<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Anpanpon :P Blog not Bread !! &#187; Street Art</title>
	<atom:link href="http://anpanpon.com/blog/on/street-art/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anpanpon.com/blog</link>
	<description>bread, blog, design, graphic design, politics, thai, environment, social, culture, art, media, movie, music, friends, tu, berlin, photography, travel, eat</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jan 2011 19:07:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>gra&#8221;ss&#8221;fiti</title>
		<link>http://anpanpon.com/blog/2008/grassfiti/</link>
		<comments>http://anpanpon.com/blog/2008/grassfiti/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Jun 2008 12:55:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anpanpon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Street Art]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anpanpon.daytag.net/blog/?p=172</guid>
		<description><![CDATA[
โห   !!!
เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา » Blog Archive » ติดดิน
Edina Tokodi&#8217;s local Green Graffiti
via septemz

เรื่องศิลปินติดดินมาเล่าให้ฟังครับ
โดยรูปแบบแล้วพวกเขาไม่น่าจะเข้าค่ายศิลปินติดดิน
แต่โดยสารของงานและวิธีการสร้างแล้ว
พวกเขาคือศิลปินติดดินที่ติดดินยิ่งกว่าศิลปินคนไหนๆ
งานของพวกเขาเข้าค่ายสตรีทอาร์ต หรือการสร้างสรรค์งานศิลปะในพื้นที่ชุมชน
เพื่อบอกเล่าสารบางอย่างสู่คนที่เดินผ่านไปมา
แต่ด้วยวิธีการสร้างงานแบบกองโจรที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ
และตำแหน่งที่อยู่ของมันซึ่งมักจะระรานความสบายทางสายตา
ยิ่งเมื่อรวมกับภาพของแก๊งกราฟฟิตี้ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของชาวสตรีทอาร์ต
ในความรู้สึกของคนทั่วไป สตรีทอาร์ตเลยมีภาพลักษณ์เป็นอาชญากรรมมากกว่าศิลปะ
ผมเคยพลิกๆ หนังสือรวมภาพ Street Logo
หรือโลโก้ (ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายที่สุดคิดภาพกราฟฟิตี้เลยก็ได้ครับ)
ที่ศิลปินมือคันเขียน พ่น และแปะไว้ตามที่สาธารณะจากทั่วทุกมุมโลก
ถ้าดูเพลินๆ แบบที่คิดว่ามันไม่ได้อยู่บนกำแพงบ้านเรา ผมก็รู้สึกว่ามันสวยดี
บางลายก็เปี่ยมไปด้วยไอเดีย อย่างควรค่ากับการเรียกว่างานศิลปะ
พอเปิดมาถึงภาพของงานกราฟฟิตี้จากเมืองไทย เห็นแล้วผมยิ้มแก้มปริเลยครับ
มันเป็นงานที่ใช้เทคนิคสเตนซิล (Stencil) หรือ การเจาะกระดาษทำบล็อกแล้วใช้สีสเปรย์พ่นใส่ที่ว่างของบล็อกนั้น
ลวดลายก็จะปรากฏบนกำแพงด้วยความรวดเร็ว
