Anpanpon :P Blog not Bread !!
November 11th, 2009 | 9:07 pm

Lampions.jpg

พอดีบ้านที่ย้ายมาอยู่เป็นบ้านคุณแม่ลูกอ่อน (ลูกเพิ่งขวบครึ่งเอง )
เลยได้ความรู้เกี่ยวกับพวกแม่บ้านๆ ออกจะเยอะหน่อย  :P

เรื่องของเรื่องคือเห็นคุณแม่เตรียมตัวให้กับคุณลูกตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
ในการจัดหาโคมไฟให้ลูกเตรียมตัวเอามาเดินในวันนี้
คือ เนื่องจากวันนี้เป็นวันของคุณSt. Martin ออกเดินทางประมาณนั้น

ก็เลยเหมือนเป็นกิจกรรมให้เด็กๆ ทำร่วมกับครอบครัว
ทำโคมไฟร่วมกัน แล้วตกเย็นก็เดินถือโคมไฟวนๆ แถวโรงเรียนอนุบาลนั่นล่ะ
..น่าจะคล้ายๆ กับการเวียนเทียน 55 (คือคุณแม่บอกเดินจริงๆ แค่ 5 นาทีเท่านั้นเอง)

บ้านเราขี้โกงนิดหน่อย เป็นคุณแม่ทันสมัยขี้เกียจทำโคมไฟ
เลยซื้อของสำเร็จรูปมาให้เด็กถือ .. แต่บางบ้านขยันหน่อยก็มานั่งทำกับลูก

สรุปแล้ว เป็นวันเดินเล่นพร้อมหน้าพร้อมตากันซะมากกว่า
แถมวันนี้ยังเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาล Karnival + เทศกาลกิน Pfannkuchen(โดนัทสอดไส้แยม)  อันหลังนี่ไม่รู้เกี่ยวข้องกันยังไง แต่อย่างน้อย ก็ได้กินฟรีล่ะว้า :P

ปล.ไม่มีกล้องอะ -_-’ กล้องพัง แย่จริงๆ ต้องไปขอ copy รูปคนอื่นมาแทน -_-”

11.11

November 9th, 2009 | 11:14 pm

ตอนซ้อม

ของจริง!

วันนี้เป็นวันครบรอบ 20 ปีเปิดกำแพงเบอร์ลิน
เค้าเริ่มมีงานกันตั้งแต่วันพฤ.ที่ผ่านมาแล้ว ตั้งแต่ U2 มาแสดง concert
หน้า bradenburger Tor และก็มี Domino Wall กำแพงเบอร์ลินแบบชั่วคราว
ที่จะมาเล่น domino กันจริงๆ ตอนวันนี้

-_-’ ตอนแรกว่าวันเสาร์ที่ผ่านมาจะแวะไปดูซะหน่อย แต่พอนั่งรถเมล์ผ่านเห็นคนเยอะโคตร
เลยเปลี่ยนใจไม่ไปดีกว่า -_-” พอมาวันนี้ มัวแต่ขี้เกียจก็เลยไม่ได้มีโอกาสไปดูบรรยากาศ
กำแพงปลอมแต่ domino จริงเลย -_-” เฮ้อ! ทำไมขี้เกียจยังงี้วะเรา
สุดท้ายก็เลยได้แต่เห็นภาพบรรยากาศผ่านทางทีวี ไม่ก็ internet
….แต่มันจับต้องไม่ได้ และก็ไม่ค่อยมีความรู้สึกร่วมเท่าไร

จำได้เลย ตอนมาที่นี่ปีแรก นั่งเปิดูช่อง RTL ทั้งคืน นั่งดูบรรยากาศการเปิดกำแพงในสมัยนั้น​(1989)
ดูแล้วโคตรจะตื่นเต้นแทนคนเยอรมันที่กำลังจะได้รวมประเทศเป็นอันนึงอันเดียวกัน
โดยเฉพาะบรรยากาศคนฝั่งตะวันออกนั่งรถ Trabi ข้ามมาฝั่งตะวันตกโดยไม่โดนจับกันเป็นทิวแถว

คืนนี้ทั้งคืน แทบทุกช่องเลยร่วมระลึกกันหมด ทั้งสัมภาษณ์คนสมัยโน้น
เอาหนังสมัยโน้น เรื่องราวสมัยโน้นมาให้ดู … เหมือนให้ทุกคนได้ซึมซับ
ความยากลำบากกว่าจะได้มารวมประเทศกัน …
(แอบคิดเล่นๆ ถ้าเหตุการณ์ 14 ตุลา เอามารำลึกกันให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง
ยังงี้บ้างก็ดีเนอะ ไม่ใช่มีแต่ญาติ พี่น้อง ผู้เสียชีวิตเท่านั้นที่ไปร่วมรำลึก!
(จะว่าไป ดีไม่ดี บางทีเรายังลืมไปแล้วเลย ว่ามันเป็นวันที่ 14 ตุลา..เฮ้อ!)

