที่แก่น พระก็ต้องมีแก่นไปให้เขา ใช่มั้ย ฉะนั้น เราน่าจะได้พระจริงขึ้นมาอีกเยอะนะ น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ที่จริงอาตมาไม่ได้ห่วงเท่าไหร่นะ สังคมไทยในแง่ที่เขาจะสนใจศาสนาหรือไม่สนนะ อาตมาห่วงแต่สังคมสงฆ์นี่แหล่ะ ที่ไม่ตื่นตัวซะที เวลาเรานึกถึงพระ เรารู้สึกว่าท่านให้เราพึ่งได้ไม่เท่าไหร่ใช่มั้ย บางปัญหาสังคมเห็นว่าไฟมันลามทุ่งแล้วนะ ท่านน่าจะดับ แต่ท่านก็ไม่ดับใช่มั้ยล่ะ อย่างภาคใต้นี่ วัดโดนถล่มไป 3 แห่ง ท่านก็เงียบ</p>
<p><strong>@ ในหมู่สงฆ์มีการคุยถึงปัญหาร้อนๆ เหล่านี้บ้างมั้ยคะ</strong></p>
<p>คุยกัน แต่มันไม่มีพลวัตจนถึงขั้นจะสร้างความมั่นใจให้ญาติโยมได้ เป็นเสียงสะท้อนที่เงียบ อาตมามองอย่างนี้นะ ถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ อาตมาก็ว่าเราต้องมองเชิงโครงสร้างด้วย อย่าไปโทษพระทีละรูป แล้วว่าท่านแย่อย่างนั้นอย่างนี้คงไม่ได้ ที่ท่านแย่เพราะอะไร ก็องค์โน้นแย่ก่อน ท่านก็แย่ตาม แล้วที่องค์โน้นแย่ ก็เพราะโครงสร้างมันเป็นอย่างนั้น โครงสร้างมันเอื้อให้อืด มันก็ต้องอืดใช่มั้ย</p>
<p>อย่างโยมปลูกต้นไม้ แล้วรอบๆ ต้นไม้มันมีกรง จะให้มันบานสะพรั่งออกไปนอกกรงได้ยังไงล่ะ ฉะนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาตรงนี้ ต้องรื้อโครงสร้างแล้วทำใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็รื้อๆ ปรับๆ กันนะ แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนภารกิจขององค์กร จะแก้ปัญหามันต้องมีวิสัยทัศน์ พันธกิจต้องชัดเจน แล้วถึงไปเอาคนเอาโครงสร้างมาใส่ แต่ของเรา หนึ่ง วิสัยทัศน์ไม่ชัดเจน สอง พันธกิจพร่ามัวมาก แล้วก็รื้อโครงสร้าง พอรื้อเสร็จ ปรากฏว่า เหมือนเดิม ไม่รู้จะรื้อไปทำไม อาตมาก็มองว่ามันเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่นะ ทำไปก็ไม่ได้อะไร ญาติโยมก็อ่อนใจอยู่ตามเดิม</p>
<p><strong>@ ฟังแล้วสิ้นหวังมากนะคะ</strong></p>
<p>โยมก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจกัน พระดีๆ มีเยอะ แต่เราไม่ค่อยรู้จัก เหมือนคนดีที่มีเยอะในทางโลกใช่มั้ย แต่พอโครงสร้างมันไม่เอื้อ ก็ทำให้ท่านไม่สามารถโดดเด่นออกมาทำงาน แล้วคนดีก็ไม่ได้มารวมกันใช่มั้ย กระจัดกระจายกันอยู่น่ะ อย่ามองอะไรเป็นสีดำไปหมด โอ๊ย ไม่ไหว้แล้วพระ ไหว้ไม่ไหว ที่จริง สีดำสีขาวมันก็อยู่ด้วยกัน อยู่ที่ว่าด้านไหนมันจะหันมาให้เราเห็นก่อน มันอยู่ติดกันนั่นแหละ มองอีกด้านหนึ่ง แล้วจะเห็นว่าเรายังมีหวังอยู่ คิดอย่างนี้จะดีนะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%98%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขายวัฒนธรรม</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jan 2009 00:39:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Politics]]></category>
		<category><![CDATA[Social&Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Thai]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.com/blog/?p=284</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากนอนซมป่วยมา 4 วันติด
ก็เลยพยายามหาอะไรทำแก้เซ็งให้หายเบื่อ&#8230; เบื่อนอน.. เบื่อกินยา &#8230;
การบ้านด่วนก็มีนะ ..แต่ปวดหัว ทำไม่ไหว (อ้าง!)