งานชิ้นนี้ไม่ใช่งานกราฟฟิตี้ที่เราเห็นคนพ่นทิ้งไว้ตามอาคารรกร้าง
 แต่เป็นชื่อและโลโก้ของสถาบันช่างกลแห่งหนึ่ง
ด้วยความคนไทยอย่างเราคุ้นชินกับมันมานาน เห็นแล้วเลยไม่รู้สึกรู้สาอะไร
แต่พอฝรั่งมังค่ามาเห็น เขาก็คิดว่า นี่คือกราฟฟิตี้สไตล์ไทยๆ
ที่จริงมันก็ใช่นะครับ แถมยังเป็นกราฟฟิตี้ที่ฝังรากลึกอยู่คู่กับสังคมไทยมานานนม
ก่อนจะมีการพ่น Tag ชื่อกลุ่มทับกันไปทับกันมาของชาวกราฟฟิตี้
น้องๆ ช่างกลไทยก็พ่นคำนับญาติบลัฟกันไปบลัฟกันมาระหว่างสถาบันกันมาก่อนแล้ว
ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่าว่า
หลายปีมานี้การพ่นกำแพงนับญาติกันระหว่างสถาบันลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก
ในขณะที่นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งไทยทั้งอินเตอร์
กระโดดลงมาสนุกกับการระบายกำแพงมากขึ้น
และบ้านเมืองเราก็เปรอะเปื้อนมากขึ้น ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ ในโลก
ถึงศิลปินสตรีทอาร์ตจะถูกตีตราว่าเป็นอาชญากร
แต่ศิลปินหลายคนก็ยอมเป็นโจรแบบโรบินฮู้ดที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน
ศิลปินสตรีทอาร์ตหลายคนมุ่งมั่นที่จะสร้างงานเพื่อสื่อสารประเด็นปัญหาทางสังคม
หัวหอกของวงการก็มีเจ้าพ่อกราฟฟิตี้อย่าง Banksy,
กลุ่มนักปลูกต้นไม้แบบกองโจรอย่าง Guerrilla Gardening,
ศิลปินสาวที่สนุกกับการปักข้อความน่ารักตามเบาะรถเมล์
เพื่อเตือนว่าพื้นที่สาธารณะเป็นของเราไม่ใช่ของโฆษณาอย่าง Urika Erdes
 และศิลปินติดดิน 2 คนของเราที่ตอนนี้กำลังเนื้อหอมมาก 
พวกเขาเป็นศิลปินสตรีทอาร์ต ที่สร้างงานกราฟฟิตี้ด้วยดิน
คนแรก Jesse Graves นักศึกษาวัย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img id="image171" src="http://www.anpanpon.com/blog/wp-content/uploads/2008/06/nature1_2.jpg" alt="nature1_2.jpg" /></p>
<p>โห <img src='http://anpanpon.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  !!!</p>
<p><a href="http://www.lonelytrees.net/?p=191#comment-1550" target="_blank">เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา » Blog Archive » ติดดิน</a></p>
<p><a href="http://www.core77.com/blog/object_culture/edina_tokodis_local_green_graffiti_7895.asp" target="_blank">Edina Tokodi&#8217;s local Green Graffiti</a></p>
<p>via <a href="http://septemz.multiply.com/" target="_blank">septemz</a><br />
<span id="more-172"></span></p>
<p>เรื่องศิลปินติดดินมาเล่าให้ฟังครับ<br />
โดยรูปแบบแล้วพวกเขาไม่น่าจะเข้าค่ายศิลปินติดดิน<br />
แต่โดยสารของงานและวิธีการสร้างแล้ว<br />
พวกเขาคือศิลปินติดดินที่ติดดินยิ่งกว่าศิลปินคนไหนๆ</p>