คือยังไงดีล่ะ จุดประสงค์ของงานพวกนี้ ที่มาฉายตอกย้ำให้ดูทุกปี
มันก็ไม่ใช่แค่เผื่อให้ดูแล้วรำลึก แต่มันยังให้เห็นถึงผลของสงคราม
ผลของการแตกแยก ว่าคนที่รับผลกระทบสุดท้ายก็คือประชาชนตัวดำๆ นี่แหละ
ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างก้ำกึ่งอิสระ เหมือนจมูกหายใจออกได้แค่ข้างเดียวปะ
ไม่ต่างอะไรกับปัจจุบัน .. อิสระบนความไม่มี .. มันก็คงไม่ต่างอะไรกันเท่าไร :P

ปล.ย้ายมาบ้านใหม่เรียบร้อยแล้ว 1 สัปดาห์
ขอบคุณผู้มีอุปการะคุณทั้งหลายที่มาช่วยย้ายกันอย่างขะมักเขม้น :)
จัดห้องยังไม่สำเร็จเสร็จดี ไว้ยังไง จะถ่ายรูปมาอวดกันอีกทีนะ :)

October 30th, 2009 | 12:03 pm

Pictorial Webster’s: Inspiration to Completion from John Carrera on Vimeo.

สุดยอดเลย ขอสักเล่มได้ไม๊เนี่ย :)

September 23rd, 2009 | 11:54 pm

สุดท้ายแบบจริงๆ ล่ะ หลังจากอู้ไปหลายวัน เพราะมันแต่ยุ่งเรื่องหาบ้าน
เฮ้อ! จนป่านนี้ยังหาไม่ได้เลย ทำไมการหาบ้านใหม่มันยากขนาดนี้วะ
หลายปีก่อน ใช้เวลาแป๊ปเดียว  ก็หาได้แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แฮะ รู้สึกต้องใช้ความพยายามมากกว่าหลายล้านเท่า(เว่อร์ไปหน่อย) เพราะรู้สึกทำไมคราวนี้เราเดาใจคนไม่ออกเลยแฮะ
ปกติเวลาได้บ้าน ..มักจะต้องเป็นประเภทคุยกันถูกคอ บ้านถูกใจ
แต่หลังจากคุยถูกคอและถูกใจมาหลายบ้าน ..กลับไม่ประสบความสำเร็จแฮะ ..
บ้านที่โคตรชอบ คุยกันรู้เรื่องสุดๆ นั่งคุยกันเป็นชม. กลับปฎิเสธมาซะอย่างงั้น
หรือว่าไม่บอกข่าวคราวและเงียบหายไปเฉยๆ .. โทรตามเท่าไรก็ไม่รับ
กลายว่าเราต้องไปตื้อขออยู่ด้วยไปซะงั้น -_-”
ศักดิ์ศรีก็ยังมีอยู่หรอกนะ แต่ความกลัวไม่มีที่นอนแล้วเพื่อนลำบากมันมากกว่านะสิ
เพราะนี่อยู่มาหลายปี ของก็เยอะเป็นเงาตามตัว ..
สถิติการเก็บบ้านปัจจุบัน อยู่ที่ 8 กล่องใหญ่และ 5 ถุง ikea ยักษ์ และเป้อีก 2 ใบ กับกล่องใส่หนังสืออีก 5 กล่อง printer และ scanner -_-’ เฮ้อ! มองไปรอบห้องแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจแฮะ -_-”

ย้อนกลับไปนึกสภาพตอนมาเบอร์ลินครั้งแรกมีกระเป๋าอยู่ 2 ใบ ..
ย้ายครั้งที่ 2 ไป cologne เริ่มมี printer มาพ่วง  และมีกระเป๋าลูกอีก 2 ใบ
ย้ายครั้งที่ 3 กลับมา berlin มีเพิ่มมาอีก 5 ลัง ..และขอบคุณโน้ต ณ  dessau(ตอนนั้น) ที่ทำให้เรามีที่ซุกเก็บของ
ย้ายครั้งที่ 4 เช่ารถขนของกันเลยดีกว่า ..
และปัจจุบัน ..(อย่างที่เกริ่นไว้ข้างบน :P )

นั่นล่ะ เสียเวลาบ่นเยอะไปหน่อย ขอโทษที คือแบบว่าตั้งแต่กลับมาจาก New York ยังไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลย นอกจากหาบ้านๆๆๆๆๆๆๆ !!!!!!  ข้าวปลาก็ไม่ค่อยได้กิน คิดซะว่าใช้พลังงานที่สะสมมาจาก new york ให้เต็มที่ … (และก็เต็มที่จริงๆ แฮะ  :)
ยังไงก็คิดซะว่าเป็นการทัวร์ดูบ้านในเบอร์ลินกับถ.ที่ไม่เคยไปดีกว่า จะได้ให้กำลังใจตัวเองมากขึ้นหน่อย :P   เฮ้อ!