สุดท้าย ! เอ๊ะ! วันก่อนเปิ้นแนะนำเว็บสำหรับหนังเกาหลี/ญี่ปุ่นมานี่น่า 
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว  เลยกดดูไปซะ 2 เรื่อง -_-&#8221;
(แทนที่จะได้พักผ่อน กลายเป็นว่าต้องนอนเช้าแทนซะนี่ )
เรื่องแรกที่ดูคือ &#8220;Changed&#8221; series ญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่อง
คาวๆ หวานๆของการเมือง ที่โคตรจะสอดคล้องกับ
เมืองไทยช่วงนี้เอามากๆ &#8230;
เรื่องที่ 2 คือ &#8220;Gourmet&#8221; series เกาหลีเกี่ยวกับอาหาร
ตำหรับชาววัง ..ที่กดเข้าไปดูโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เพราะ
ความหิวเท่านั้นเอง -_-&#8221;
ความสนุกคงไม่ต้องบอก
แค่ลองจินตนาการว่า &#8220;มันเป็นยังไง ถึงดู series จนจบถึงเช้าได้  ?&#8221;
กับวันก่อน เพิ่งได้มีโอกาสดูเรื่อง &#8220;Paris Je t&#8217;aime&#8221;
หนังที่บรรยายมุมมองเกี่ยวกับปารีสโดยผู้กำกับ 10 (กว่า)ชีวิต
ช่วงที่เรามาที่นี่ เป็นช่วงที่​ &#8220;แดจังกึม&#8221; เพิ่งจะดังเป็นพลุแตกที่เมืองไทย
แต่เราก็ไม่เคยดูอยู่ดี  &#8230;ได้รับรู้เพียงแค่กระแสการ &#8220;ขายวัฒนธรรม&#8221;
อย่างชาญฉลาดของเกาหลีเนี่ยล่ะ 
สำหรับเรา &#8220;สื่อ&#8221; ตอนนี้มันดูจะมีอำนาจเหนือเกินกว่าคำนิยาม
ของมันซะแล้วสิ
&#8220;สื่อ&#8221; ดูเปรียบเสมือนการส่งเรือไปล่าอาณานิคมฯ   โดยเฉพาะเมืองไทย
ตอนนี้ดูคล้ายๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากนอนซมป่วยมา 4 วันติด<br />
ก็เลยพยายามหาอะไรทำแก้เซ็งให้หายเบื่อ&#8230; เบื่อนอน.. เบื่อกินยา &#8230;<br />
การบ้านด่วนก็มีนะ ..แต่ปวดหัว ทำไม่ไหว (อ้าง!)<br />
สุดท้าย ! เอ๊ะ! วันก่อนเปิ้นแนะนำ<a target="_blank" href="http://www.mysoju.com/">เว็บสำหรับหนังเกาหลี/ญี่ปุ่น</a>มานี่น่า <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /><br />
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว  เลยกดดูไปซะ 2 เรื่อง -_-&#8221;<br />
(แทนที่จะได้พักผ่อน กลายเป็นว่าต้องนอนเช้าแทนซะนี่ )</p>
<p>เรื่องแรกที่ดูคือ &#8220;Changed&#8221; series ญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่อง<br />
คาวๆ หวานๆของการเมือง ที่โคตรจะสอดคล้องกับ<br />
เมืองไทยช่วงนี้เอามากๆ &#8230;<br />
เรื่องที่ 2 คือ &#8220;Gourmet&#8221; series เกาหลีเกี่ยวกับอาหาร<br />
ตำหรับชาววัง ..ที่กดเข้าไปดูโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เพราะ<br />
ความหิวเท่านั้นเอง -_-&#8221;</p>
<p>ความสนุกคงไม่ต้องบอก<br />
แค่ลองจินตนาการว่า &#8220;มันเป็นยังไง ถึงดู series จนจบถึงเช้าได้  ?&#8221;</p>
<p>กับวันก่อน เพิ่งได้มีโอกาสดูเรื่อง &#8220;Paris Je t&#8217;aime&#8221;<br />
หนังที่บรรยายมุมมองเกี่ยวกับปารีสโดยผู้กำกับ 10 (กว่า)ชีวิต</p>
<p>ช่วงที่เรามาที่นี่ เป็นช่วงที่​ &#8220;แดจังกึม&#8221; เพิ่งจะดังเป็นพลุแตกที่เมืองไทย<br />