<p>งานของพวกเขาเข้าค่ายสตรีทอาร์ต หรือการสร้างสรรค์งานศิลปะในพื้นที่ชุมชน<br />
เพื่อบอกเล่าสารบางอย่างสู่คนที่เดินผ่านไปมา<br />
แต่ด้วยวิธีการสร้างงานแบบกองโจรที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ<br />
และตำแหน่งที่อยู่ของมันซึ่งมักจะระรานความสบายทางสายตา<br />
ยิ่งเมื่อรวมกับภาพของแก๊งกราฟฟิตี้ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของชาวสตรีทอาร์ต<br />
ในความรู้สึกของคนทั่วไป สตรีทอาร์ตเลยมีภาพลักษณ์เป็นอาชญากรรมมากกว่าศิลปะ</p>
<p>ผมเคยพลิกๆ หนังสือรวมภาพ Street Logo<br />
หรือโลโก้ (ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายที่สุดคิดภาพกราฟฟิตี้เลยก็ได้ครับ)<br />
ที่ศิลปินมือคันเขียน พ่น และแปะไว้ตามที่สาธารณะจากทั่วทุกมุมโลก<br />
ถ้าดูเพลินๆ แบบที่คิดว่ามันไม่ได้อยู่บนกำแพงบ้านเรา ผมก็รู้สึกว่ามันสวยดี<br />
บางลายก็เปี่ยมไปด้วยไอเดีย อย่างควรค่ากับการเรียกว่างานศิลปะ</p>
<p>พอเปิดมาถึงภาพของงานกราฟฟิตี้จากเมืองไทย เห็นแล้วผมยิ้มแก้มปริเลยครับ<br />
มันเป็นงานที่ใช้เทคนิคสเตนซิล (Stencil) หรือ การเจาะกระดาษทำบล็อกแล้วใช้สีสเปรย์พ่นใส่ที่ว่างของบล็อกนั้น<br />
ลวดลายก็จะปรากฏบนกำแพงด้วยความรวดเร็ว<br />
งานชิ้นนี้ไม่ใช่งานกราฟฟิตี้ที่เราเห็นคนพ่นทิ้งไว้ตามอาคารรกร้าง<br />
 แต่เป็นชื่อและโลโก้ของสถาบันช่างกลแห่งหนึ่ง</p>
<p>ด้วยความคนไทยอย่างเราคุ้นชินกับมันมานาน เห็นแล้วเลยไม่รู้สึกรู้สาอะไร<br />
แต่พอฝรั่งมังค่ามาเห็น เขาก็คิดว่า นี่คือกราฟฟิตี้สไตล์ไทยๆ<br />
ที่จริงมันก็ใช่นะครับ แถมยังเป็นกราฟฟิตี้ที่ฝังรากลึกอยู่คู่กับสังคมไทยมานานนม<br />
ก่อนจะมีการพ่น Tag ชื่อกลุ่มทับกันไปทับกันมาของชาวกราฟฟิตี้<br />
น้องๆ ช่างกลไทยก็พ่นคำนับญาติบลัฟกันไปบลัฟกันมาระหว่างสถาบันกันมาก่อนแล้ว</p>
<p>ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่าว่า<br />
หลายปีมานี้การพ่นกำแพงนับญาติกันระหว่างสถาบันลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก<br />
ในขณะที่นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย ทั้งไทยทั้งอินเตอร์<br />
กระโดดลงมาสนุกกับการระบายกำแพงมากขึ้น<br />
และบ้านเมืองเราก็เปรอะเปื้อนมากขึ้น ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ ในโลก</p>
<p>ถึงศิลปินสตรีทอาร์ตจะถูกตีตราว่าเป็นอาชญากร<br />
แต่ศิลปินหลายคนก็ยอมเป็นโจรแบบโรบินฮู้ดที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน<br />
ศิลปินสตรีทอาร์ตหลายคนมุ่งมั่นที่จะสร้างงานเพื่อสื่อสารประเด็นปัญหาทางสังคม<br />
หัวหอกของวงการก็มีเจ้าพ่อกราฟฟิตี้อย่าง Banksy,<br />
กลุ่มนักปลูกต้นไม้แบบกองโจรอย่าง Guerrilla Gardening,<br />