อ๋อ! วันสุดท้าย(แล้วจ้ะ)
อืม วันสุดท้ายก็หาเรื่องไปเดิน MET รอบสุดท้ายก่อนกลับ
กะว่ายังไงวันนี้ก็ต้องขอให้เห็นให้ครบ .. 55
วันก่อนมาด้วยความตระการตา ..
วันนี้มาแบบแอบจับผิด .. จริงๆ MET ก็มีมุมจับฉ่ายซ่อนอยู่เยอะเหมือนกันแฮะ
ด้วยความที่ของมันเยอะมาก .. ไม่รู้จะเรียบยังไงก็มาวางจับฉ่ายรวมกันแน่นๆ ในตู้กระจก ..
และแล้ววันนี้ก็ได้มาเห็นจากฉลามยักษ์ของ Damien Hirst ตัวจริงเสียงจริง ..
อืม! ไม่ค่อยอยาก spoil เลยแฮะ แต่เป็นงานที่ต้องมาดูของจริงเท่านั้นอะ
ถ้าดูแต่ภาพมันจะขาดอรรถรสไปอย่างแรง เพราะมันเห็นแค่มิติเดียว..
เอาเป็นว่างานเค้า..ขอเรียกเป็น 4 มิติดีกว่า :)

ส่วนงานเอเชีย งานอัฟกานิสถาน ก็ดูไม่ตื่นเต้นอย่างที่คิด .. ยกเว้น โซน ประเทศจีน .. ที่เราว่าทำใช้ได้ทีเดียวนะ  เพราะมีการจำลองตำหนักจีนมาไว้ด้วย (คงไม่หรูเท่าของจริง แต่ก็ได้บรรยากาศอยู่) ส่วนของไทยมีมุมกระจิดริด พร้อมถ้วยชามสังคโลก

highlight อีกอันที่ไม่ควรพลาดก็ห้อง Frank Lloyd  Wright
เป็นประมาณจำลองห้องนั่งเล่นของเค้าจริงๆ ที่เมืองอะไรลืมชื่อไปแล้ว มาไว้ที่นี่ ..
และ zone อียิปต์ก็เจ๋งไม่แพ้ฝั่งโรมันเลยทีเดียว
.. นั่นล่ะ เอาเป็นว่าถ้าได้มีโอกาสไปนิวยอร์คอีกที ..​คงไม่พลาดต้องไปเยี่ยม MET อีกรอบแน่นอน

หลังจากนั้นก็รีบวิ่งไปซื้อหนังสือที่ Strand เป็นรอบสุดท้าย กับไปซื้อเครื่องเขียน..
แต่ทว่า ดันลืมหนังสือไว้ที่ร้านเครื่องเขียนแฮะ .. เพราะมัวแต่เห็นแก่กินชานมไข่มุก
และคิดว่า เอ๊ะ! หนังสือคงไม่หายหรอก ไม่น่ามีใครอยากได้ แต่พอกลับไปที่ร้านเครื่องเขียน -_-” มันไม่มีแล้วอะ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่เห็นเลย -_-” ..
สรุปแล้วเลยต้องกลับไปซื้อหนังสืออีกรอบ -_-” เฮ้อ! มัวแต่เห็นแก่กิน ..แย่จริงๆ เลยฟะ !

ได้ของครบก็กลับบ้านไปเก็บกระเป๋า รอพี่มารับไปสนามบิน
เครื่องบินจริงๆ ต้องออกตอน 2 ทุ่ม แต่ระบบ hydraulic ดันมีปัญหา
เลยได้แต่นั่งอยู่บนเครื่องเฉยๆ แบบไม่ค่อยมีอากาศไป 2 ชม.
เพราะต้องดับแอร์ถึงจะแก้ได้ ..คุณกัปตันก็ประกาศแล้วประกาศอีก ..
“ถ้ามันไม่ปลอยภัย ผมไม่จะไม่ยอมพาคุณบินแน่นอน ”
จ้ะ ..ประกาศมา 5 รอบแล้ว .. !

โชคดีที่หนังบนเครื่องน่าดู เลยช่วยคั่นเวลาไปได้ซะเยอะเลย

สุดท้ายก็ไปถึง heathrow ช้า .. ว่าจะได้แวะซื้อหนังสือ(อีกแล้ว) ก็เลยอด
นั่นล่ะสุดท้าย ก็กลับมาถึงเบอร์ลินโดยสวัสดิภาพ :)

จบ!

September 7th, 2009 | 5:26 pm

อู้มาหลายวัน(อีกแล้ว)
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วง rewind เทป เลยไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆ มาโชว์เท่าไร :P
เมื่อวานญาติที่บอกว่าจะมา ก็มาเสียที  และพี่เราก็พาโชว์ Highline สุด Highlight อีกเหมือนเดิม 55 ซึ่งเราก็ว่ามันเป็น Hightlight จริงๆ  นะ :)
แล้วคุณญาติก็อยากเห็นว่าเทพีเสรีภาพมันเป็นยังไง ซึ่งตั้งแต่มา เราก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันแฮะ และก็ยังไม่เคยคิดจะเดินไปดูอยู่ดี 55 (ด้วยความขี้เกียจ และมันมีอย่างอื่นน่าทำกว่าเยอะเลยนิหว่า !) พี่เราเลยพาไปยืนดูแบบให้เห็นเทพีอยู่ไกลลิบๆ จาก Pier 44 แทน ..
วิวที่เห็นก็จะเป็นเทพีเสรีภาพยืนอยู่ท่ามกลาง เครนเป็น 10 เป็นเสาประกอบ :P
ญาติอยู่แค่แป๊ปเดียวก็ต้องกลับไปขึ้นเครื่องต่อที่ Grand Central ซึ่งเราก็เพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน :P มันดูสวยใหม่กว่าที่คิดเยอะเลยแฮะ