แต่เราก็ไม่เคยดูอยู่ดี  &#8230;ได้รับรู้เพียงแค่กระแสการ &#8220;ขายวัฒนธรรม&#8221;<br />
อย่างชาญฉลาดของเกาหลีเนี่ยล่ะ <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /><br />
สำหรับเรา &#8220;สื่อ&#8221; ตอนนี้มันดูจะมีอำนาจเหนือเกินกว่าคำนิยาม<br />
ของมันซะแล้วสิ<br />
&#8220;สื่อ&#8221; ดูเปรียบเสมือนการส่งเรือไปล่าอาณานิคมฯ   โดยเฉพาะเมืองไทย<br />
ตอนนี้ดูคล้ายๆ จะเป็นเมืองขึ้นของเกาหลีเข้าไปซะทุกที ..<br />
อาหาร เสื้อผ้า การใช้ชีวิต  ภาษา ท่องเที่ยว ฯลฯ<br />
คล้ายๆ จะเป็น package แอบแฝงที่ยากจะปฎิเสธได้  <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p>แต่บ้างก็ว่านี่มันคือการ &#8220;ถ่ายเททางวัฒนธรรม&#8221; รึเปล่า ?<br />
จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ก็ไม่ .. เพราะส่วนใหญ่ทำไมเราให้เค้าถ่ายเรามาด้านเดียวล่ะ  ?<br />
วงการสื่อบ้านเรามัวทำอะไรอยู่  !!<br />
คงไม่ต้องวิจารณ์ให้เห็นภาพที่แสนระอากันอีกหลายรอบ</p>
<p>เอางี้ ลองแค่คิดง่ายๆ .. ภาพพจน์ประเทศเราที่สูญหายมลายสิ้น<br />
ไปกับเหตุการณ์ร้ายๆ ของปีที่ผ่านมา ..<br />
การจะโยกประเด็นที่น่าสนใจกว่า  การทำ PR  สร้างภาพพจน์<br />
ให้รวดเร็วทันใจได้ มันมีวิธีทำได้อย่างไรบ้าง ? นอกจากเดินสาย<br />
roadshow / แสดงงาน / วิธีทางการทูต  ที่เราว่ามันโคตรจะได้ผลในวงจำกัด</p>
<p>ลองจินตนาการเล่นๆ ว่า<br />
&#8220;ถ้ามีหนังชื่อ &#8220;กรุงเทพฯ&#8221; ล่ะ ?&#8221;<br />
&#8220;ถ้าเราลองให้ผู้กำกับหนังไทย  มาทำหนังสั้นแนว Parisฯ ล่ะ ​ ?&#8221;<br />
หรือคิดให้โคตรใหญ่ &#8220;1 ภาพยนตร์ 1 จังหวัด &#8221; ?</p>
<p>มันมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน<br />
ที่จะประสบความสำเร็จกับภาพเคลื่อนไหวเหล่านั้น ?</p>
<p>ล่าสุดที่ได้ข่าวมา<br />
-<a target="_blank" href="http://anpanpon.com/blog/?p=191">&#8221; New York, I love you&#8221;  </a>หนังจากผู้กำกับชุดเดียวกับ<br />
Paris Je t&#8217;aime กำลังจะฉายเร็วๆ นี้<br />
-<a target="_blank" href="http://pingmag.jp/2008/08/08/michel-gondry-tokyo/">&#8220;Tokyo!&#8221;</a> หนังแนวคล้ายกัน ที่ทางเมืองลงทุนจ้าง 3 ผู้กำกับดัง<br />
มาทำหนัง promote เมือง<br />
หนึ่งในนั้นมีผู้กำกับสุดเจ๋งอย่าง Michael Gondry อยู่ด้วย <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> </p>
<p>เราว่า source  (ที่มีคุณภาพ) ด้านการทำหนังเนี่ย เมืองไทยโคตรจะมีเยอะเลย<br />
ขาดแต่ก็เพียงโอกาสและแม่งานใหญ่ๆ ที่ไม่ได้หวังแค่กำไร<br />
ซึ่งมันจะเป็นใครไม่ได้ก็คงแค่รัฐบาล</p>
<p><strong>เมื่อไร กระทรวงวัฒนธรรม / กระทรวงท่องเที่ยว / สำนักนายกฯ<br />
มาจับมือร่วมกันเห็นประโยชน์<br />
เมื่อนั้น เราคงได้เห็นทางสว่าง !!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2009/%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