ศิลปินสาวที่สนุกกับการปักข้อความน่ารักตามเบาะรถเมล์<br />
เพื่อเตือนว่าพื้นที่สาธารณะเป็นของเราไม่ใช่ของโฆษณาอย่าง Urika Erdes<br />
 และศิลปินติดดิน 2 คนของเราที่ตอนนี้กำลังเนื้อหอมมาก </p>
<p>พวกเขาเป็นศิลปินสตรีทอาร์ต ที่สร้างงานกราฟฟิตี้ด้วยดิน</p>
<p>คนแรก Jesse Graves นักศึกษาวัย 19 ปีจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ในสหรัฐอเมริกา<br />
ในวิชาเรียน Guerrilla Printmaking เขาได้รับโจทย์จาก Nicolas Lampert ศิลปินสตรีทอาร์ตและอาจารย์ประจำวิชาให้เอางานศิลปะออกจากห้องเรียนไปแสดงที่ไหนก็ได้<br />
Graves ตั้งใจว่าอยากจะช่วยล้างมลทินให้กับสตรีทอาร์ต<br />
และช่วยส่งเสริมการส่งสารด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สาธารณะ<br />
เขาเลือกทำกราฟฟิตี้ด้วยเทคนิคสเตนซิล<br />
แต่ว่าไม่ใช้สีเปรย์เพราะมันอันตรายต่อสุขภาพและโลก ลบล้างก็ยาก<br />
และเขาไม่อยากให้งานศิลปะของเขามีส่วนทำลายทรัพย์สินสาธารณะ<br />
เพราะนั่นหมายถึง มันจะกลายเป็นงานศิลปะไม่มีใครต้องการ</p>
<p>Graves เลยเปลี่ยนจากสีเปรย์มาใช้ดินป้ายลงบนบล็อกสเตนซิลแทน<br />
ทีแรก Graves ก็ไม่ได้คิดอะไร<br />
แต่พอทำๆ ไปเขาก็พบว่าการสร้างงานจากดินนั้นมันมี texture ของเนื้อดิน<br />
ก็เลยมีเสน่ห์ดึงดูดคนมากกว่างานที่ทำจากสเปรย์<br />
เพราะมันทั้งสวยและทั้งชวนให้งงว่า ดินมันมาติดอยู่บนกำแพงได้ยังไง</p>
<p>โดยปกติแล้ว งานกราฟฟิตี้แต่ละชิ้นมีอายุไม่ยืนนัก<br />
เพราะมันมักจะถูกบอมบ์หรือพ่นทับโดยนักกราฟฟิตี้ที่คิดว่าตัวเองทำได้แจ๋วกว่า<br />
แต่งานของ Graves กลับไม่ถูกบอมบ์ทับ<br />
งานของเขาอยู่ยงมาได้คราวครึ่งค่อนปีแล้ว</p>
<p>คนถัดมา Edina Tokodi เป็นศิลปินสาวชาวฮังการีวัย 29<br />
เธอสร้างงานที่เรียกว่า มอสกราฟฟิตี้<br />
เธอใช้วิธีปั้นภาพนูนต่ำรูปสิงสาราสัตว์ไปแปะอยู่ตามตึกร้าง ที่ก่อสร้าง และลานจอดรถในย่านบรูคลิน<br />
เธอสร้างงานด้วยดินแล้วโปะหน้าด้วยมอส<br />
ไอเดียของงานชุดนี้ก็คือ เธออยากบอกทุกคนว่า<br />
ทุกคนควรมีสวนของตัวเอง เหมือนที่เธอเคยมีสวนในบ้านที่ฮังการี<br />
เป็นการเตือนให้คนเมืองนึกถึงธรรมชาติบ้าง</p>
<p>ไม่ใช่แค่ศิลปินติดดิน 2 คนนี้เท่านั้นที่หันมาทำสร้างสตรีทอาร์ตจากวัสดุธรรมชาติ<br />
ตอนนี้มันกลายเป็นเทรนด์ที่เริ่มระบาดไปทั่วอเมริกาและแคนาดาแล้ว</p>
<p>กราฟฟิตี้ไม่ใช่วายร้ายเสมอไป<br />
และกราฟฟิตี้ก็ไม่ใช่เรื่องสูงส่งและไกลตัวจนสื่อสารกับชาวบ้านไม่ได้<br />
ศิลปินติดดิน 2 คนนี้ยืนยันได้ครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anpanpon.com/blog/2008/grassfiti/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