วันนี้เป็นวัน Labor Day คนทำงานบริษัททั่วไปได้หยุด แต่ร้านค้ายังเปิด และได้ข่าวว่า sales กระหน่ำ  พี่เล่าว่าเคยมีคนแย่งกันซื้อจนเหยียบยามตายไป 1 แต่นั่นเป็นช่วง christmas  -_-’ อะไรมันจะอยากซื้อขนาดนั้น ..บางทีผู้หญิงนี่มันก็น่ากลัวจริงๆแฮะ !

ส่วนวันศุกร์ที่ผ่านมานู้นก็ไปกินข้าวกับญาติมาที่ Southampton เมืองข้างบ้น  ข้างบน  NY
เล่าให้เห็นภาพก็ประมาณหัวหินบ้านเรา .. และก็ชอบมีบ้านพักตากอากาศคุณเศรษฐีทั้งหลายมาตั้งอยู่  มีทั้งแบบ Bauhaus, Tudor, โคตร Modern .. ฯลฯ ที่ไม่รู้จักแนวอีกหลายแหล่ ..
และในที่สุดเราเลยได้มีโอกาสมาเห็นทะเลนิวยอร์คด้วย ..​น้ำเย็นเชียวทั้งๆ ที่อากาศร้อนโคตร
ไม่รู้เล่นกันลงไปได้ยังไง -_-”

วันเสาร์ก็ทำไรหว่า -_-” วันเสาร์ไปเดิน flea market แถวบ้าน วันนี้อากาศดีสักที คนมาเต็มตลาดเลย ของขายเพียบ ! และก็ไปเดิน Dumbo อีกมุมของ brooklyn ที่จะเห็นวิวสะพาน brooklyn แบบชัดๆ
สะพานนี้เป็นสะพาน handmade แห่งแรกที่ข้ามแม่น้ำ hudson  พี่เล่าว่าตอนสร้างนี่คนงานตายเพียบ เพราะสมัยก่อนไม่มีเทคโนโลยีขุดเจาะ ต้องให้พนักงานใส่ชุดประดาน้ำลงไปขุดดินกันยังงั้นเลย  ใครดำไม่อึดก็คงไม่รอดอะ  ..เฮ้อ! คิดแล้วนึกถึงสะพานข้ามแม่น้ำแควเลยแฮะ  -_-’  เดินวนเล็กน้อยก็เข้าไปในเมือง ไปเจอเพื่อนพี่อีกคน ..

นั่นล่ะ เล่าวนไปวนมาเนอะ   ขอโทษทีพอดีจะต้องออกไปกินอีกแล้ว ..เฮ้อ! :P

September 4th, 2009 | 5:45 am

มัวแต่ฝันตื่นเต้นไปหน่อย วันนี้เลยตื่นสายเลย (จริงๆ อ้าง :P )
รู้ตัวอีกทีก็เกือบ 11 โมงแล้ว
ทั้งๆที่วันนี้ว่าจะทำอะไรเยอะแยะ แผนเลยหดลงๆ เรื่อยๆ :P

เริ่มจากขอไปเดิน caroll garden เป็นรอบที่ 2
เที่ยงกว่าแล้ว ร้านยังไม่ค่อยเปิดอีก คนแถว brooklyn นี่มันขี้เกียจจริงๆ เลยฟะ 55
ว่าแล้ว เลยหนีไปเดินใน museum ก่อนก็ได้วะ
ไหนๆ ก็ดูค้างอยู่แล้ว
ว่าแล้วก็ไปดู MOMA  ที่ค้างไว้ก่อนอีก 2 ชั้น
งาน Waste Not กับงาน Compass in Hand เจ๋งมาก

“Waste Not” เป็นงานที่เคยโชว์มาแล้วที่ Haus der Kultur der Welt
เป็น installation ของกินของใช้ของคุณแม่ศิลปินในเมืองปักกิ่ง
เขียนบรรยายประมาณว่า หลังจากพ่อตาย แม่เค้าไม่ยอมทิ้งอะไรเลย ได้แต่เก็บลูกเดียว
แต่ตอนนั้นเห็นจากชั้นเดียว เลยดูไม่ตื่นเต้นเท่าจากเห็นจากด้านบน
พอมาดูอีกรอบ .. งาน scale มันใหญ่จริงๆ แฮะ ..
คิดอยู่เลยว่าเค้าจะต้องจำตำแหน่งสินค้าด้วยไม๊เนี่ย ว่างานที่แล้ววางยังไง ? เพราะงั้นคงปวดหัวน่าดู
http://www.nytimes.com/slideshow/2009/07/14/arts/20090714_SONG_SLIDESHOW_index.html

ส่วนอีกงาน Compass in Hand เป็นงานของศิลปินนอกกระแสตั้งแต่ยุค 60 เลยโน้น
บางงานเจ๋งมาก ไม่ใช่แค่ความคิด แต่รวมไปถึงเทคนิคมันช่างล้ำยุคซะจริงๆ
เดินดูวนไปวนมาซะหลายรอบ :)
(มีงานของคุณคนไทยติดไปด้วยแฮะ >>ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช >>คนนี้ได้โชว์บ่อยแถวยุโรป
http://en.wikipedia.org/wiki/Rirkrit_Tiravanija)

หลังจากนั้นก็หนีไปแวะ kinokuniya อีกสักแป๊ป ..​ถ้าเค้ายอมให้เช่าค้างคืนที่นี่ด้วยก็ดีสิ :P

และก็ไป West Village .. เดินเส้นเดียวกับที่พี่เราเคยพาไปวันแรก ..
สรุปแล้ว เราชอบแถวนี้มากสุดใน new york เลยแฮะ ..
โดยเฉพาะ highline !
อากาศดี วิวดี คนร่าเริง ต้นไม้เยอะ :)
ดูเป็นสวนสาธารณะที่เหมาะกับป่าคอนกรีตจริงๆ :P
คิดแล้วไม่น่าไปเสียเวลาหลงอยู่แถว 5th ave ซะนาน 2 นาน

เย็นนี้ก็โคตรอิ่มไปด้วยก๋วยเตี๋ยวเป็ด และลาบเป็ด โคตรเยอะ แต่อร่อยอะ  นานๆ จะได้กินของอร่อยนอกประเทศ ที่กินแล้วไม่ค่อยรู้สึกถึงชูรส  :)

ส่วนเมื่อวานก็ทัวร์มิวเซียม Medley  ไปตั้งแต่ guggenheim (ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงหอศิลป์ตรงมาบุญครอง..แต่ที่นี่งานเนี๊ยบกว่าเยอะ)  ที่ปิดซ่อมส่วนวงกลมใหญ่ชั่วคราว -_-” ค่าเข้าเลยลดราคาเหลือ 6 dollars  คิดซะว่าเข้าไปดูตึกแทนละกัน เพราะงานมีนิดเดียวเอง
เข้าไปแล้วถึงรู้ว่าตึกคุณ Frank นี่มันใช้รูปทรง basic มาออกแบบหมดเลยนี่หน่า เช่น บันไดสามเหลี่ยม ช่องไฟสี่เหลี่ยม วงกลมตรงกลาง  กรอบหน้าต่างวงรี  ฯลฯ
เท่าที่สังเกตมา มิวเซียมส่วนใหญ่ในเบอร์ลินและนิวยอร์ค
จะมีการเจาะช่องแสงบนเพดาน ให้แสงอาทิตย์ผ่านลอดมาได้บ้าง
เพื่อเป็นการประหยัดไฟ(คิดว่านะ)  ซึ่งอยากให้เมืองไทยเอาเป็นตัวอย่างบ้างน่ะ :P

อีกที่ก็ไป Whitney Museum ของคุณ Getrude Whitney (นามสกุลคาดว่าเป็นยิว)
ประมาณว่าบ้านรวย ได้มรดกมา และเป็นศิลปินด้วย เลยอยากสร้างพื้นที่ให้กับศิลปิน(ที่งานแนวมากๆ) คืองานที่ไปดูนี่โคตรจะมึน เป็นแนว conceptual art ไม่่ค่อยเข้าใจเท่าไร
เลยมัวแต่ไปชมตึกสวยแทน :P

นั่นล่ะ 2 มิวเซียมก็หมดวันล่ะ ตอนเย็นก็แวะกินบะหมี่เป็ดย่างกับข้าวอบปลาเค็มที่ china town
อิ่ม อืด(ข้าว)  กลับบ้าน !

ปล.เริ่มสังเกตว่าคนนิวยอร์คชอบเลี้ยงหมาพันธุ์เดียวกันทีละ 2-3 ตัว
หน้าตาก็ดูเหมือนๆ กันหมด ไม่รู้จะแยกความต่างได้ยังไงแฮะ -_-”

ปล2.คนที่นี่ใช้ skate เป็นพาหนะเดินทาง ไม่ต่างจากจักรยาน เวลาไถไปก็จะทำหน้าชิวๆ เหมือนกับขี่จักรยานแล้วปล่อยแฮนด์ยังไงยังงั้น
ส่วนใครที่ฝึกหัดเล่นต้องไปเก็บตัวอยู่ในโรงยิมแทน :P

September 2nd, 2009 | 3:39 am

อาทิตย์นี้คงเป็นช่วงเที่ยว museum แบบ intensive
เมื่อวานเลยไปเอาฤกษ์กับ MOMA เป็นที่แรก ในฐานะที่เป็นมิวเซียมที่เปิดทำการวันจันทร์
คนชมเลยเพียบ แทบจะเต็มทุกตารางเมตร
งานบางส่วนก็เคยผ่านตามาบ้างแล้วจากที่เยอรมัน
แต่พอมาที่นี่แล้วมันให้ความรู้สึกดีกว่าแฮะ ..
เรื่องของเรื่องคือมี audio ให้เช่าฟรี พูดด้วยภาษาคนที่ไม่ต้องรู้จักศิลปะมากก็เข้าใจได้
และแต่ละภาพก็มีคำบรรยายประกอบตอนท้ายแบบอ่านเอาเพลิน
สรุปแล้วมีแต่ดีกับดีแฮะ 555
เสียหน่อยบ้างก็ได้ ! งานเยอะมาก ไม่สามารถดูให้หมดได้ภายใน 1 วัน -_-”
ทนหิวข้าวไม่ไหวเลยหนีออกมาก่อน
ไหนๆ ก็มีบัตรเข้าฟรี ไว้ค่อยกลับมาใหม่ก็ได้  :P

แต่สุดท้ายก็ไปตายรังที่ร้านหนังสือ Strand ร้านหนังสือ universal ราคาถูก
และก็ค้นพบว่า หนังสือที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวันก่อน ที่นี่มันถูกกว่าตั้งเกือบ 10 dollars
โชคดีที่ประเทศนี้มีนโยบาย refund ได้ทุกสิ่งให้เลือกสรร
วันรุ่งขึ้น(ก็วันนี้ล่ะ)เลยต้องแบกหนังสือกลับไปคืนร้านเดิมแล้วไปซื้อใหม่ที่ถูกกว่า :P

วันนี้ตั้งใจจะไป Metropolitan Museum
แต่ก่อนหน้านั้นกะว่าจะไปดู MOMA ให้จบก่อน ..
เสียแต่พลาดไปเก้อ เพราะมันปิดวันอังคาร​(ไมไม่เห็นรู้เรื่องเลยฟะ อุตส่าห์เช็คซะดิบดี)
เลยได้เดินเล่นแต่ใน MOMA store ให้เงินถูกดูดเล่นแทน :P

มัวแต่ไปเอาผ้าที่ซักกับเอาหนังสือไปคืนและหลงแสงสีนิดหน่อย
กว่าจะได้เริ่มเข้า MET ก็บ่าย 3 กว่าๆ แล้ว -_-”
วันนี้ปิด 5 โมงครึ่ง ..​ยังไงก็คงทันล่ะ  :P
โดยลืมไปว่า เมื่อวานพี่ขู่ไว้แล้วว่า MET ใหญ่โคตร เดิน 2 วันก็ไม่หมด
….และก็ไม่หมดจริงๆ T_T

เข้าไปด้วยความไม่คาดหวัง เพราะรู้ว่าเป็นพวกของโบราณๆ กรีกโรมัน
ซึ่งคิดผิดไปเสียสนิท เพราะมันเป็นมิวเซียมที่เจ๋งมากๆ ด้วยตัวงาน การจัดวาง composition
และ lighting design ที่นี่สุดยอดแล้ว ..​เงยหน้าไปดูเพดานก็เข้าใจได้ว่าทำไมมันจัดไฟได้สวยขนาดนี้วะ .. !!!
พี่เราบอกว่าที่นี่มี lighting designer แบบ in house ด้วย
ก็เลยไม่น่าแปลกที่ไฟที่นี่ถึงดูโดดเด่นพอๆ กับตัวงานอย่างมาก ..

MET เป็นมิวเซียมแบบ universal คือมีเรื่องราวของทุกทวีป แถมงาน​ Modern Art
ที่มันก็คล้ายๆ MOMA อยู่ เพียงแต่คนละ curator เท่านั้นล่ะ :P
เพราะที่นี่มีงานฉลามยักษ์ถูกหั่นอันโด่งดังของ Damien Hirst
(อันนี้หาไม่เจอแฮะ แต่พี่บอกมา)

งานที่ MET ส่วนใหญ่มีความสามารถสมบูรณ์ค่อนข้างสูง
ยิ่งได้ไฟส่องตรงตามองศา  ยิ่งเพิ่มความงามเป็นหลายเท่า
และทุกงานก็มีคำบรรยายติดให้อ่านง่ายอย่างดี -_-”

ด้วยความที่มิวเซียมมันใหญ่โคตร เลยสามารถเดินดูงานได้อย่างไม่อึดอัด และมีที่เหลือพอจะเล่นอะไรกับมิวเซียมได้อีกเยอะแยะ  เช่นโซน decorative art ของยุโรปก็จะมีการจำลองห้องของวังหรือโรงแรมในฝรั่งเศสมาอยู่ที่นี่จริงๆ  และอีกเช่นเคย ร่วมกับการจัดไฟระดับโปร .. เลยยิ่งทำให้ห้องดูบรรยายกาศเหมือนจริงมาก ..

เสียดายวันนี้เดินได้ยังไม่ถึง 1/2 ของมิวเซียมเลย ไม่รู้จะต้องใช้เวลาทั้งหมดเท่าไร สงสัยจะต้องไปตั้งแต่มันเปิดและอยู่ทั้งวัน …เฮ้อ!

จริงๆ เราก็ว่าได้ไปเยี่ยมมิวเซียมมาหลายที่แล้วนะ
แต่ที่ MET นี่มันสุดยอดแล้วจริงๆ วะ 55 (ย้ำอีกที)
คือตอนอยู่เบอร์ลินก็ไม่ค่อยชอบดูงานโบราณเท่าไร แต่พอที่นี่กลายเป็นยิ่งดูยิ่งสนุก ยิ่งอยากรู้
และของมันก็เยอะมากจริงๆ จนนึกว่าขนของกรีกหรือโรมันมาทั้งประเทศเลยรึไงเนี่ย !!

ออกมาเจอคุณอินเดียแดงนั่งขายของชนเผ่าอยู่ข้างนอก
เห็นแล้วอดรู้สึกเศร้าแทนไม่ได้ เพราะข้างในก็มีงานของอินเดียแดงอยูจำนวนหนึ่งทีเดียว ..
นี่เค้าจะต้องจ่ายเงินเพื่อขอเข้าไปดูสมบัติของบรรพบุรุษที่โดนรังแกใช่ไม๊เนี่ย !!
ยังไงก็ตาม เดี๋ยวได้เจอกันเร็วๆ นี้อีกแน่นอน MET !

ปล.เหมือนจะอยากพูดอะไรอีกสักเรื่อง แต่ลืมทุกทีเลยแฮะ !

ปล2.มีคนเตือนมาบอกว่า ลืมเขียนเรื่องกินนิ :P
คือแบบว่า เริ่มขี้เกียจแล้วไง 55

วันนี้ก็ข้าวเย็นไปกินราเม็งที่ร้าน sategaya ราเม็งน้ำซุปเกลือรสชาติประมาณบะหมี่หมูแดงเมืองไทยโคตรๆ
แล้วต่อด้วยไอติมที่พี่บอกว่าเพื่อนแนะนำมา ชื่อร้านอะไรวะ -_-” van….meen !!

อ๋อ ส่วนเมื่อวานทำกับข้าวกินที่บ้าน แต่กลางวันเดินไปเจอร้าน mrs.field โดยบังเอิญ ทำไมมันไม่อร่อยเหมือนเดิมแล้วอะ -_-”

ว่าแต่พรุ่งนี้กินไรดีน้อ?? :P

August 31st, 2009 | 6:43 am

กินมันเข้าไป .. ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเอาง่ายๆ
เพราะพอเริ่มรู้ตัวว่าอ้วนแล้วจะหยุด
พี่เราก็จะบอกว่า ร้านนี้อร่อยนะ ร้านนั้นอร่อยนะ -_-”
กลุ้มวะ !!

นั่นล่ะ วันนี้ก็เริ่มต้นด้วยการนั่งรถไปหาน้าที่เมือง Weschester ซึ่งอยู่ห่างจาก manhattan ไปประมาณ 1 ชม.
ก็ไกลอยู่เหมือนกันนะ แต่ออกไปนิดเดียวก็เห็นเป็นธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพรเลย  คล้ายๆ กับนั่งรถออกเบอร์ลินไปแป๊ปนึงก็จะเจอ Grünewald  ประมาณนั้น

กลางวันนี้ก็ได้ลาภปากไปกินสักทีนึง เป็นบุฟเฟ่ต์ สไตล์อเมริกัน
กินอิ่มจนพุงกางจริงๆ แม้แต่ขนมก็ไม่อยากจะยกช้อนขึ้นมาแตะ
คิดแล้วก็เสียดาย -_-”

ปกติเราเป็นคนอคติกับการกินบุฟเฟ่ต์หลังจากเคยมีประสบการณ์โดนพ่อด่าสมัยเด็กๆ
ที่ตักมาเยอะมากจนกินไม่หมด .. เลยไม่เคยรู้สึกดีกับการกินบุฟเฟ่ต์เท่าไร
คือมันไม่ใช่กินเยอะเพื่อให้อร่อย แต่เป็นกินเยอะๆ จะได้คุ้มๆ …
สรุปแล้วก็อาจจะมีปัญหากระเพาะครากตามมาทีหลังได้ :P

ว่าแล้วกินอิ่มก็ขอสักงีบบนรถ
ก่อนกลับบ้านก็แวะไปย่าน queen ..
เราว่าที่นี่น่าสนใจดีไม่แพ้ย่านอื่น โดยเฉพาะดง Elmherst เป็นที่ๆ คนเอเชียมาอยู่กันเยอะมากไม่แพ้ chinatown
ที่นี่มีร้านไทยเยอะ รวมไปถึงซุปเปอร์ฯแบบจีน ไทย ฮ่องกง อินเดีย ฯลฯ
เรียกง่ายๆ ว่า  “little asia” ก็คงดี :P

ซุปเปอร์ฯที่นี่ไม่ใช่เล็กๆ เลยดีเดียว ประมาณว่า ขนตลาดสดมาไว้ที่นี่เลยก็ว่าได้ ผักก็มีให้เลือกสรรซะจนงง
ว่านี่มันประเทศอะไรกันแน่วะ .. ทำไมมันถึงมีผัก(เกือบ)ทุกอย่าง แถมยังราคาไม่ต่างกันมากอีก -_-”

หมดจาก shopping ก็กลับบ้าน แล้วพี่ก็รีบลากไปซื้อรองเท้าที่
caroll garden ต่อ .. อีกย่านฮิปบนฝั่ง brooklyn ที่เราว่าดูเดินง่ายกว่า Williamsburg เยอะ
เพราะร้านค้าไม่กระจัดกระจาย แต่จะไม่ได้บรรยากาศ(สาว)โรงงาน เท่านั้นเอง :P

และสุดท้ายของวันอาทิตย์อีกเช่นเคย ก็ไปกินข้าวบ้านเพื่อนพี่
จบ..กลับบ้าน :P

ปล.นี่มันผ่านไป 1 อาทิตย์แล้วเหรอเนี่ย เร็วโคตรเลย..รู้สึกยังไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยแฮะ นอกจากหลงทาง :P

August 30th, 2009 | 4:59 am

ฝนตกตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เลิก
แต่ยังไงวันนี้เราก็ได้ไปเดินที่ williamsburg สมใจ :)

55 มีคนพาเดินนี่มันสบายจริงๆ แต่มันก็กลายเป็นว่า จำอะไรไม่ค่อยได้เลยแฮะ :)
นั่งรถไปลง metropolitan ขึ้นมาเจอเค้ากำลังอวดรถโบราณกันเต็มใต้ทางด่วน
คนที่มาส่วนใหญ่ก็ดูเป็นแนว  hardcore แบบแฟนๆ harley davidson ประมาณนั้น

แล้วก็เดินมั่วๆ ทะลุไปออกแถวๆ bedford ave ถนนยอดฮิตวัยรุ่นแถวนั้น
พี่เล่าว่าแถวนี้เป็นส่วนขยายมาจาก manhattan
หลังจากฝั่ง east side เต็มและแพงหมดแล้ว คนก็เลยเริ่มย้ายๆ มาแถวนี้
เพราะว่านั่งรถไฟไม่กี่ป้าย ก็ถึง union square แล้ว

สวยกว่า ต้นไม้เยอะกว่า ไม่ค่อยมีตึกสูงเท่าไร .. แค่นี้เป็นเราก็เลือกมาอยู่แล้วล่ะ :)
แต่ตอนนี้ความเจริญเข้ามาเยอะ บ้านแถบนี้ก็ได้ข่าวว่าแพงขึ้น และมีคอนโดฯใหม่ๆ ผุดขึ้นเยอะเช่นกัน ..​ย่านต่อไปจะเป็นที่ไหนนะเนี่ย ..​:P (เอ๊ะ! อาจจะเป็น harlem ก็ได้ :P )

เดินร้านนู้น ทะลุร้านนี้  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นร้านอุปกรณ์เครื่องครัวและของแต่งบ้าน :P
มีร้านน่ารักเต็มไปหมด ไว้หนีพี่มาเที่ยวใหม่ 55

เดินฝั่งนี้เสร็จก็นั่งรถไฟข้ามไปลง 1ave หรือแถวๆ east village
ที่เราว่ามันเหมือนสยามแสควร์เลยแฮะ
ร้าน boutique ผสมกับ gallery เล็กๆ เต็มไปหมด
แต่คนละสไตล์กับฝั่งนู้น ซึ่งเป็นโรงงาน/โกดังเก่ามาทำเก่า
ส่วนฝั่งนี้เป็นตึกเก่ามาทำเก่าผสมใหม่

ตั้งแต่มานี่ได้กินขนมไม่หยุดหย่อนเลยแต่ละวัน :P
และไม่แปลกใจที่ใครบอกว่ามาเมกาต้องอ้วนแน่นอน ..
แหม! เสียดาย ลืมชั่งนน.ก่อนมา จะได้เปรียบเทียบได้ 55

เดินผ่าน new museum  ถ. bowery ที่สร้างโดยสถาปนิกกลุ่ม sanaa จากญี่ปุ่น
(มีหนังสือขายอยู่ที่ kinokuniya) งานที่นี่เค้าว่าเป็นแนวๆ ps1
แต่ตึกน่ารักโคตร .. เหมือนเป็นลังตั้งเรียงเป๋ไปมา .. โดยสลับให้แสงส่องลงมาถึงตึกข้างล่าง
ส่วนข้างหน้าถ้าตอนกลางคืนจะมีงาน media installation ไฟวิ่งๆ ..

เดินวนๆ แถวนั้นและก็สุดท้ายไปกินข้าวที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมเล็กๆ ของ china town
ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่ามาหาเจอกันได้ไงวะเนี่ย !   ร้านบรรยากาศดีมาก .. เหมาะแกการสังสรร
แต่ถ้ามาคนเดียวคงเหงาน่าดู

ก ินจนง่วง .. และก็ได้เวลากลับบ้าน!

August 28th, 2009 | 9:19 pm

วันนี้ขออู้งาน ลาป่วยเน้อ !

ฝนก็ตก ..นอนกลิ้งไปกลิ้งมาดูวิวนิวยอร์คอยู่บ้านนี่ล่ะ :P